ความเดิมจากตอนที่แล้ว…
สิริยากรเป็นคนทำงาน แล้วจู่ ๆ ก็ผันตัวเองมาเป็นแม่ฟูลไทม์อยู่เกือบสิบกว่าปี แต่ระหว่างทศวรรษนั้นก็มีความไฟสุมที่นั่ง อยู่เฉยไม่ค่อยจะได้ ต้องหาเรื่องทำงาน อาจเพราะไม่ค่อยได้กินไม่ค่อยได้นอน สมองเลยลืมไปว่าเลี้ยงลูก 2 คนก็คืองานเต็มเวลาอยู่ละ (ไม่งั้นเขาจะเรียกฟูลไทม์เหรอเธ้ออ!)
เขียนให้ The Cloud นี่ก็หนึ่ง แล้วชีก็ไปทำงานที่ร้านขายของอีกหนึ่ง แล้วก็เปิดธุรกิจขายตุ้มหูอีกหนึ่ง แล้วก็ไปเป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูอีกหนึ่ง
เอามาเรียงต่อ ๆ กัน มันก็ดูเยอะอยู่นะนี่
แต่ชียังไม่หยุด! ชีเพิ่งไปได้งานใหม่อี๊ก!
เรื่องคือว่าราว ๆ ปลายปีที่แล้ว สิริยากรเกิดวิกฤตวัยกลางคนขึ้นมา (เอาจริงนะ ตอน 40 ไม่รู้สึกอะไรเลย เพิ่งมาสับสนชีวิตตอนจะ 50 นี่แหละ สงสัยว่าจะไปตายเอาตอนอายุร้อยนึง) เพราะรู้สึกว่า เฮ้ย มิถุนายนปีหน้าวาระนายกฯ จะหมด แล้ว เมตตา กำลังจะไปมัธยม อนีคา ก็เริ่มโต เขาเริ่มจะไม่ต้องการเราเท่าไหร่แล้ว ธุรกิจตุ้มหูทำมา 2 ปีก็รู้ว่าไม่น่าจะเลี้ยงชีพชอบได้ เศรษฐกิจไทยเศรษฐกิจโลกก็ไม่ค่อยจะดี เงินมีทรัพย์สมบัติลงทุนไว้ก็ไม่น้อย แต่ก็ดูจะไม่ค่อยพอแล้วไหม (วะ)
อย่ากระนั้นเลย หาเรื่องไปทำงานสั่งสมประสบการณ์และเงินออมเพิ่มอีกดีกว่า
เลยติดต่อไปที่องค์กรหนึ่งที่พอร์ตแลนด์ ชื่อ ‘APANO’ เพราะรู้จักแม่คนหนึ่งทำงานที่นั่น ชื่อ ลิน เป็นคนเวียดนามที่เกิดในสหรัฐอเมริกา ลูกเขาเคยอยู่ห้องเดียวกับเมตตาที่โรงเรียน เพื่อจะขอคำปรึกษาว่ามีงานให้คนเอเชียอย่างเราทำบ้างไหม

เพราะว่า APANO ย่อมาจาก Asian Pacific American Network of Oregon เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organization) ที่ให้ความช่วยเหลือคนเอเชียในออริกอนในด้านต่าง ๆ มาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่แรกเริ่มเดิมทีเป็นหน่วยงานเล็ก ๆ มีแค่ไม่กี่คน แต่เดี๋ยวนี้มีคนทำงานเกือบ 40 คน และมีโครงการต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กของคนเอเชีย สร้าง Affordable Housing หรืออะพาร์ตเมนต์ให้คนเช่าในราคาไม่แพง สร้างชุมชนเอเชียชื่อ Jade District สนับสนุนสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กที่ประกอบการโดยคนเอเชีย ให้ความรู้ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง รวมถึงสนับสนุนผู้สมัครรับตำแหน่งทางการเมืองที่มีเชื้อสายเอเชีย ทำงานด้านศิลปะและงานสร้างสรรค์กับศิลปินเอเชียและเยาวชน รวมทั้งส่งเสริมอาชีพให้กับคนเอเชียที่อยู่ในออริกอน
อันสุดท้ายนี่แหละที่เข้าทางคนกำลังหางานอย่างสิริยากรในตอนนั้น

ลินส่งอุ้มไปที่ Portland Community College (PCC) เพื่อลงเรียนวิชาพิเศษ ชื่อ Explore Career and Education for Immigrants and Refugees (ฟังดูเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากเรือสำเภาเลยนิ) ซึ่งมีประโยชน์มากมหาศาล ทำให้รู้ว่าจุดอ่อน-จุดแข็งเราคืออะไร อยากทำงานประเภทไหน มีทักษะอะไรที่เอาติดตัวมาจากบ้าน แล้วจะเอามาใช้หางานที่นี่ได้บ้าง
อีกเรื่องที่สำคัญ คือเกิดแรงบันดาลใจไปปัดฝุ่น LinkedIn ให้ดูเป็นผู้เป็นคน และได้ไปลงเรียนคลาสอื่น ๆ ในแพลตฟอร์มชื่อ Coursera ได้ประกาศนียบัตรมาประดับผนัง LinkedIn ให้ดูภูมิฐานขึ้นอีกนิด แล้วก็หัดเขียน Resume กับ Cover Letter รวมทั้งซ้อมสัมภาษณ์ก่อนจะออกไปสมัครงานจริง ๆ คือเรียกว่าจากเรือสำเภา จบคอร์สดิฉันก็อาบน้ำประแป้งเรียบร้อยพร้อมออกไปหางานว่าอย่างนั้น
แต่ใครที่เคยสมัครงาน โดยเฉพาะถ้าเป็น Immigrants หรือผู้อพยพอย่างเรา แล้วเบิลเอาความไม่ได้ทำงานประจำมาเป็นสิบปีเพราะไปเลี้ยงลูก จะรู้ว่ามันไม่ง่ายค่อนไปทางยากถึงยากมาก เพราะถึงจะประสบความสำเร็จมาจากประเทศบ้านเกิดขนาดไหน มาสหรัฐฯ ก็ต้องไปเริ่มที่บันไดขั้นล่างสุด ถึงแม้จะอายุเยอะประสบการณ์แยะขนาดไหนก็ตาม ในคลาสที่อุ้มไปลงเรียน มีคนหนึ่งเป็นนักเทคนิคการแพทย์มาจากซาอุดีอาระเบีย ตอนนี้ทำงานเอาของใส่ชั้นอยู่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต อีกคนเป็น Sound Engineer มาจากเวียดนามก็หางานไม่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่องภาษา คนที่อุ้มรู้จักคนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยจากเมืองไทย มานี่ต้องไปทำงานเป็นพนักงานเช็กกระเป๋าอยู่ที่สนามบิน เป็นต้น
คือมีแหละค่ะคนที่มาเป็นหมอ เป็น Professor อยู่มหาลัยดัง ๆ หรือเป็นผู้กำกับอยู่ฮอลลีวูด แต่นั่นน่าจะเป็นส่วนน้อยกว่าความเป็นจริงอยู่มาก ยังมีคนเอเชียที่พยายามหาทางเข้าไปทำงาน แต่มีข้อจำกัดหลาย ๆ ด้าน จนแล้วจนรอดก็แฮ็กเข้าระบบอเมริกันคอร์ปอเรตไม่ได้เสียที
อย่างดิฉันนี่ไง… (หัวเราะ)
บอกเลยว่าส่งใบสมัครไปเยอะมากเป็นสิบที่ แรก ๆ ก็คิดว่า หูยยย ประสบการณ์ฉันเยอะขนาดนี้ มันต้องได้แหละน่า แล้วความเป็นจริงก็เริ่มเขกหัวกบาล หลังจากได้อีเมลปฏิเสธมาทีละเมลสองเมล คือตกตั้งแต่รอบแรกยังไม่ผ่านเข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์เลยน่ะคิดดู๊! เสียใจอย่างเดียวยังไม่พอนะ เริ่มจะเสียเซลฟ์ด้วย เพราะคนเรามั่นใจจิตแข็งยังไง โดนปฏิเสธต่อ ๆๆๆ กันก็ต้องเริ่มเซ็งเป็นธรรมดา ถึงจะมีใครบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติ สมัครไปเลย 50 งาน เพราะส่วนใหญ่ถ้าไม่มีคอนเนกชันหรือไม่โคตรโปรไฟล์ปัง ๆๆๆ ตรงกับคุณสมบัติที่เขาต้องการจริง ๆ ยังไงก็โดนปฏิเสธ หรือบางทีเขาก็มาโพสต์ไปอย่างนั้นแหละ จริง ๆ มีคนข้างในที่เขาจะโปรโมตขึ้นมาอยู่แล้ว โอกาสไม่เหลือออกมาถึงคนข้างนอกหรอก (แล้วจะโพสต์ทำไมฟะ)
อุ้มสมัครไปถูกปฏิเสธไปอยู่ 3 – 4 เดือนได้ จนเริ่มจะท้อนิดหน่อย แล้วก็ไปเห็นประกาศอันหนึ่ง เป็นตำแหน่ง Community Coordinator ที่ APANO ทำงานแค่ครึ่งเวลา อาทิตย์ละ 20 ชั่วโมง ค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่มีสวัสดิการ งานหนัก เงินน้อยแหละ พูดง่าย ๆ
อุ้มเลยเมสเซจไปถามลินว่า ชื่อแผนกดูคุ้น ๆ ตำแหน่งนี้เป็นลูกน้องยูใช่ป่าว ลินตอบมาว่า ใช่ สมัครมั้ย อุ้มก็เลยส่งใบสมัครไป
ไม่กี่วัน ลินก็โทรมา บอกว่า ยู ใน Resume กับ Cover Letter ไม่ได้เขียนที่อยู่ เบอร์ติดต่ออะไรไว้เลยนะ รู้ป่าว ดีนะที่ไอรู้จักมีเบอร์ ถึงได้โทรกลับมาได้
เจี๊ยก อายก็อาย โคตรจะไม่โปรฯ แต่ก็เดชบุญที่เมสเซจคุยกับลินไปก่อนหน้า แล้วก็เดชบุญกว่าที่ลินบอกว่าผ่านรอบแรก เหลือผู้สมัคร 3 คน ขอนัดสัมภาษณ์หน่อย
เลยไปสัมภาษณ์ ก่อนไป ครูที่ PCC ยังช่วยซ้อมให้ด้วย แถมให้กำลังใจว่ายูได้งานนี้แน่ ๆ เป็นไอ ไอจะจ้าง! ความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ไปสัมภาษณ์ด้วยความฉะฉาน ขายมันทุกของที่มีจะขาย
แล้วลินก็โทรไปคุยกับ Reference 3 คนที่อุ้มส่งชื่อไป ซึ่งล้วนเป็นคนที่เคยทำงานด้วยกันตอนเป็นนายกฯ สมาคมผู้ปกครอง ทุกคนก็ดีใจหาย พร้อมใจกันบอกลินว่านางพลังเยอะขยันทำงาน ขยันติดต่อกับผู้คน รับไปไม่ผิดหวังแน่นวล
ไม่กี่วันหลังสัมภาษณ์ ลินก็โทรมาบอกว่าตกลงรับยูแล้วนะ อาทิตย์หน้ามาทำงานเลย
Seriously?! ดีใจมากอะ!! สรุปว่าจากที่ติดต่อไปที่ลินให้ช่วยหางาน ไปฝึกวิทยายุทธ์มา 3 – 4 เดือน สุดท้ายได้กลับมาเป็นลูกน้องลินนี่เอง (ยิ้ม)
ค่าจ้างไม่เยอะ แต่ทำงานแค่ครึ่งวัน แล้วก็ทำงานที่บ้านเป็นหลัก ไม่ต้องเข้าออฟฟิศด้วย
เช้า 8 โมงไปส่งลูก กลับบ้านมาทำงานวันละ 4 ชั่วโมง บ่าย 2 ไปรับกลับจากโรงเรียน ทำอยู่เป็นเดือนลูกยังไม่รู้เลยว่าแม่ทำง้าน! (หัวเราะ) ต้องย้ำบ่อย ๆ เวลาขับรถผ่านออฟฟิศว่า อุ๊ย ๆๆ นี่ออฟฟิศแม่ล่ะ แล้วก็แอบหย่อนคำว่า APANO กับเรื่องงานในบทสนทนา ตอนนี้พอรู้แล้วว่าแม่ทำงานช่วยคนเอเชียด้วยกัน
อุ้มเริ่มไปทำงานวันที่ 1 เมษายน จนถึงตอนนี้ก็ 3 เดือนครึ่ง พ้นโปรเรียบร้อย ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจนนึกว่าอยู่มา 3 ปีแล้วเนี่ย

ถามว่าตำแหน่ง Community Coordinator ทำอะไร ตอบง่าย ๆ ก็คือประสานงานโครงการต่าง ๆ ระหว่างแผนกของเรากับชุมชน และกับคนให้ทุนค่ะ
แผนกที่อุ้มอยู่เรียกว่า Workforce and Planning และ Community Development เน้นการช่วยเหลือหางานให้กับคนในหลากหลายระดับ (แต่ส่วนใหญ่เป็นระดับรากหญ้า) และพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ
ฟังดูเหมือนเป็นนักการเมืองเลยเนอะ งานสาธารณกุศลทั้งนั้น
ตอนที่อุ้มเข้าไป มีโครงการใหญ่ ๆ ให้ทำ 2 โครงการ คือหนึ่ง ออกแบบและทำแบบสอบถามกับกลุ่มคนเวียดนามที่มีลูกซึ่งมีความต้องการพิเศษทางการแพทย์ อันนี้เป็นทุนจาก Oregon Health Authority ส่วนโครงการที่ 2 คือทำกิจกรรมกับกลุ่มแม่ ๆ เวียดนาม 10 คนในโครงการ Family Wellness เพื่อสร้างเสริมสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต อันนี้เป็นทุนจาก Kaiser Permanente ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่มาก ๆ ของสหรัฐอเมริกา
ทำไมถึงต้องทำงานกับคนเวียดนาม ทั้งที่พูดเวียดนามไม่ได้ อ๋อ เพราะคนที่อุ้มเข้ามารับช่วงต่อ เป็นคนเวียดนาม แล้วเขาลาคลอด 4 เดือน สิริยากรที่มีประโยคงู ๆ ปลา ๆ เรียนมาจากร้านทำเล็บ (ที่นี่ร้านทำเล็บส่วนใหญ่เจ้าของและลูกจ้างเป็นคนเวียดนาม) อย่าง แดบล้าาาาาม (สวยมาก) ด่าวได๋ (เจ็บ!) ก๋ามเอิน (ขอบคุณ) บ่าวหนิว (เท่าไหร่) ก็ต้องพายเรือทวนน้ำไปให้ได้ โชคดีที่น้ำไม่เชี่ยวมาก เพราะแม่ ๆ เหล่านั้นพูดภาษาอังกฤษพอได้ กับมี Google Translate และบริษัทล่ามที่ส่ง Interpreter มาช่วยแปลเวลามีกิจกรรมต่าง ๆ
พูดถึงบริษัทล่าม ที่ APANO มีแผนกหนึ่งซึ่งช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กของคนเอเชีย ผู้จัดการแผนกชื่อ Grace ซึ่งเป็นคนเกาหลีที่เกิดในสหรัฐอเมริกา เกรซอายุเยอะกว่าอุ้ม ใจดี เคยเป็นเจ้าของบริษัทเคเตอริงที่ประสบความสำเร็จมาก แล้วตัดสินใจขายกิจการ เออร์ลีรีไทร์ไปพักผ่อนอยู่หลายปี แล้วก็อยากกลับมาทำงานเพื่อสังคม เลยมาเป็น Mentor ให้คนเริ่มธุรกิจใหม่ที่ APANO
วันหนึ่งอุ้มไปกินกาแฟกับเกรซเพื่อคุยกันสัพเพเหระ อยู่ ๆ เกรซก็บอกว่าลูกค้าคนหนึ่งของแผนกไอ คือ PASA Language Solutions บริษัทล่ามและการแปลที่ APANO ใช้อยู่เป็นประจำเจ้าของเป็นเด็กไทยนะ อายุ 20 กว่าเองแต่เก่งมาก ชื่อ William
อุ้มได้ยินแล้วตื่นเต้นมาก เลยขอนัดคุย วิลเลียมเป็นเด็กน่ารักและ Tech-savvy มาก เขาบอกว่าย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกาเมื่อตอนอายุ 12 ทุกวันนี้ยังพูดภาษาไทยได้ เหตุการณ์ที่เป็นจุดพลิกผันและเป็นปมในใจวิลมาตั้งแต่ย้ายมาอยู่สหรัฐฯ ก็คือตอนที่มีประชุมผู้ปกครอง แล้วแม่ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ขอล่ามโรงเรียนก็ไม่มีให้ แล้วแม่กับครูก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ทำให้แม่ของวิลไม่เคยไปประชุมผู้ปกครองอีกเลย
วิลรู้สึกรุนแรงกับเรื่องนี้ว่า Language Justice หรือความเท่าเทียมทางภาษาเป็นเรื่องสำคัญมาก เลยตัดสินใจว่าจะเรียนเรื่องนี้จริงจัง แล้ววันหนึ่งก็ตั้งบริษัทจัดหาล่ามและคนแปลเอกสาร (อธิบายนิดหนึ่งนะคะ เพราะก่อนหน้านี้อุ้มก็เรียกผิดบ่อย ๆ ล่ามคือคนแปลบทสนทนา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Interpreter มี 2 แบบ คือ Spontaneous Interpreter แปลไปแทบจะพร้อม ๆ กับคนพูด กับ Consecutive Interpreter คือพูดก่อนแล้วล่ามค่อยแปลตาม ส่วน Translator หมายถึงคนแปลเอกสาร ทำงานกับตัวหนังสือ ใช้ให้ถูกนะคะ) ชื่อ PASA อุ้มฟังแล้วหัวเราะเลย อ๋อ มาจากคำว่า ภาษา นี่เอง คนไม่รู้ก็นึกว่าเป็นภาษาสเปนหรือเปล่า เหมือน CASA อะไรแบบนี้
กลับมาที่งานของสิริยากร ขออธิบายสั้น ๆ ว่าตั้งแต่วันแรกที่เข้าไป แทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอกันเลย ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าต้อง Hit the Ground Running ซึ่งเป็นศัพท์ทางทหาร แปลว่าเรือรบแตะฝั่งเมื่อไหร่ เท้าแตะพื้น (หาด) ได้ก็วิ่งลุยตัวใครตัวมันกันเลยจ้า

อุ้มเข้าไปปั๊บ อาทิตย์แรกมีแต่ประชุม ๆๆๆ ศัพท์แสงตัวย่ออะไรทำไมเยอะงี้ว้อยยย OHA OCCYSHN PBEM OHCS PCEF KP PHC OU WTF (อันสุดท้ายเติมเองตามประสาคนหยาบคาย) แล้วยังมีเรื่องระบบการทำงานให้ต้องเข้าใจอีก หลัก ๆ คือการลงชั่วโมงการทำงาน การบริหารปฏิทิน Google การใช้ช่องทางสื่อสารภายในองค์กรที่ชื่อ Slack การทำงานกับฝ่ายการเงินเรื่องจัดซื้อจัดจ้างและรายงานการใช้เงิน ซึ่งมีแบบฟอร์มให้กรอกโคตรเยอะเลย
ควบคู่ไปด้วยกัน ก็ต้องเรียนรู้การทำงานกับเพื่อนร่วมงานแผนกต่าง ๆ ใครชื่ออะไร ทำงานโครงการไหน แล้วก็องค์กรอื่น ๆ นอก APANO ที่เราต้องไปทำงานกับเขาอีกล่ะ อุ้มทั้งนัดกินกาแฟ นัดคุยออนไลน์ อีเมล ประชุม สัมมนา เอาเป็นว่า 2 เดือนแรกรู้จักเกือบหมดทุกอย่างที่ต้องรู้ ทำอะไรพลาดนิดหน่อย ๆ ไปก็มาก แต่คนในวงการเพื่อสังคมเนี่ยดี๊ดี มีแต่บอกไม่เป็นไร มีอะไรจะให้ช่วยอีกก็บอกนะ หัวหน้าอย่างลินยิ่งแล้วใหญ่ บอกสบ๊าย ค่อย ๆ ทำไปเดี๋ยวก็พลาดน้อยลงเองแหละยู
ไอ้เราทางนี้ก็เริ่มสบายใจ เปิดทางให้องค์บ้าพลังเข้าสิงอีกตามเคย นอกจากงานตัวเองซึ่งเจียนจะท่วมหัวอยู่รอมร่อ พอมีแผนกอะไรติดต่อมาขอความช่วยเหลือหรือมีโอกาสในการขอทุนอะไรใหม่ ๆ ดิฉันก็ยกมือขอไปทำกับเขาอยู่เรื่อย จนผ่านไปแค่ 4 เดือน ทำเรื่องขอไปแล้ว 2 ทุน และมีงานให้ทำเกือบ 10 โครงการเข้าไปแล้ว อาทิตย์หนึ่งมีโควตาให้ทำงานได้แค่ 20 ชั่วโมง เลยต้องเฉลี่ยเวลาดี ๆ ไม่งั้นทำเกินเขาก็ไม่จ่ายค่าจ้างให้อะสิตัว
โครงการนอกแผนกที่เสนอตัวไปทำ อย่างเช่นการอบรมคนเอเชียให้เข้าใจระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่กำลังจะเริ่มใช้ในพอร์ตแลนด์เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นครั้งแรก ชื่อว่า Ranked Choice Voting คือเลือกได้หลายคน ไม่ใช่เข้าคูหากาเบอร์เดียว เขาบอกว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า (ใครอยากรู้เรื่องนี้ มีวิดีโอนี้น่ารักดีค่ะเผื่อจะดูเล่น ๆ ประดับความรู้
หรือมีมหาวิทยาลัยออริกอนกำลังออกแบบหลักสูตรปริญญาตรีแขนงใหม่ที่อยากให้มีความเฉพาะเจาะจงสำหรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราก็ขอไปเป็น Advisory Board (กรรมการที่ปรึกษา) อีกโครงการหนึ่งคือการอบรมคนที่อยากเริ่มทำสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กก่อนวัยเรียนให้มีความรู้และความพร้อม จะได้ตั้ง Childcare Center ที่มีคุณภาพ เป็นต้น
สิ่งที่ได้จากการเข้ามาทำงานนี้ นอกจากความรู้ใหม่ ๆ หลากหลายเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็คือการได้อยู่ท่ามกลาง Asian American คนอื่น ๆ ตอนเราอยู่เมืองไทย ทำงานกับคนไทยด้วยกัน อาจมีความเห็นแตกต่างกันบ้าง แต่อย่างน้อยหน้าตาก็เหมือน ๆ กัน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องวิเศษวิโสอะไรใช่ไหมคะ แต่พอมาอยู่ที่นี่ การแวดล้อมด้วยคนที่มีเชื้อสายหรือย้ายมาจากเอเชียด้วยกันนี่มันอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกจริง ๆ นะคะ
ยิ่งแต่ละคนมาด้วยความเชื่อเรื่องความชอบธรรมในสังคมเหมือน ๆ กัน แม้จะได้ค่าตอบแทนไม่มาก เมื่อเทียบกับความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคน ยิ่งทำให้บรรยากาศการทำงานดีเข้าไปใหญ่ ไม่เชื่อเข้าไปดูหน้าตาหรือแบ็กกราวนด์เพื่อนร่วมงานอุ้มในนี้ก็ได้ค่ะ
ก่อนหน้านี้อุ้มพูดถึงว่างานไหนได้ทุนจากองค์กรอะไร ก็ต้องขยายความเรื่องนี้อีกนิดหนึ่งค่ะ คือการเป็น Non-profit Organization รายได้หลักที่เอามาจ้างพนักงานหรือประกอบกิจการก็คือเงินสนับสนุนจากองค์กรใหญ่อื่น ๆ ทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจ ทุนพวกนี้เรียกว่า Grant ซึ่งมีระยะเวลาของทุน จะปีหนึ่ง หรือ 2 – 3 ปีก็ว่าไป ความเหนื่อยยากประการหนึ่งขององค์กรอย่าง APANO คือต้องคอยเปิดตามองหาทุนสมัครไปเรื่อย ๆ แล้วก็ต้องคอยบริหารว่าโครงการไหนของทุนอะไร ทุนนี้หมดจะไปหา Granter หรือ Doner ใหม่จากไหนมาทำให้งานนี้เดินต่อไปได้
ซึ่งเอาจริง ๆ นะ เงินทุนพวกนี้ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการทำกิจกรรมสู่สาธารณะ เหลือกันไว้เป็นค่าจ้างพนักงานไม่เยอะหรอก อย่างทุนที่อุ้มเพิ่งไปขอชื่อ Homeownership Language Access and Community Outreach and Engagement จาก Oregon Housing & Community Services Department (OHCS) เป้าหมายของทุนคือต้องการให้องค์กรรากหญ้าอย่างเรา เพิ่มความสามารถในทางภาษาให้กับสมาชิกในชุมชน ซึ่งเป็นคนเอเชียให้เข้าใจกระบวนการซื้อบ้านได้มากขึ้น อุ้มก็ต้องวางแผนซื้อ Curriculum หรือหลักสูตร Homebuying 101 จากอีกองค์กรหนึ่งเอามาแปลเป็นภาษาจีนกับเวียดนาม แล้ววางแผนจัดอบรม วางแผนการเข้าถึงสมาชิกในชุมชน ติดต่อสถาบันทางการเงิน กับตัวแทนนายหน้าขายบ้าน เอาทุกคนมาเจอกัน ถ่ายทอดความรู้ ด้วยความหวังว่าสุดท้ายคนในชุมชนของเราจะมีโอกาสเป็นเจ้าของบ้าน เพื่อสร้างความมั่งคั่งของครอบครัวในอนาคต (Generational Wealth)
ทั้งหมดนี้จะได้ทุนมาประมาณ 70,000 เหรียญฯ หรือ 2.5 ล้านบาท ต้องใช้ให้หมดภายในสิ้นเดือนมิถุนายนปีหน้า และกำหนดให้เป็นค่าใช้จ่ายของพนักงานได้แค่ 13% ของทุน คือประมาณ 3 แสนกว่าบาทเท่านั้นเอง (เดือนละไม่ถึง 3 หมื่น ฉันต้องใช้คนตั้ง 3 คนทำงานนี้นะ ตกลงจะให้คนทำงานเพื่อสังคมกินแกลบ?!)
ดิฉันก็ต้องมาทำ Proposal กด Excel ตาแทบแตกว่าจะจัดสรรงบประมาณเป็นค่าหลักสูตรเท่าไหร่ ค่าแปลเท่าไหร่ ค่าครูสอน ค่าล่าม ค่าอุปกรณ์โน่นนี่นี่นั่น แล้วเงินพนักงานจะแจงออกมาได้คนละกี่ชั่วโมง เสร็จแล้วก็ต้องเอาไปเสนอหัวหน้าแผนกการเงินให้เขาเคาะ จากนั้นถึงเอาไปสมัครขอทุน นี่ก็นั่งตบยุงคอยอยู่ว่าจะได้มั้ย วันที่ 18 กรกฎาคมถึงจะประกาศ ตอนที่อ่านกันอยู่นี่น่าจะรู้ผลไปแล้วแหละ ป่านนั้นสิริยากรอาจจะกำลังอีเมลทำสัญญาซื้อหลักสูตรอยู่กับอีกองค์กรหนึ่งจนแป้นร้อนอยู่ก็ได้นะ

บางคนฟังดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าเหนื่อยแทน แต่ทางนี้บอกได้เลยว่าตื่นเต้นมีชีวิตชีวามาก โดยเฉพาะเวลาเคาะตัวเลขออกมาแล้วมันได้ หรือติดต่อใครไปแล้วมันเวิร์ก
ตัวอย่างล่าสุดและสุดท้ายที่อยากจะเล่าให้ฟัง คือมีทุนหนึ่งเข้ามา อันนี้เราไม่ได้ขอ แต่เป็นองค์กรอื่นที่ไปได้ทุนมาจาก Oregon Health and Science University (OHSU) แล้วอยากให้โอกาสกับคนเอเชีย องค์กรนั้นชื่อ Mother Tree Doula Services เป็นบริการผู้ช่วยคลอด (Doula – ดูล่า) ที่จะมาเป็นโค้ช เป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้หญิงในระหว่างและหลังคลอดลูก ตอนอุ้มคลอดลูกทั้ง 2 คนก็ได้ดูล่ามาช่วยมาก ๆ ก่อน Midwife จะมา
ทีนี้องค์กรนี้เขาได้ทุนมาเพื่ออบรมผู้หญิงเอเชียให้เป็นดูล่า เพราะในวงการแทบไม่มีคนเอเชียทำอาชีพนี้เลย แต่มีแม่ชาวเอเชียหลายคนที่ขอใช้บริการ อุ้มดูรายละเอียดของทุนแล้วก็นึกถึงเพื่อนแม่คนไทย 2 คนที่พอร์ตแลนด์ ซึ่งน่าจะเหมาะ เลยโทรไปเล่ารายละเอียดและบิวต์ให้สมัคร ทั้ง 2 คนกำลังมองหาอาชีพพอดีเลยรีบสมัครไป แค่ 2 วันต่อมาก็ได้อีเมลตอบกลับว่าได้ทุนไปอบรม อุ้มนี่ดีใจมากสุด ๆ เพราะนี่อาจเป็นโอกาสเปลี่ยนชีวิตเพื่อนเราก็ได้ พิมพ์ไปยังยิ้มอยู่เลยเนี่ย
สิ่งที่อยากจะบอกคือการได้ช่วยเหลือคนอื่น ได้มีส่วนทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น โดยเฉพาะคนชายขอบที่มีโอกาสน้อยกว่าคนอื่นในสังคม มันเป็นความรู้สึกที่มีค่ามากจริง ๆ นะคะ คือเงินก็สำคัญแหละ แต่อุ้มรู้สึกว่าถึงจุดนี้ของชีวิตแล้ว เรามีเงินเก็บ มีเงินลงทุนพอสมควร ได้เอาความรู้ความสามารถที่มีมาช่วยเหลือคนอื่น ทำให้ชีวิตมีความหมาย ตอนนี้อาจเป็นตำแหน่งชั้นผู้น้อยที่สุดในองค์กร (บันไดการทำงานคือเริ่มจาก Coordinator ไปเป็น Manager ไปเป็น Director แล้วจบที่ Executive Director) แต่ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เรียนรู้งานไป ค่อย ๆ ช่วยเหลือคนไป เดี๋ยวบันไดขั้นต่อ ๆ มาก็เลื่อนให้เราเหยียบเอง
ตอนนี้ขอตัวไปตอบอีเมลตอบ Slack ก่อนนะจ๊ะ เป็นกำลังใจให้ข้าผู้น้อยด้วย เผื่อวันหนึ่งจะได้ไปเป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดิน 🙂
