‘Gallery กาแฟดริป’ คือร้านกาแฟที่เราไม่เคยกล้าเข้าไป
มันตั้งอยู่ชั้น 1 ของหอศิลปกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเดินทางมาชมศิลปะที่นี่สักกี่ครั้ง จะเห็นชาย 2 คนห้อมล้อมไปด้วยผู้คนในร้านเสมอ เราตั้งชื่อเล่นให้ว่า ร้านสีส้ม เพราะไม่เคยเห็นที่นี่สว่างโร่เลยสักที
หากมองดูผิวเผิน ชั้นวางของอันเป็นเอกลักษณ์ก็คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นกองดองขนาดใหญ่ ทำเอาเราเข้าใจว่าคือร้านหนังสืออยู่นานวัน จนเมื่อกล้าเดินเฉี่ยวไปดูใกล้ ๆ ถึงรู้ว่าเต็มไปด้วยอุปกรณ์กาแฟที่เราไม่รู้จักชื่อ
หลายปีถัดมา เราบังเอิญเข้ามาทำงานในบริษัทที่จัดงานกาแฟที่ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง Thailand Coffee Fest ชื่อของ พี่เอ-ณัฎฐ์ฐิติ อำไพวรรณ และ พี่ปิ-ปิยชาติ ไตรถาวร ถูกพูดถึงในโต๊ะประชุมบ่อยครั้ง เปรียบเหมือนกูรูด้านกาแฟพิเศษระดับแถวหน้าของเมืองไทย
ใช่ พวกเขาคือเจ้าของร้าน Gallery กาแฟดริป ที่อยู่คู่กับหอศิลปกรุงเทพฯ มานานกว่า 12 ปี

วันนี้เป็นครั้งแรกที่เรากล้าเข้ามาที่นี่เพื่อพูดคุยกับพวกเขา โดยไม่ถามว่าปิเป็นดริปคิงได้ยังไง แต่นั่งฟังเรื่องราวของมิตรภาพที่หล่อเลี้ยงร้านกาแฟให้ยั่งยืน 12 ปี
แน่นอนว่ามีแค่ช่วงรุ่งเช้าเท่านั้นที่ Gallery กาแฟดริป จะปราศจากผู้คน
ก่อนเสียงเพลงและแสงไฟในร้านจะเปิด เราเปิดบทสนทนาด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ
แก้ว – เล่า
เอที่เพิ่งมาถึงร้านด้วยการปั่นจักรยานเชื้อเชิญให้เรานั่งหน้าบาร์ ซึ่งนอกจากจะได้เห็นลีลาของบาริสต้าใกล้ ๆ ยังทำให้เราพูดคุยกันง่ายขึ้น ก่อนปิจะตามมาสมทบ
เราชื่นชมที่กาแฟยึดโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน แต่ความจริงคือทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยปิอายุมากกว่า 2 ปี


พวกเขาสนิทกันจากการอยู่ชมรมอนุรักษ์ พากันไปทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน หรือแม้แต่ไปร่วมประท้วงกับชาวบ้าน ถ้าถามว่าซี้กันขนาดไหน ก็ขนาดที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกันกับกลุ่มเพื่อนตั้งแต่ตอนนั้น
“มันไม่ได้มีวีรกรรมมากไปกว่าใช้ชีวิตหรอก” ปิตอบ หลังเราคาดคะเนว่าแก๊งชายหนุ่มกลัดมันอยู่ด้วยกันคงเต็มไปด้วยเรื่องแผลง ๆ “ทุกคนออกจากบ้านมาอยู่กันเอง สิ่งที่ต้องรับผิดชอบคือการเรียน แต่สุดท้ายทุกคนไม่ได้เติบโตได้ด้วยการเรียนเพียงอย่างเดียว”
สมัยนั้น คนทำกิจกรรมจะถูกมองว่าแปลกแยก เลอะเทอะ เรียนไม่จบ แม้จะเป็นชุดความคิดที่ควรทำลายทิ้งไป แต่ปิก็ตัดสินใจออกจากระบบการศึกษา เริ่มทำงานคนแรกในบ้านด้วยการไปเป็นช่างภาพอาชีพ ส่วนเอก็สอบเอนทรานซ์คณะใหม่ เพราะอยากเปลี่ยนเส้นทางชีวิต

“เอเป็นคนเครื่องสตาร์ตติดยาก แต่ถ้าสตาร์ตแล้วก็ติดยาว” เขาเล่าถึงรุ่นน้องในวัยเยาว์ “แล้วก็เป็นคนค่อนข้างดื้อตั้งแต่เด็ก มีความคิดของตัวเอง ทำให้เวลาทำอะไรก็พุ่งไปได้ง่าย ส่วนฝั่งตรงข้ามกันคือผมที่เป็นคนสบาย ๆ มาก สิ่งที่มีร่วมกันคือเราไม่ดื่มเหล้า แต่ชอบกินกาแฟ”
พวกเขาชวนให้เรานึกถึงภาพบรรยากาศในบ้านทาวน์เฮาส์ที่ไม่มีความหรูหราแม้แต่น้อย
กาแฟซองสำเร็จรูป เอาน้ำชง ใส่นมข้น ใส่น้ำแข็ง ใส่กระติกสี ๆ ปักหลอด นั่งล้อมวงกินด้วยกัน ไม่ว่าจะคุยงานหรือดูทีวียามเย็น
“อยู่ท่านี้ตั้งแต่เรียน เพราะใช้เงินน้อย สมัยนั้นยังไม่มีกาแฟสด พอมีก็แพงจนเราเข้าไม่ถึง” เอช่วยเสริม
นอกจากกาแฟ อีกเรื่องที่พวกเขาชอบเหมือนกันคือการถ่ายภาพ เอเรียนจบก็ตามมาเป็นช่างภาพอาชีพด้วยเช่นกัน โดยปิทำงานที่ SME Thailand ส่วนเอทำงานที่หนังสือพิมพ์ PostToday ช่วงชีวิตนี้เองที่พวกเขามีโอกาสเดินทางไปทำข่าวที่ไร่กาแฟบนดอยสูง
ชายหนุ่มทั้งหลายแยกย้ายกันไปเติบโต ปล่อยบ้านหลังใหญ่เหลือเพียงความทรงจำ แต่ทั้งเอและปิกลับมีความเห็นตรงกันว่าไม่อยากดื่มกาแฟสำเร็จรูปอีกแล้ว โดยเฉพาะรายหลังที่บอกว่าตัวเองเข้าขั้นบ้า ภาพจำของเขาคือช่างภาพสะพายกระเป๋าใบโต มีอุปกรณ์กล้องและอุปกรณ์กาแฟนอนเบียดเสียดอยู่ข้างใน
เรากำลังจะร้อง อ๋อ Gallery กาแฟดริป คงเริ่มขึ้นตอนนี้ – ปรากฏว่าไม่ใช่
แม้ความฝันอยากมีร้านกาแฟจะก่อตัวขึ้นในใจ แต่ธุรกิจแรกที่พวกเขาทำร่วมกันคือการเปิดร้านอัดรูป
มิตร – ภาพ
“ความฝันที่อยากมีร้านกาแฟอยู่ในใจมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ระหว่างนั้นเราก็ลองทำธุรกิจร่วมกันโดยเริ่มจากอะไรง่าย ๆ ที่ถนัดทั้งคู่ เลยหุ้นกันซื้ออุปกรณ์แล็บ ใช้อัดภาพ” ปิรำลึกความหลังให้ฟัง
เป็นธรรมดาที่ช่างภาพกล้องฟิล์มจะอยากมีแล็บเป็นของตัวเอง พวกเขาเช่าแผงเล็ก ๆ ที่ตลาดนัดจตุจักร ช่วยกันรับจ็อบถ่ายภาพ อัดภาพ ใส่กรอบขาย
“พอจะรู้อยู่แล้วว่าไม่น่าไปได้ไกลหรอก อยากโชว์ผลงานมากกว่า” เขายอมรับความจริง เพราะร้านนี้มีวงจรชีวิตสั้นเหลือเกิน ต่างจากความฝันอยากมีร้านกาแฟของปิที่เริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เขาไม่รู้หรอกว่าจะประสบความสำเร็จหรือเจ๊งไม่เป็นท่า แต่ปิสัมผัสได้ถึงโมเมนตัมที่ดีว่าประเทศไทยจะจริงจังเรื่องกาแฟมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยศักยภาพของผู้บริโภคและภูมิประเทศที่เอื้อกับการปลูกกาแฟ เขาตั้งปณิธานว่าหากเจอสถานที่ถูกใจเมื่อไร จะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปแน่
ปิไม่กล้าเล่าความฝันให้ใครฟัง ไม่กล้าแม้กระทั่งชวนเพื่อนสนิทมาร่วมด้วย เว้นเพียงแต่เอที่เสนอตัวมาล่มหัวจมท้าย แม้ผลประกอบการจากร้านอัดรูปจะไม่ค่อยสู้ดีก็ตาม

“เราทำอะไรด้วยกันมาเยอะตั้งแต่ตอนเรียน ทั้งที่เป็นรายได้และไม่ใช่รายได้” เอเป็นฝ่ายเล่าบ้าง “เราไปนั่งถ่ายรูปโปสต์การ์ดด้วยกันที่ถนนคนเดิน ทำร้านขายภาพที่จตุจักรด้วยกันแล้วก็เจ๊ง เราไม่ใช่แค่เพื่อนที่อยากทำธุรกิจร่วมกันและหวังให้เติบโต”
โชคดีที่ห้องเล็ก ๆ ที่ชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ ว่างอยู่พอดี แต่เป็นที่รู้กันว่าการเช่าร้านที่นี่ต้องยื่นโครงการไปนำเสนอ เราถามเอต่อว่าวันนั้นพวกเขาเขียนว่าอะไร
“พวกผมเป็นช่างภาพที่อยากทำร้านกาแฟดริปร้านแรกในกรุงเทพฯ ขายกาแฟดริปอย่างเดียว และอยากให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่จัดแสดงภาพถ่ายด้วย” คือข้อเสนอของเอ

ร้านในฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริงใน พ.ศ. 2558 ด้วยพื้นที่เพียง 38 ตารางเมตร ในชื่อ ‘Gallery กาแฟดริป’ ที่ผสมผสานการถ่ายภาพกับกาแฟเข้าด้วยกัน โดยมีโลโก้ร้านที่เอออกแบบเองกับมือ
“ตอนแรกมีแก้วกาแฟ 3 ใบ เพราะมันลงตัวกว่า แต่เราตั้งใจจะทำร้านกาแฟที่เป็นพื้นที่พบปะพูดคุยเลยเพิ่มเป็น 4 ใบให้ดูเหมือนเป็นชุมชนแก้วกาแฟ” เอเล่าติดตลกพลางชี้โลโก้ให้เราดู
ไม่รู้ตัวเลยว่าผลลัพธ์ของธุรกิจจะทำให้เขาต้องลาออกจากงาน ตามปิที่กลายเป็นบาริสต้ามืออาชีพและผันตัวเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์แล้วเรียบร้อย
บาร์ – เทนเดอร์
“ตอนนั้นยังไม่มีคนรู้จักกาแฟดริปหรอก ถ้าเทียบให้เห็นภาพ ทุกวันนี้รู้จัก 1 ล้านคน วันนั้นอาจจะ 2,000 คนล่ะมั้ง” ปิลากเสียงยาว
หากคุณเสิร์ชหาคลิปเก่า ๆ ที่บรรดาสื่อชวนเขาไปสัมภาษณ์เพราะทำร้านกาแฟคอนเซปต์แปลก จะเห็นว่าปิพกดริปเปอร์ไปเพื่ออธิบายเสมอ

ปิเป็นคนบ้าอุปกรณ์ เป็นช่างภาพที่ชอบถ่ายภาพกาแฟที่ยังไม่มีใครเหมือน เขาจึงพอมีตัวตนในสังคมออนไลน์อยู่บ้าง พอป่าวประกาศว่าจะเปิดร้านก็เริ่มมีคนสนใจ ในตอนนั้นทั้งคู่ก็ได้รู้จักกับ ลี-อายุ จือปา ที่เพิ่งมีร้านกาแฟร้านแรกของตัวเอง ถ่ายรูปแม่ รูปชาวเขา สืบสานเรื่องการหมักกาแฟของชนเผ่าในโลกออนไลน์ รวมถึง วัลลภ ปัสนานนท์ อดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เจ้าของไร่ Nine One Coffee Organic Farm และบรรดาคนกาแฟแถวหน้า ณ ปัจจุบันอีกมากมาย
คนดังเปิดร้านทั้งที ไม่มีธรรมดาอยู่แล้ว

“ยุคนั้นวัยรุ่นเรียนจบมาก็มีฝันอยากมีร้านของตัวเอง บาร์ค็อกเทลเริ่มเยอะขึ้น คนต้องการมาหาเพื่อนคุย มาผ่อนคลาย มาระบายอะไรสักอย่างให้คนไม่รู้จักฟัง เราคิดว่าร้านกาแฟดริปก็เป็นแบบนั้นได้
“และถ้าจะทำดริปเพื่อให้คนกิน เราควรจะเอามาตั้งข้างหน้าเพื่อให้คนเห็น”
บางทีลูกค้าอาจไม่ได้ติดใจรสชาติขมปร่าหรือเปรี้ยวฝาดลิ้นของกาแฟหรอก แต่โหยหาพื้นที่ปลอดภัยในชีวิต ทั้งคู่จึงตั้งใจออกแบบ Gallery กาแฟดริป ให้เป็นมิตร จะเห็นได้เลยว่าหน้าบาร์ของร้านทุกเวอร์ชัน ทุกสาขา มีที่นั่งหน้าบาร์ให้ลูกค้าไปนั่งได้ นอกจากทำให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ปิบอกว่าครึ่งหนึ่งของการทำร้านคือการใช้พลังอธิบายสิ่งใหม่กับผู้คน
“ถ้าเราออกแบบร้านอีกอย่าง ก็น่าจะมาไม่ถึงทุกวันนี้หรอก คิดว่านะ”
เฟรนด์ – วิต – เบเนฟิต
เราขอยืนยันว่าช่วงเช้าก่อนร้านเปิดเหมาะเหลือเกินกับกาแฟอุ่น ๆ สักแก้ว แต่รสชาติกาแฟของ Gallery กาแฟดริป มักจะเข้มข้นที่สุดช่วงเย็นเสมอ เพราะเรื่องเล่าหนัก ๆ ของลูกค้ามักจะขม
บาร์กาแฟทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม โดยมีปิกับเอเป็นเหมือนฟองน้ำ คอยซึมซับเรื่องราวจากคนแปลกหน้าไม่เว้นวัน
“โอโห เราคุยกันทุกเรื่อง ตับไตไส้พุง”
ที่นี่ต้อนรับลูกค้าหลากหลายทั้งเพศ วัย อาชีพการงาน จะหมอ ข้าราชการ พนักงานเอกชน คนแก่ หรือเด็กมัธยม ก็จับจองที่นั่งหน้าบาร์มาหมดจนบางคนกลายเป็นคนสำคัญในชีวิต

เอเล่าว่าผนังร้านเป็นผลงานชื่อ Mr.Drip ของ Mamablues (ฝ้าย-ฟ้าวลัย ศิริสมพล) ศิลปินที่เริ่มจากการเป็นแค่ลูกค้ากาแฟดำ เมื่อคุยกันถูกคอจึงออกปากขอวาดผนังให้ทั้งคู่โดยมีค่าตัวเป็นกาแฟดำ 2 แก้ว
8 ปีต่อมา ร้านขยับขยายจาก 38 เป็น 84 ตารางเมตร เพราะเจ้าของอยากทำให้ที่นี่มีมากกว่ากาแฟ อยากมีพื้นที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรมานำเสนอเมล็ด อยากมีการประมูลเมล็ดเล็ก ๆ ข้างใน ไปจนถึงอยากเป็นโรงเรียนสอนการชงดริปขนาดย่อม
ฝ้ายกลับมาวาดรูปให้อีกครั้งที่ผนังอีกด้านหนึ่งของร้าน ชื่อผลงาน LadySip คู่กันกับภาพแรกของเธอ แถมเอกับปิยังออกปากชวนลูกค้าอีกคนมาออกแบบร้านให้ โดยเป็นการสานฝันจากโปรเจกต์มหาลัยที่เคยเล่าให้พวกเขาฟัง เราจึงเห็นงานประติมากรรมจากแก้วกาแฟร้อยเรียงอยู่เหนือหัวตอนนี้ รวมถึงกราฟฟิตี้เต็มเสาที่วาดโดย Reggie Black ลูกค้าชาวอเมริกันอีกด้วย
“ส่วนใหญ่คนที่ตัดสินใจมานั่งหน้าบาร์ กินไปด้วยคุยไปด้วยจะชอบกาแฟเป็นพิเศษ ทำให้ผมสนุกกับการพูดคุยพอสมควร เริ่มจากการคุยเรื่องกาแฟก่อนแล้วก็ค่อย ๆ ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เช่น ลูกค้าประจำมาตั้งแต่เรียนไม่จบ เขาเป็นครูภาษาไทย คุยเรื่องภาษา ประวัติศาสตร์ ตอนนี้จบด็อกเตอร์แล้ว อีกคนเป็นหมอ เจอกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ มาปรึกษาว่าจะเลือกเอกอะไรดี ถามว่าเรารู้จักกันขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่าเราบอกเขาได้ว่า คุณน่ะน่าจะเหมาะกับเอกนี้ แล้วเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไร เราแค่กินกาแฟกัน
“บางคนมาตั้งแต่มัธยมจนกำลังจะแต่งงานก็มี หลายคนกลายเป็นเพื่อน พี่ น้อง มีลูกมีหลานก็เรียกเราว่าลุง หลาย ๆ คนเราก็ชวนไปเที่ยวสวนกาแฟ ทำกิจกรรมบนดอย เพราะเมื่อเราสร้างชุมชนขึ้นมาก็ต้องต่อยอด ขยับขยาย ให้ความสัมพันธ์มันงอกเงย”
ครึ่งหนึ่งคือการชงกาแฟให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ อีกครึ่งคือการดูแลความรู้สึกกัน

ปิยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้นว่าเหมือนเวลาเราเห็นอาแปะกำลังลวกก๋วยเตี๋ยวท่าทางทะมัดทะแมง แล้วคิดว่าร้านนี้อร่อยมากแน่เลย นั่นคือคุณศรัทธาเขาแล้ว แม้จะยังไม่ได้กิน
จะบาร์ค็อกเทล ร้านกาแฟ หรือร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง มันเป็นเรื่องเดียวกัน
งั้นเวลาบาร์เทนเดอร์เห็นลูกค้าเศร้าจะชอบชงเหล้าปลอบใจ ร้านกาแฟทำได้ไหม – เราถามพวกเขาต่อ
“ทำบ่อยเลยฮะ ทำทุกอารมณ์” ปิตอบอย่างกระตือรือร้น “วันนี้วันเกิดเหรอ ทำให้ 1 แก้ว เศร้าเหรอ จัดไป 1 แก้ว ปรึกษาปัญหาครอบครัวเหรอ จัดไป 1 แก้ว
“เราอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางการเมือง มีคนสวมเสื้อทุกสีในร้านเรา ประสบการณ์ส่วนใหญ่ ๆ ของชีวิตก็ได้มาจากการทำร้านนี่แหละ เพราะเราไม่ได้หลับหูหลับตาชงกาแฟอย่างเดียว แต่กาแฟพาเราไปที่ที่ไม่คิดว่าจะไป เจอคนที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้รู้จัก ทำให้ชีวิตสนุกมาก”
ต่อให้พบเจอผู้คนมากมาย พวกเขาก็ไม่ใช่บาริสต้าที่เก่งกาจขนาดบอกได้ว่าลูกค้าคนไหนชอบดื่มอะไรเพียงเห็นหน้า แต่ลงมติร่วมกันว่าความชอบกาแฟบ่งบอกนิสัยได้ เหมือนเอที่ในอดีตชอบกาแฟรสจัด จิบแรกแล้วรับรู้รสชาติ เวลาผ่านมา 10 ปี เขานิ่งขึ้นมาก กินกาแฟรสเบาลง ชงนุ่มขึ้น ตอนนี้เขากลายเป็นคนชอบกาแฟเรียบร้อยไปแล้ว
แยก – ย้าย
ทุกครั้งเวลาพูดถึงพี่เอจะต้องมีชื่อพี่ปิต่อท้ายเสมอ เหมือนเป็นคำเดียวกัน
พวกเขาชอบทำกิจกรรมชมรมเหมือนกัน ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน ชอบดื่มกาแฟเหมือนกัน
“กูอยากย้ายไปอยู่เชียงใหม่ว่ะ”
แต่ปิมีฝันอยากอยู่ใกล้กับแหล่งปลูกกาแฟระดับเดินไปถึง หรือในภาษาของปิเรียกว่า ‘อึดอัดอยากจะออกจากกรง’ ประจวบเหมาะกับวิกฤตโควิด-19 ใน พ.ศ. 2563 ที่ทำให้เขามีเวลาส่วนตัวพอจะคิดอะไร
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ปิจึงแยกตัวไปเปิด Gallery กาแฟดริป ที่เชียงใหม่ โดยสาขาแรกไม่วายตั้งอยู่ในหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เหมือนเคย
เอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้ต้องมาถึงสักวัน เขาเล่าความรู้สึกให้เราฟังตอนที่ปิไม่ปรากฏตัวที่หน้าบาร์
“จะว่าไปก็เหมือนตอนที่พวกเราเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน” เอเองก็เพิ่งเอะใจ “เราไม่ได้บอกก่อนหรอกว่าเดี๋ยววันนี้จะแยกย้ายกันนะ แต่สุดท้ายต่างคนต่างมีครอบครัว ต่างคนต่างไปลงหลักปักฐาน
“พี่ปิมาทำสาขากรุงเทพฯ ด้วยกันในช่วงวัยรุ่น แฟนพี่ปิออกจากงานมาทำร้าน แฟนผมกลับจากเรียนที่สหรัฐอเมริกาก็มาทำร้าน พอพี่ปิแต่งงาน เขาก็อยากทำกาแฟที่เป็นของครอบครัว มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแบบเดียวกับที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกัน ถึงวันหนึ่งเราก็ต้องแยกย้าย”
ปิยืนยันมิตรภาพของพวกเขาอีกแรงด้วยการเล่าเหตุการณ์เดียวกันกับเรา และบอกว่าทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้ง ตลอดชีวิตที่รู้จักกันมา

“ผมไม่ใช่คนใจเย็นหรอก ใจร้อนด้วยซ้ำ แต่เราจะร้อนไปทำไมให้เกิดโทษ บางอย่างที่ควบคุมได้ก็ควรจะรักษาไว้ เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเป็นคนยังไง ขาดอะไร ถ้าไม่เติมจุดที่บกพร่องก็คงจะถูลู่ถูกัง แหว่งไปแหว่งมา แต่พอมาทำกับเอมันเติมกันได้พอดี”
เวลาล่วงเลยผ่านไป เอกับปิคร่ำหวอดในวงการมากขึ้น ปิกลายเป็นดริปคิง เอเป็นกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ร้านที่หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ได้กระแสตอบรับดีมาก ข่าวดีคือปิกำลังจะเปิดร้านอีกสาขาที่กาดจริงใจมาร์เก็ตในเดือนกรกฎาคมนี้
“เราเป็นมนุษย์กิจกรรม ชอบที่เงียบ ๆ แต่ไม่รกร้าง จริงใจมาร์เก็ตเป็นสถานที่ที่เอื้อประโยชน์ในการปล่อยพลังได้มากขึ้น
“วันนี้ผมคิดว่าพลังที่สะสมมามากพอจะปล่อยออกไปนอกประเทศบ้างแล้ว ผมอยากเริ่มสื่อสารกับคนที่พูดภาษาอื่นให้เขารู้จักกาแฟไทยมากขึ้น เพราะผลผลิตบ้านเราเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่หาทางระบายออกก็จะติดขัด งั้นผมขอพุ่งออกไปก่อนให้โลกเห็นว่ากาแฟไทยมีดี”
ปัจจุบันเอจึงรับหน้าที่ดูแลสาขากรุงเทพฯ และเปิดโรงเรียนสอนดริปกาแฟในร้าน เรื่องหนึ่งที่คู่หูเอกับปิเป็นที่เลื่องลือในวงการ คือพวกเขาใช้ความรู้สึกชงกาแฟแบบ No Time, No Scale
แก้ – ชง
นักเรียนทำกาแฟของพวกเขามีทั้งคนอยากชงกาแฟดริปให้ดี คนอยากเปิดร้าน หรือคนเปิดร้านอยู่แล้ว อายุก็คละกันไป น้อยสุดอยู่ที่ 16 ปี เอเล่าว่าต้องจ่ายค่าเรียนแบบผ่อน ทยอยให้เดือนละ 500 บาท แถมยังแอบแม่มาเรียนวันธรรมดา ส่วนอายุมากสุดคือหลัก 60 ปี เป็นชาวสวนวัยเกษียณที่อยากมีคาเฟ่ของตัวเอง
หลักสูตรที่พวกเขาเป็นคนออกแบบรับสอนรอบละ 6 คน ว่ากันว่ามีนักเรียนรอคิวยาวกันข้ามปี เพราะนอกจากจะได้เคล็ดลับวิชาจากอาจารย์ ยังได้ลิ้มรสกาแฟจากเมล็ดติดอันดับ
“เราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด แต่เรารู้ว่าเป็นสิ่งที่เราอยากบอกเล่า” เอว่าพลางชงกาแฟให้เราชิม “ตอนแรกสอนด้วยการพูดอย่างเดียว แต่คนฟังก็ไม่เข้าใจว่า Body ที่ดีกับ Body ที่แย่เป็นยังไง พอมีกาแฟ 3 – 4 ตัวมาให้ชิมก็เห็นภาพมากขึ้น”
เอไม่ได้ชั่งตวงกาแฟตามที่เลื่องลือมา ปล่อยให้น้ำไหลผ่านกาอย่างใจเย็น เราถือโอกาสนี้ถามเขาตามตรงว่าให้ความสำคัญกับตัวเลขมากแค่ไหน

“เราชงแบบเน้นความเข้าใจ” เขายิ้ม ก่อนอธิบายต่อว่าทำไมการเรียนดริปกาแฟที่นี่อาจไม่ต้องเตรียมปากกาหรือสมุดมาจดสูตร
“มีเชฟยุคใหม่ที่ใช้การชั่งตวงวัด เชฟยุคเก่าจะใช้นิ้วจิ้มดูเนื้อย่าง เราจะเห็นว่ามีกลุ่มคนที่ทำด้วยความเข้าใจกับกลุ่มคนที่ใช้ตัวเลข 2 กลุ่มนี้ถ้าเข้ากันได้อย่างพอดี มันจะดี
“บางคนอาจคุ้นชินกับตัวเลขเพราะง่ายกับการศึกษา ผมเองก็ชั่งเมล็ดเพราะอยากรู้ว่า 18 กรัม หรือ 20 กรัม แต่ตอนเทผมสนใจแค่ต้องทั่วถึง เยอะหรือน้อยช่างมัน แค่ตั้งใจหาความลงตัวระหว่างตัวเลขกับความเข้าใจ เราจะหาเจอ”
เอสอนว่าการชงกาแฟดริปไม่ต่างอะไรกับการคั้นส้ม เราไม่ได้คั้นส้มเพื่อให้ได้น้ำออกมาเยอะที่สุด แต่เราคั้นส้มเพื่อไม่ให้ความขมของเปลือกส้มเข้ามาผสมอยู่ข้างใน ยิ่งคุณเอาของดีข้างในเมล็ดลงสู่แก้วได้มากเท่าไร ยิ่งเข้าใกล้คำว่าบาริสต้าที่ดีในอุดมคติของพวกเขา

น้ำ – ใจ
กาแฟของเอกับปิเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นศิลปิน เปลี่ยนบัณฑิตให้เป็นนักออกแบบ เปลี่ยนคนทำกาแฟกระแสหลักให้เป็นคนทำกาแฟพิเศษ
โดยไม่รู้ตัว กาแฟก็เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปทีละเล็กละน้อยด้วยเช่นกัน
“คล้ายกับต้นไม้ที่เราเห็นวางอยู่ เราไม่รู้หรอกว่ามันเปลี่ยนไปมากขนาดไหน จนวันหนึ่งเราหยิบรูปถ่ายของต้นไม้ต้นนั้นขึ้นมามอง เราจะสงสัยว่าทำไมมันค่อย ๆ โตขึ้น ทรงค่อย ๆ เปลี่ยนไป พวกเราอยู่มาทุกวันนี้โดยไม่รู้หรอกว่าชีวิตและความสัมพันธ์เปลี่ยนไปยังไง ถ้าเราไม่เคยเปิดรูปถ่ายออกมา”
เอบอกว่าความสนใจของปิอาจเปลี่ยนไปบ้างตามอายุที่มากขึ้น สำคัญคือปิยังเป็นรุ่นพี่คนเดิมที่เขารู้จักเมื่อตอนอายุ 18 ปี ต่างกับอีกฝ่ายที่มักจะขอบคุณความใจสู้ของเอเสมอ
“พอผมเป็นคนง่าย ๆ กระเดียดจะไปทางขี้เกียจหรือไม่สู้ แต่เอไม่เคยยอมแพ้ ทำให้หลายครั้งผมได้สู้กับตัวเองมากขึ้น ถึงจะเป็นคน 2 คนที่ต่างกันมาอยู่ด้วยกัน คบกันสักพักก็เข้ากันไปเอง บางทีแค่ดูสิ่งที่ทำก็รู้แล้ว ไม่ต้องพูดอะไรหรอก
“กาแฟไม่ได้เปลี่ยนเราขนาดจาก นาย ก. ไป นาย ข. แต่ทำให้เราคิดถึงอนาคตมากขึ้น”
แม้ปัจจุบันทั้งคู่จะอยู่ห่างไกลกัน ร้าน Gallery กาแฟดริป ทุกสาขายังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม มีบทสนทนาใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกชั่วโมง เพราะวันพรุ่งนี้กาแฟต้นเดิมอาจไม่เหมือนเก่า แต่รากที่หยั่งลึกอย่างมั่นคงทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขายั่งยืน
ไม่ใช่แค่เพื่อนคู่คิดหรือคบกันแบบธุรกิจ ไม่ใช่ร้านกาแฟธรรมดา แต่คือรสชาติของชีวิต
“เวลามีปัญหาที่บอกใครไม่ได้แล้ว สุดท้ายผมจะบอกเอ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ เช่น โดนตำรวจจับ เบอร์เดียวที่จำได้คือเบอร์เอ เบอร์เมียผมยังต้องเมมฯ เลยครับ” ปิส่งเสียงหัวเราะทิ้งท้าย

วันนี้เราอุ่นใจที่มาพร้อมช่างภาพสาวประจำ The Cloud ครีเอทีฟเจ้าของงาน Thailand Coffee Fest และน้องฝึกงานอีก 2 คนจากต่างมหาวิทยาลัย ต่างที่อยู่ ต่างนิสัย แต่พวกเรามารวมตัวกันที่นี่เพราะชื่นชอบสิ่งเดียวกัน
เพื่อฟังเอกับปิเล่าเรื่องหลังบาร์ของพวกเขา
