สวัสดีเกาะสมุย
ปีนี้เรามาสมุยฤดูฝน มวลเมฆขี้อายต่างพากันหลบหน้า มองเห็นแต่แผ่นฟ้าสีอึมครึม
นี่เป็นคืนสุดท้ายที่เราได้นอนบนเตียงหนานุ่ม (ไม่ใช่แป้งพิซซ่าแต่อย่างใด) หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งสัปดาห์ ก่อนดวงตาเล็กจิ๋วจะปิดสนิท ขอนั่งจดบันทึกลงสมุดเล็ก ๆ ข้างหัวเตียงถึงสิ่งที่เราเห็น เราฟัง เราสังเกต และเราประทับใจ จากก้าวแรก จากความรู้สึกแรก ที่ ‘มาราสก้า สมุย (Marasca Samui)’ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ถ้าคอนเซปต์ของที่นี่คือ ‘The Feeling of Home’ เราขอยกมือเห็นด้วยเต็มเปา
หลังจาก อเล็กซ์ มากาตัน (ผู้จัดการทั่วไป) ต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาเดินนำเราไปยังล็อบบี้ พร้อมเชิญให้นั่งพักบนโซฟาสีสดใส อเล็กซ์เป็นคนหนุ่มที่หลงใหลและมีแพสชันกับงานต้อนรับ (Hospitality) ในวัยเด็กเขาเติบโตในครอบครัวของคนทำโรงแรมและร้านอาหาร อเล็กซ์สะสมประสบการณ์ในสายงานนี้มากมายจากยุโรป ตะวันออกกลาง และไทย ก่อนจะมาประจำการเป็นเจ้าบ้านที่มาราสก้า สมุย เรารับแก้วจิ๋วจากพนักงานต้อนรับและจิบเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อดับกระหาย แล้วเช็ดเนื้อเช็ดตัวด้วยผ้าเย็นที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งเป็นกลิ่นที่เบลนด์ขึ้นมาเฉพาะที่นี่เท่านั้น เราค่อย ๆ สอดส่ายสายตาสำรวจ ฉากหลังของโซฟาเป็นชั้นไม้สำหรับวางหนังสือ งานศิลปะชิ้นเล็ก และของตกแต่งบ้านหลายชิ้น นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นล็อบบี้ ก็คงนึกว่ากำลังนั่งอยู่ในบ้านของใครสักคน
ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นมุม The Pantry มีบริการเครื่องดื่มหลากหลาย ให้อารมณ์คล้ายไอซ์แลนด์ครัวในห้องครัวของบ้าน เมื่อมองล็อบบี้รวม ๆ แล้วมีเสน่ห์ แถมยังทำให้รู้สึกถึงความเป็น ‘บ้าน’ ตั้งแต่นาทีแรกที่มาเยือน
(ความลับ มีแค่คุณเท่านั้นที่จะรู้ หาประตูลับตรงชั้นวางของให้เจอนะ ใบ้ให้ว่าตรงนั้นมีเชอร์รีวางอยู่)
ภายในห้องลับรวบรวมอุปกรณ์-ของเล่น-เกม และอื่น ๆ ที่ใช้ได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และสัตว์เลี้ยง ที่เราถูกใจเป็นพิเศษคือบอร์ดเกม กล้องโพลารอยด์ และ Nintendo Switch พอนึกดูอีกที ห้องนี้ทำให้นึกถึง ‘แม่’ บิ๊กบอสประจำบ้านที่มักเตรียมพร้อมเสมอ ราวกับมีกระเป๋าโดราเอมอน ที่ไม่ว่าสมาชิกในบ้านต้องการสิ่งใดก็จัดหามาได้หมด
มาราสก้า (Marasca) เป็นโรงแรม Casual Luxury ในเครือนารายณ์ พี่คนโตเปิดก่อนแล้วที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ในสไตล์แกลมปิ้ง น้องเล็กเพิ่งเปิดประตูไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในสไตล์บีช รีสอร์ต เจ้าบ้านบอกว่าสไตล์หรือคอนเซปต์จะอิงกับโลเคชันของโรงแรมนั้น ๆ และการออกแบบของที่นี่ก็ร้อยเรียงเรื่องราวของสมุย ผ่านความงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นฝีมือการออกแบบของ SODA ตั้งแต่สถาปัตยกรรมจนถึงภูมิทัศน์ (Landscape) ซึ่งมี Easter Egg ซ่อนผ่านงานดีไซน์และข้าวของตกแต่งให้เราเดาเล่นอย่างสนุก อย่างกระเป๋าสานกระจูดที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ (มีให้ในทุกห้องพัก) งานประติมากรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากอุปกรณ์จับปลา แม้กระทั่ง ‘มะพร้าว’ วัตถุดิบขึ้นชื่อของเกาะสมุยก็นำมาปรุงเป็นแยมมะพร้าว ส่วน Cabanas Koh Samui บริเวณเลียบชายหาด เป็นฝีมือของ K-Studio สตูดิโอสถาปนิก-ออกแบบจากประเทศกรีซ
มาราสก้า สมุย ตั้งอยู่ที่หาดเฉวง เป็นโซนคึกคักบนเกาะ เรียกว่าเป็นศูนย์รวมความบันเทิงก็คงได้ แต่พอเราเดินเข้ามาในโรงแรมกลับสงบ ราวกับมีระบบตัดเสียงรบกวนเหมือนหูฟังแบรนด์ดี ๆ แต่ถ้าแขกอยากสัมผัสไวบ์ชาวเกาะสนุกสนาน ก็มี Cabanas Koh Samui ที่เสิร์ฟอาหาร-เครื่องดื่มแนว Social Dining คลอเคล้าไปกับเสียงเพลงของดีเจ Kinky D. และนักร้อง-วงดนตรีที่หมุนเวียนกันมาเรื่อย ๆ สายชิลล์เพลิดเพลินกันได้ตั้งแต่บ่ายแก่ ส่วนตอนกลางคืนมีการแสดงควงกระบองไฟด้วยนะ เป็นสีสันยามค่ำคืนของเกาะสมุยที่นักท่องเที่ยวอดใจรอคอย เจ้าบ้านบอกเราว่า อยากให้ Cabanas Koh Samui เป็น Day-to-Night Experience ที่แขกมาสร้างประสบการณ์ได้ตลอดวัน
ส่วนอาหารมีให้เลือกถึง 7 สเตชัน ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งอาหารปิ้ง-ย่าง พิซซ่า (พิซซ่ามาจากร้าน Via Emilia Restaurant กรุงเทพฯ ที่ติดท็อป 50 ของพิซซ่าในเอเชียแปซิฟิก 2022 และมาเปิดสาขาแรกของสมุยที่นี่) ทาโก้ สลัด-ซูชิ ไอศกรีม กาแฟและเครื่องดื่มนานาชนิด เราโดนใจเมนูผัดไทย จาก House of Pad Thai เราว่าผัดมาได้ดีเลย เส้นหนุบหนับ น้ำซอสเคลือบเส้นทุกอณู ขนาดผัดไทยเต้าหู้ (เจ) ก็ยังอร่อยจนกวาดเกลี้ยงจาน
จานที่อยากให้ลอง คือเกซาดิยาผัก อร่อยจนลืมว่านี่คือเมนูผัก และ Halloumi Tikka หอมเครื่องเทศจนพานให้นึกถึงไก่ฆอและเสียอย่างนั้น (ฮา) และที่ห้องอาหารยังมีเมนูทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ-วีแกน เพราะนักเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญกับอาหารการกิน ทั้งเรื่องวัตถุดิบปลอดภัย การสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น จนถึงความยั่งยืน ซึ่งมาราสก้า สมุยก็คำนึงประเด็นที่ว่า รวมถึงมีการบริหารจัดการวัตถุดิบและขยะเศษอาหารที่เกิดขึ้นด้วย
บริเวณ Cabanas อยู่ใกล้ชายหาดระยะเดินถึง แนะนำให้ตื่นเช้ามาวิ่งรอบหาด หรือนอนอาบแดดท้าแสงตะวันก็เหมาะ ถ้าโรงแรมจัดกิจกรรมโยคะ มวยไทย ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง คุ้มค่ากับการบิดขี้เกียจมาสวมนวมและสนับเข่า ออกแรงขยับร่างกาย กระซิบว่าครูมวยไทยพลังล้นเหลือ สอนสนุกและมันมาก จนอยากเรียนต่อยมวยจริงจัง
ยามค่ำคืนอย่าลืมแวะมาเอนจอยที่ Beach Bar แล้วกระซิบ Mixologist ว่าขอเมนูหย้ามู้นะ เด็ดดวง!
หลังกระดกเครื่องดื่มเวลคัมดริงก์แก้วจิ๋วจนหมด พนักงานต้อนรับที่ดูแลเราก็นำคีย์การ์ดเข้าห้องพักมาให้ด้วยท่าทีสุภาพและอ่อมน้อม เครื่องหน้าเธอคมเข้มสมเป็นสาวแดนใต้ ก่อนจะเดินไปส่งเราที่ห้องพัก
สารภาพตามตรง พอเปิดประตูเข้ามาในห้อง มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่านี่คือบ้านจริง ๆ ด้วยโทนสีอันอบอุ่นจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ เตียงนอนใหญ่เบิ้มกลางห้อง พร้อมเครื่องนอนหนานุ่ม และห้องน้ำก็กว้างขวางที่ทำเอาเราอยากอาบน้ำวันละ 3 เวลา ที่สำคัญสบู่ แชมพู ครีมนวดผม โลชั่น ก็กลิ่นดีมาก และถ้าติดใจ ซื้อกลับไปใช้ที่บ้านได้เช่นกัน
ห้องที่เราพักมีสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วย เหมาะกับคู่รักสุด ๆ ถ้าใช้เวลาขลุกอยู่ในห้องทั้งวันจะดีไหมนะ แต่ก็ขอละความคิดนั้นไปก่อน เพราะหลังจากเปลี่ยนชุดให้สบายตัวก็ถึงสิ่งที่เรารอคอย นั่นคือนวด-สปา เราเดินอ้อยอิ่งชมนกชมไม้ พื้นที่สีเขียวเยอะดีจัง เห็นแล้วสบายตาดีน่ะ ที่นี่มี Homegrown มุมปลูกผักสวนครัวสำหรับใช้ในโรงแรม ทุกเช้าจะมีพนักงานยืนประจำสเตชัน คอยบริการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เราเลือกผัก-ผลไม้ที่อยากกินได้เอง
จากห้องพักไปห้องสปาใช้เวลาเพียงครู่ก็ถึง Spa by Marasca อยู่ด้านบนของล็อบบี้ ข้างกันเป็นห้องอเนกประสงค์ชื่อ Hideout มีชุดโต๊ะ เก้าอี้ และโซฟาพักผ่อน เหยียดแขน เหยียดขา เอนกาย หรือจะมานั่งทำงานก็ได้ ถูกใจคนทำงาน Digital Nomad หรือคนที่แวบมา Workation แล้วโดนพี่หัวหน้าทวงงานเร่งด่วน พื้นที่ตรงนี้เวลคัมคนรักงานค่ะ และอีกหนึ่งสิ่งที่สะกดสายตาเรา คือผ้าบาติกขนาดใหญ่ลวดลายใต้ท้องทะเล งานศิลป์จากแบรนด์ KiRee และทั่วบริเวณของโรงแรมก็มีงานศิลปะจากศิลปินไทยจัดแสดงอยู่ในมุมต่าง ๆ คัดสรรโดย Saratta Space บางชิ้นทำจากขยะทะเล ในความงามก็ยังทำให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย
ส่วนเราชอบมุมระเบียงด้านนอก เพราะมีกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ยื่นเข้ามาให้ร่มเงา ยิ่งเวลาแดดอ่อนรำไรแล้วใบไม้สั่นระริกสะท้อนแสงเงากระทบผิวผนัง ช่างเป็นการแสดงแดนซิ่งโดยธรรมชาติที่งดงามจนผู้ชมต้องปรบมือ
เราเลือกนวดแพ็กเกจซิกเนเจอร์ของ Spa by Marasca เป็นการนวดน้ำมันที่ผสมผสานการนวดไทย นวดสวีดิช และนวดโลมิ โลมิ (Lomi Lomi) สไตล์ฮาวาย เข้าด้วยกัน เราเลือกน้ำมันกลิ่น Relaxing มีส่วนผสมของ Sandalwood, Lavender และ Orange ซึ่งทำจากน้ำมันหอมระเหย 100% และน้ำมันจากธรรมชาติ เราประทับใจที่ออยล์ไม่เหนอะตัว ซึมเข้าผิวได้ดี แถมยังมีกลิ่นอ่อน ๆ ติดบนผิว ส่วนน้ำหนักมือของเทอราพิสจัดว่าเยี่ยมยอด ตลอดระยะเวลา 90 นาที รู้ตัวอีกทีก็มีแต่เสียงคร่อกฟี้ นี่สินะที่เขาเรียก Deep Sleep และอีกแพ็กเกจที่น่าลอง คือ LAVA Shell Massage ที่ใช้ Porcelain Tiger Clam Lava Shell มานวดผ่อนคลายและบำบัดอาการเมื่อยล้า
เมื่อมาพักที่นี่ สิ่งที่พลาดไม่ได้ คือไอศกรีม ต้องลองไอศกรีมเชอร์รีที่พนักงานทุกคนคะยั้นคะยอให้เราลิ้มรสให้ได้ โชคไม่ดีที่วันนั้นดันหมดพอดี แต่รสราสป์เบอร์รี เปรี้ยวหวานกำลังดี ก็พอทำให้เรามีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า
ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องลองกินไอศกรีมเชอร์รีให้ได้ ก็เพราะมาราสก้าเป็นชื่อสายพันธุ์ของเชอร์รี และเจ้าบ้านก็อยากมอบประสบการณ์-ความประทับใจแสนพิเศษให้แขกทุกคน เหมือน Cherry on Top บนสกู๊ปไอศกรีม เราค่อนข้างชอบที่มาราสก้าตั้งใจออกแบบประสบการณ์ให้แขกทำความรู้จักที่นี่ได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ได้ป้อนข้อมูลจนอึดอัด แต่สอดแทรกอยู่ในหลาย ๆ สิ่งที่โรงแรมทำ รู้สึกถึงความใส่ใจและตั้งใจ ขณะเดียวกัน ในฐานะผู้มาเยือนก็รู้สึกสนุกไปด้วยที่จะทำความรู้จักมาราสก้า สมุย ให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการสำรวจ สังเกต และสัมผัสประสบการณ์ต่าง ๆ ของที่นี่
สำหรับเรา การให้ความสำคัญกับชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญ มาราสก้า สมุย มีร้านค้าเล็ก ๆ ที่รวบรวมสินค้าท้องถิ่นและสินค้าแนวคิดยั่งยืนมาวางจำหน่าย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจที่มีแนวคิดดี เช่น sarr.rai เครื่องประดับจากเศษแก้วเจียระไน หรือ Souvenirs from the sea กระเป๋าเก๋ไก๋จากขยะทะเล และมาราสก้า สมุย ยังชวน Nadee Handmade แบรนด์งานคราฟต์บนเกาะสมุย มาเวิร์กช็อปย้อมสีธรรมชาติด้วย
เราได้ทดลองย้อมกระเป๋าผ้าลินินด้วยสีจากหัวปลีกล้วย ให้สีน้ำตาลคล้ายสนิม เป็นกิจกรรมสนุกที่เด็กทำได้ ผู้ใหญ่ทำดี แถมได้ฟังเรื่องราวจากพี่ ๆ เจ้าของแบรนด์ซึ่งแววตาเป็นประกายวิบวับเมื่อเล่าและสอนกระบวนการต่าง ๆ เรารู้ทันทีว่าเขาให้คุณค่ากับหัตถกรรมมาก ๆ และอยากแบ่งปันภูมิปัญญานี้ให้คนรู้จักอย่างกว้างขวาง
ถ้าถามว่าที่นี่เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะกับนักเดินทางกลุ่มครอบครัว เพราะมีพื้นที่และกิจกรรมที่หลากหลาย รองรับและตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกในครอบครัว เด็ก ๆ ดูชอบที่นี่กันเป็นพิเศษ แล้วก็เหมาะกับกลุ่มคนทำงานที่ไหนก็ได้ อ้อ เหมาะกับนักเดินทางทุกคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงด้วยเช่นกัน
พอได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ปะทะสายลม แสงแดด และทำความรู้จักผู้คนใหม่ ๆ ในบรรยากาศสงบ ก็สังเกตตัวเองว่านอนหลับสนิทมากขึ้น แถมยิ้มกว้างขึ้น และหัวเราะดังขึ้นด้วย (นิดหน่อย) เหมือนร่างกายได้ชาร์จแบตล่ะมั้ง เลยแสดงออกมาผ่านสีหน้า แววตา และรอยยิ้ม นี่หรือเปล่าคะที่เรียกว่าสุขจากภายในสู่ภายนอก ฮ่า ๆ
ตลอด 3 วัน 2 คืน นอกเหนือจากการพักผ่อนและประสบการณ์ที่น่าจดจำ สิ่งที่เราประทับใจมากคือพี่พนักงานและคุณลุงรักษาความปลอดภัยจำชื่อเราได้! นี่ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเหมือนได้กลับถึงบ้านจริง ๆ

แล้วเจอกันใหม่นะ
ด้วยรักและใบเหลียงผัดไข่
3 Things
you should do
at Marasca Samui

01
ลองเอนจอยกับเสียงเพลงและดินเนอร์ริมทะเลที่ Cabanas Koh Samui

02
ลองชิมไอศกรีมเชอร์รีรสชาติซิกเนเจอร์ของมาราสก้า สมุย

03
ลองชิมอาหารใต้สไตล์สมุยที่ร้านอาหารท้องถิ่น เช่น กะปิสะตอ เสบียงเล หรือครัวบ้านหมุย
