บันทึกการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เน้นเล่าบรรยากาศหรือบรรยายวิวทิวทัศน์ที่ไปเทรกกิ้ง ABC Route (ซึ่งมีคนเขียนแนะนำและรีวิวไว้ครบถ้วนมากมาย) แต่การเดินเขาวันละ 6 – 10 ชั่วโมง เป็นเวลา 8 วัน ทำให้เรามีเวลาเยอะมากที่จะพูดคุยกัน รวมถึงได้คุยกับตัวเอง บทความนี้เลยจะเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ได้ตกตะกอนความคิดและบทเรียนที่เราได้รับจากหิมาลัย
01
If you really want to do something, you will eventually find the way to do it.
หากใครยังนึกภาพ ‘เทือกเขาหิมาลัย’ ไม่ออก เราขอเปรียบเทียบเป็นรถ ซึ่งมีหลายยี่ห้อให้ลองขับหรือเลือกเป็นเจ้าของ เนื่องจากเทือกเขาหิมาลัยมียอดเขาสูงอื่น ๆ กว่าร้อยยอด และกินพื้นที่หลายประเทศ เช่น เนปาล อินเดีย ปากีสถาน จีน เป็นต้น โดยการพิชิตเทือกเขาหิมาลัย ที่สุดแห่งความสูงของโลกนั้น คือการผจญภัยอันอัดแน่นไปด้วยความท้าทาย ความตื่นเต้น และความสวยงามที่เราอยากไปสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต
ใช่ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการพิชิตเทือกเขาหิมาลัยของพวกเรา
ระหว่างการเดินทางที่จะพิชิตยอดเขาระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 3,500 เมตร ในเส้นทาง Markha Valley Trek ที่เลห์ ลาดัก ประเทศอินเดียในปี 2016 ฟ้าใส เพื่อนของเรามีอาการภาวะแพ้ที่สูง (High-altitude Illness) ในระยะทาง 5 กิโลเมตรสุดท้าย (2 ชั่วโมงก่อนถึงจุดหมาย) ถึงขั้นที่ไกด์แนะนำว่าการเดินลงเพื่อให้ร่างกายได้ไปต่อคือทางเลือกที่ดีที่สุด พวกเราจึงตัดสินใจหยุดการเดินทางนั้น และสัญญากันว่า ‘ไว้วันหนึ่งจะกลับมาพิชิตยอดเขาหิมาลัยด้วยกันอีกครั้ง!’
ในช่วงปลายปี 2023 จู่ ๆ ก็มีภาพหิมาลัยแวบเข้ามาในหัว เราเลยเอ่ยชวนเพื่อนออกไป “เราโหยหาอ้อมกอดของหิมาลัย สนใจไปลุย Annapurna Base Camp (ABC) ด้วยกันไหม”
การที่เราไปไม่ถึงยอดเมื่อ 8 ปีก่อนในครั้งนั้น ลึก ๆ พวกเรายังคงเสียดาย ซึ่งกลายมาเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เตรียมร่างกายและอุปกรณ์ให้พร้อมที่สุดตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน
“Welcome to Tribhuvan International Airport, Nepal.” เสียงประกาศจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกล่าวต้อนรับ แม้ไม่รู้ว่าพวกเราจะพิชิตยอดเขานั้นสำเร็จหรือไม่ แต่พวกเราก็มาถึงเนปาลแล้ว


02
Hiking and happiness go hand in hand or foot in the boot.
ในทริปนี้เรามี Manu เป็นไกด์ที่วัยใกล้เคียงกันนำทางให้ และมีลูกหาบที่เปรียบเสมือนคุณพ่อชื่อ Sudip มาเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง โดยจะเริ่มเดินไต่ระดับความสูงผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ไปยังจุดชมวิว Poon Hill จนไปถึง ABC
ในวันนี้เราเริ่มเดินจากหมู่บ้าน Nayapul ไปสู่ Tikhedhunga และไปยัง Ulleri
“มาที่นี่ทำไมวะ ทรมาน” ความคิดนี้ดังขึ้นในหัว อาจเพราะเป็นวันแรกที่เพิ่งเริ่ม เส้นทางที่เป็นดินลูกรังสลับทางเดินหินผสมฝุ่นตลบ ทำให้เรามองไม่เห็นธรรมชาติมากเท่าที่คิด จนกระทั่งได้นั่งทานอาหารกลางวันและอ่านข้อความจากนักเดินทางที่ต้องประสบภาวะชีพจรลงเท้า ซึ่งทำให้มีแรงเดินต่อและร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวตั้งรับความลำบากได้ในที่สุด


03
Jam! Jam!
วันนี้เราต้องเดินขึ้นบันได้หินกว่า 3,000 ขั้น ไกด์และลูกหาบให้กำลังใจว่า “Walk slowly, follow your own pace.” ถ้าเหนื่อยก็พัก พร้อมแล้วค่อยเดิน หิวก็ค่อยกิน ไม่ต้องรีบ เพราะมันชัน หรือบางทีก็กดดันให้เร่งฝีเท้าหน่อยไม่ให้แรงใจตก
“Jam! Jam!” (แปลว่า Go! Go!) เตรียมนึกสภาพตอนลงได้เลยว่าจะโหดต่อข้อเข่าขนาดไหน


ระหว่างทาง เราเริ่มเห็นน้ำตก หมู่บ้าน ผู้คนมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เราเริ่มเห็น Rhododendron หรือต้นกุหลาบพันปี ดอกไม้ประจำชาติของประเทศเนปาล เช่น สีชมพู สีแดง สีขาวระหว่างทาง โดยปกติเราจะพบต้นไม้นี้ที่ความสูงประมาณ 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลไปจนถึง 4,000 เมตรใน ABC Route และมีมากกว่า 30 สายพันธุ์ แต่สีแดงคือพันธุ์ที่ปราฏอยู่บนธงชาติรูปสามเหลี่ยมของเนปาลนั่นเอง โดย Manu บอกให้อดใจรอที่พบ Blooming Rhododendron ในวันถัดไป
04
Blooming Flowers and Growing Flowers
การเดินขึ้นไปจุดชมวิว Poon Hill หรือ Ghorepani ให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและในตอนเดินลง เหมือนที่ Manu บอกว่าคุณจะเห็นกุหลาบพันปีบานต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทาง แต่ไม่ได้บานตลอดปีนะ คุณโชคดีที่ได้เห็นมัน
Ghore มีความหมายว่า Horse ส่วน Pani แปลว่า Water ดังนั้น Ghorepani คือย่านที่ผู้บุกเบิกให้ม้ามาพักเพื่อกินน้ำในสมัยก่อน และเราก็เจอม้าซึ่งเป็นยานพาหนะบนภูเขา (Mountain Bike) สำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ
ตลอดเส้นทางจาก Poon Hill เป็นต้นไป นอกจาก Rhododendron ยังได้พบต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ที่โตในป่า
เพื่อน ๆ ชอบดอกไม้ เลยหยุดไม่ได้ที่จะชมว่ามันสวยหรือหยุดถ่ายรูปต้นไม้สีแปลก ๆ ที่ไม่ได้พบบ่อย ๆ จนโดนไกด์เปรียบเปรยว่า คุณรู้ไหมว่าความชอบกับการรักดอกไม้ต่างกันนะ เพราะ “Like is when you see beautiful flowers, you admire them. Love is the way you grow and take care.”
ประเด็นความรักถูกยกมาพูดเข้มข้นขึ้นวันนี้ เช่น ผู้หญิงหรือชายที่อายุเกิน 30 ปีจะเรียกว่ารถด่วนขบวนสุดท้าย และวัฒนธรรมคลุมถุงชนยังมีอยู่ในปัจจุบัน สืบเนื่องมาจากระบบชนชั้นวรรณะที่จะต้องมีพื้นฐานทางสังคมหรือชนชั้นใกล้เคียงกัน การศึกษา หน้าที่การงาน ฐานะ ศาสนา ความเชื่อหรือความเหมาะสม
พวกเราแลกเปลี่ยนมุมมองกลับไปว่า ในปัจจุบันที่การครองโสดหรือแต่งงานมีแนวโน้มช้าขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะพวกเรามีอิสระในการตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์หรือการแต่งงาน มากกว่าใช้ความเหมาะสมจากกรอบของสังคมมาเป็นด่านแรก รวมถึงฟังเสียงตัวเองมากกว่าเสียงของคนอื่น


05
Happy Nepali New Year, 13 April 2091!
Bikram Sambat คือปฏิทินเก่าแก่แบบฮินดูของชาวเนปาลที่เวลาเร็วกว่าปฏิทินสากลถึง 67 ปี 8.5 เดือน เสมือนกำลังทะลุไปอยู่ในโลกอนาคต ซึ่งวันปีใหม่ของชาวเนปาลตอนที่เราไปตรงกับวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567 พอดี พวกเราจึงมีโอกาสได้ทักทายและเฉลิมฉลองปีใหม่กันระหว่างทางด้วยประโยค Happy New Year!
ลูกหาบชื่อ Sudip ผู้สร้างเสียงหัวเราะและส่งยิ้มให้เราเสมอ แต่รอยยิ้มนั้นเพิ่งมาเปิดเผยพร้อมเรื่องเล่าของเขา เขาพึ่งย้ายกลับมาจากการทำงานที่ UAE (United Arab Emirates) กว่า 15 ปีที่ทำงานหนักมาก 1 ปีลาได้เพียง 6 วัน เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อย้ายกลับมาอยู่กับครอบครัวและลูกชายทั้ง 2 คน และนี่คือการเดินเขาทริปที่ 2 ในชีวิตบนเส้นทางนี้
เวลาที่ครอบครัวเขามีปัญหา เขาจะเป็นเสาหลักให้ครอบครัว รวมถึงสร้างบรรยากาศตลกและสนุกสนาน ให้กับคนรอบตัวเสมอ ๆ ดังนั้นรอยยิ้มจากเราที่มอบให้ใครอีกคนเปลี่ยนโลกแย่ ๆ ของใครให้ดีขึ้นได้เช่นกัน เหมือนที่เวลาเราเหนื่อยล้าก็จะหันไปหาเขา Sudip จะเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมพูดว่า “Smiling is free as it can fix worst happens in your life.”
เรารู้มาล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้จะเป็นวันที่ยาวนานกว่า 8 – 9 ชั่วโมง เส้นทางในวันนี้คือการเดินขึ้น เดินที่ราบแบบภูเขาและเดินลงสลับไปมายาว ๆ ในป่า
เรากับเพื่อนสลับกันเดินขึ้นลงตามความถนัดและฝีเท้า แต่เรารู้ตัวว่ามีปัญหากับการก้าวเท้าลง เพราะเจ็บเข่าจากการกระแทกและปวดขา เราจึงเดินช้ากว่าคนอื่นและรู้สึกว่าเหนื่อยมาก แต่ก็ขอบคุณ Sudip ที่เดินปิดท้ายให้เราเสมอ แม้ฝีเท้าเขาจะเร็วมากก็ตาม


06
Happiness is a way of travel, not just a peak.
วันที่ 6 เป็นวันที่เราเริ่มไต่ระดับความสูงก่อนขึ้นยอดเขาหิมาลัย
วันนี้เป็นวันที่หลากหลายความรู้สึก โดยเฉพาะการที่เราเริ่มสัมผัสได้ถึงความสวยงามจากธรรมชาติ ทั้งเสียงน้ำตก เสียงนกร้อง ได้สัมผัสความแปรปรวนของอากาศที่ยากจะคาดเดา เช่น ร้อน หนาว ฝนตก ลูกเห็บ บางทีหยิบ Poncho ไม่ทันก็ต้องยอมทนเปียก หรือปรับไปตามสถานการณ์จริง ๆ สมคำเตือนที่ว่า “Mountain is unpredictable, weather cannot forecast.” หรือ “Unexpected things happen all the time on the mountains.”
การเดินทางเข้าหมู่บ้าน Bamboo (ชื่อนี้เนื่องจากเป็นละแวกของป่าไผ่) เป็นต้นไป เนื่องจากคนท้องถิ่นนับถือพระพุทธศาสนา แม้เราจะไม่เห็น Monastery ในเขต ABC เลยก็ตาม (เนปาลมี 2 ศาสนาหลัก คือฮินดูและพุทธศาสนา) ที่นี่มีกฎห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ (เช่น หมู ไก่) ยกเว้นปลาทูน่า โดยทางคนท้องถิ่นก็ไม่ทราบเหตุผลเช่นกันว่าทำไมถึงเป็นข้อยกเว้น เขาเชื่อว่าหากไม่ปฏิบัติตามนั้นมนุษย์จะถูกลงโทษจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ


ก่อนจะถึงหมู่บ้าน Deurali มีประโยคหนึ่งแวบเข้ามาจากคุณลุง Marcos นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่มีปัญหาเรื่องเข่า ทำให้คุณลุงเดินลำบาก ไม่ว่าวันนี้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่เราต้องบอกตัวเองว่า “Be patient to see beautiful things.”
วันนี้เป็นวันที่เราชอบที่สุด เพราะบทสนทนาของมื้อเย็นมีความ Deep Talk มากขึ้น และชวนให้เรามีโมเมนต์ขอบคุณกับวันที่ผ่านมา ความตั้งใจ ทุ่มเทในการออกกำลังกายที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 เดือนก่อน ไม่คิดว่าเราจะมาไกลกันขนาดนี้
ดีจังที่วันที่เราไม่มีความมั่นใจ กลัว หรือมีปัญหา การมีใครสักคนที่เชื่อมั่นในตัวเราคือพลังงานที่ดีมาก ๆ และที่ดียิ่งกว่านั้น คือการมีเพื่อนร่วมเดินทางคอยช่วยเหลือกันและกัน
เรื่องอาการ AMS ระดับไม่รุนแรงอย่างเวียนหัว ปวดหัว คลื่นไส้ หรืออาเจียน มักเกิดขึ้นได้ที่ความสูง 2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล แก้ได้ด้วยการดื่มน้ำเยอะ ๆ และนอนพัก หากมีอาการแพ้ความสูงเกิดขึ้นจริง ๆ เราจะเดินลงหรือนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับกัน ตอนนี้เก็บความกังวลไว้ก่อน และเพื่อนเราก็ทานยา Diamox เพื่อป้องกันภาวะนั้น
การที่มีไกด์และลูกหาบที่เป็นทั้งผู้นำและเพื่อนคอยดูแลพวกเราทั้งทางร่างกายและจิตใจ ยิ่งทำให้พวกเรารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้สนุกมาก และการมาถึงจุดนี้ก็คือที่สุดแล้ว


07
Worth the Journey
จาก Deurali ไป Machhapuchhre Base Camp วันนี้เป็นวิวที่ต่างออกไป เราเจอลำธารสีขาวเทา ป่าไผ่ ทางเดินเป็นหินและดินสลับกัน และจากตรงนี้เรามองเห็น MBC, Annapurna South และ Annapurna I ใกล้ขึ้น เป็นอีกวันที่เราต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเพื่อค่อย ๆ เดินท่ามกลางหิมะหรือธารน้ำแข็งตามที่ Manu กำชับไว้


จุดต่อไปคือ Machhapuchhre Base Camp (Machha = Fish, Puchhre = Tail) หรือยอดเขาที่มองแล้วเหมือนหางปลา (Fish’s Tail) คือเบสแคมป์ที่เราจะนั่งกินข้าวกลางวันก่อนเดินต่อขึ้นไปที่ ABC และจาก MBC เราจะเดินต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมงจนถึงยอดเขา ABC เส้นทางต่อจากนี้ไปจะปกคลุมไปด้วยหิมะและอากาศหนาวขึ้นตามระดับความสูง


“Jam! Jam! Mountain is calling us, we should go on.” ประโยคปลุกใจจากไกด์เพื่อให้เดินต่อ


และในที่สุดพวกเราก็มาถึง Annapurna Base Camp ที่ระดับความสูง 4,130 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราทำได้แล้ว!
วันนี้เป็นวันที่หมอกเยอะมากจนมองไม่เห็นยอดเขา Annapurna South และ Annapurna I จึงพากันไปพักผ่อนที่ Teahouse เพื่อให้ร่างกายปรับตัว และตื่นมาดูไฮไลต์พระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้อีกรอบ
ทุกคนมากระจุกรวมกันใน Teahouse เรารู้สึกว่าอากาศหายใจยิ่งน้อยลง เริ่มเวียนหัว แต่วัดออกซิเจนปลายนิ้วแล้วค่าก็ยังปกติ ขอบคุณที่ลูกหาบของบริษัทอื่นให้ลองกินพริกกับกระเทียมจิ้มเกลือและจิบชาขิง ทำให้รู้สึกดีขึ้น


ด้านซ้ายคือยอดเขา Annapurna South (7,219 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ส่วนด้านขวาคือ Annapurna I (8,091 เมตรจากระดับน้ำทะเล)
วันรุ่งขึ้นเราตื่นแต่เช้าเพื่อมาดูพระอาทิตย์ขึ้น เราเข้าใจแล้วว่าภาพยอดเขาและวิวตรงหน้าที่ได้เห็นด้วยตาในวันนี้คุ้มค่าความเหนื่อยตลอดหลายวันนี้จริง ๆ
08
No Money, No Honey
“You’re gonna fly!” ไม่ใช่ด้วยการนั่งเฮลิคอปเตอร์หรอกนะ แต่เรากำลังพาตัวเองบินลงไปด้วยการเดินลงต่างหาก
ก่อนเดินลงจากเขา เราได้เห็น Heliport (ลานจอดเฮลิคอปเตอร์) ของสถานี ABC ซึ่งตลอดเส้นทางจะมีจุดรับ-ส่ง Heliport อยู่ ในใจก็อยากมีประสบการณ์นั่งเฮลิคอปเตอร์ดูบ้าง แต่ราคาค่อนข้างสูงทีเดียวและขึ้นกับเมืองปลายทางด้วย
วันนี้เป็นวันที่เดินยาวนานและทุลักทุเลอีกวัน เพราะขากลับเราต้องเดินย้อนกลับทางเดิมด้วยการขึ้นบันไดหิน โชคดีที่กลับมาพักที่บ้านพักคุณลุง Om Prasad Gurung นักล่าน้ำผึ้ง (Honey Bee Hunter) อีกครั้ง เราดีใจมาก ๆ เพราะอาหารและ Masala Tea ของที่นี่อร่อยมาก แต่การได้ลองชิมน้ำผึ้งป่านั้นไม่ใช่จะได้ชิมฟรี ๆ นะ คุณลุงต้องปีนหน้าผากว่าจะเก็บน้ำผึ้งได้ Sudip ลูกหาบของเราเปรียบให้ฟังว่าก็เหมือนกับความรักนั่นแหละ “No Money, No Honey.”
แต่มีเรื่องให้ดีใจกว่านั้น คือวันนี้ได้อาบน้ำแล้วโว้ย! หลังจากซกมกมาหลายวัน เนื่องจาก Manu ขอความร่วมมือไม่ให้พวกเราอาบน้ำ เพราะเราอยู่ที่ความสูงกว่า 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล และอากาศจะหนาวเหน็บยิ่งขึ้นในตอนกลางคืน


09
No Bye, No Cry!
วันสุดท้ายแล้ว ใจหายเหมือนกัน เพราะวันนี้เหมือนเดินผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เคยเดินผ่านช่วงขาขึ้นเพื่อไปที่ Jhinu จุดสุดท้ายก่อนขึ้นรถจี๊ปกลับ Pokhara และเป็นวันที่ยากที่สุด เพราะถึงเวลาต้องบอกลา
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่พบเจอระหว่างทาง ได้มีโอกาสใช้ชีวิตกับคนแปลกหน้าชาวเนปาล โดยเฉพาะ Manu และ Sudip ลูกหาบและไกด์คนเก่งของเรา ซึ่งมิตรภาพของพวกเรางอกงามจนเหมือนเป็นเพื่อนและครอบครัวเดียวกัน
การผจญภัยครั้งนี้สนุกและมีความสุขมาก พวกเรา 4 คนสัญญากันว่าจะมาเจอกันอีกครั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า
บอกลากันในวันนี้เพื่อพบกันใหม่ “No bye, No cry…Physical apart, soul together. We’ll see!”

Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
