ในจำนวนผลงานอันหลากหลายที่ อ๋อง-รณรงค์ คำผา ได้ออกแบบท่าเต้น กำกับ และนำแสดงด้วยตนเอง งานชุด ‘Me’ กระผม คือหนึ่งในผลงานที่สะท้อนตัวตนของศิลปินผู้ก่อตั้งคณะช่างฟ้อน คำผา แดนซ์ (Khampha Dance) ผู้นี้ได้ดีที่สุด
‘Me’ กระผม จัดแสดงครั้งแรกภายใต้ชื่อ My name is Ong เมื่อ พ.ศ. 2555 ในเทศกาล American Dance Festival ที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นงานแสดงเดี่ยวที่อ๋องสวมเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นสีขาว ร่ายรำท่ามกลางฉากหลังที่ทำจากกระดาษสีขาว ประติมากรรมฉลุกระดาษ และม้วนกระดาษชำระ พร้อมเสียงบรรยายบอกเล่าประวัติชีวิตของเขาเป็นภาษาอังกฤษคลอไปกับการบรรเลงดนตรีล้านนา
เรื่องของเด็กชายจากอำเภอปง จังหวัดพะเยา ผู้ถูกกดทับจากกรอบคิดทางเพศสภาพของสังคม ก่อนจะค้นพบชีวิตผ่านการร่ายรำ…


When he was young, he seemed like any boy in his village.
(เมื่อเขาเป็นเด็ก เขาดูเหมือนเด็กผู้ชายคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน)
But no no no, people said he wasn’t like any of the other boys.
(แต่เดี๋ยวก่อน… ผู้คนบอกว่าเขาไม่เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่น ๆ)
People said he was a pretty boy.
(ชาวบ้านบอกว่าเขาเป็นกะเทย)
That’s what people said to him.
(นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านบอกกับเขา)
That’s how people talked about him.
(นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านคุยกันถึงเขา)
That’s how people looked at him.
(นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านมองเขา)
เสียงบรรยายยังเล่าต่ออีกว่า ในวัย 5 ขวบ เขาตามแม่ไปดูช่างฟ้อนที่วัดในหมู่บ้าน และมีโอกาสร่วมฟ้อนรำในวงดังกล่าวเป็นครั้งแรก
He watched it, looked at it, copied it.
(เขาจ้องมอง พิจารณา และลอกเลียน)
ประโยคดังกล่าวเล่าซ้ำหลายสิบรอบ พร้อมกับที่อ๋องเร่งจังหวะการฟ้อนที่ผสานทั้งความกระฉับกระเฉง นวยนาด และแปลกตา
แม้ชื่อของเขาอาจยังไม่เป็นที่คุ้นหูมากนัก แต่หากคุณติดตามแวดวงศิลปะการแสดงร่วมสมัยทั้งในไทยและต่างประเทศ จะพบว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา รณรงค์ คำผา และกลุ่ม ‘คำผา แดนซ์’ ของเขา ได้บุกเบิกสุนทรียภาพเฉพาะตัวผ่านการผสานศิลปะการฟ้อนรำแบบล้านนาเข้ากับการเต้นรำจากวัฒนธรรมอันหลากหลาย รวมถึงเทคนิคการนำเสนอล้ำสมัย จนได้รับเชิญไปร่วมแสดงในเทศกาลศิลปะการแสดงชั้นนำในต่างแดนมาแล้วมากมาย และไม่เป็นเรื่องเกินจริงเลยหากจะกล่าวว่าอ๋องได้ปักหมุดศิลปะล้านนาลงบนแผนที่ของศิลปะการแสดงร่วมสมัยโลก
“เราไม่ได้มองว่าสิ่งนี้คือเรื่องแปลกใหม่ มีศิลปินและช่างฟ้อนรุ่นพี่หลายคนนำความเป็นล้านนามาเป็นต้นทุนในการบุกเบิกพื้นที่ร่วมสมัยมาก่อนแล้ว สิ่งที่เราทำคือการใส่ตัวตนของเราเข้าไปในเนื้องาน ก่อนจะเล่ามันออกมาด้วยความภาคภูมิใจ” อ๋องกล่าว
ถึงเขาจะออกตัวเช่นนั้น หากปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งตัวตนและผลงานของอ๋องก็ถือเป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมต่อคนอื่น ๆ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะสนใจศิลปะการแสดงหรือไม่ และเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ในห้วงเวลานี้ ผมจึงชวนอ๋องมานั่งทบทวนเส้นทางชีวิตในฐานะศิลปินตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
และนี่คือเรื่องราวของเขา – อดีตเด็กหนุ่มที่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงกับการเป็นตัวของตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นความ Pride และออกเดินทางไปเฉิดฉายบนเวทีโลก

People said he wasn’t like any of the other boys.
อ๋องเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการย้อนอดีตถึงความรู้สึกอับอายในวัยเด็ก ทั้งจากความแตกต่างจากเด็กผู้ชายคนอื่น ๆ และแพสชันหรือความชอบส่วนตัวที่สังคมในยุคนั้นไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจอะไร
“ถึงเราจะรู้ตัวว่าชอบการฟ้อนรำมาตั้งแต่จำความได้ แต่ย้อนกลับไปสมัยนั้น ศิลปะแบบล้านนายังถูกมองว่าเป็นสิ่งล้าสมัยและน่าอาย ไม่มีใครมาเชิดชูหรือให้ความสำคัญเหมือนทุกวันนี้” เขาเริ่มเล่า
“เราเกิดที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา จำได้ว่าในช่วงยุคทศวรรษ 2520 เป็นยุคที่ศิลปะพื้นบ้านถูกมองด้วยสายตาเชิงดูถูกดูแคลน คนรุ่นเราจึงแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะที่ในชั่วโมงนาฏศิลป์ของโรงเรียนก็มีการเรียนการสอนเฉพาะการฟ้อนรำของภาคกลางจากกรุงเทพฯ และแม้เราจะโตมาในบ้านนอกที่ทุกคนอู้กำเมือง (พูดภาษาท้องถิ่น) แต่ถ้าไปอู้ในโรงเรียน เราก็จะโดนครูตีปาก” อ๋องย้อนความ
หากในทางกลับกัน ความที่อ๋องโตมาในสังคมชนบท เขาจึงมีโอกาสซึมซับวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนเฒ่าคนแก่ที่วนเวียนอยู่กับวัฒนธรรมล้านนา ประเพณีพื้นบ้าน วัตรปฏิบัติที่เชื่อมร้อยกับวัดที่ผู้คนในชุมชนศรัทธา ไปจนถึงการฟ้อนรำในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
“ตอนเรา 5 ขวบ แม่พาเราไปวัดที่ขณะนั้นมีชาวบ้านในชุมชนกำลังซ้อมฟ้อนรำในพิธีอะไรสักอย่างอยู่ เราก็ไปดูพวกเขาและลองทำตามดู รู้สึกสนุกมาก พอเรียนชั้นประถม ก็พบว่าแม้ท่าการฟ้อนรำในชั่วโมงนาฏศิลป์มันจะเป็นคนละรูปแบบกับที่เราเห็นในวัด แต่เราก็ชอบอยู่ดี ตอนนั้นแหละที่เรารู้แล้วว่าชอบการแสดง ชอบงานประดิดประดอย ไม่ได้ชอบเตะฟุตบอลแบบเด็กผู้ชายทั่วไป” เขาเล่า
“แต่นั่นล่ะ สมัยนั้นสังคมยังไม่เปิดเหมือนทุกวันนี้ เราจึงต้องปิดกั้นตัวตนของตัวเองมาตลอด และการฟ้อนรำคือหนทางเดียวของเราในการแสดงออก ซึ่งแน่นอน การเป็นเด็กผู้ชายที่ชอบสิ่งสวย ๆ งาม ๆ แบบนี้ ก็ทำให้เราถูกเพื่อนล้อหรือแกล้งอยู่เสมอ แต่ในทางกลับกัน เรากลับได้รับการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัว กระทั่งพ่อเราที่ไม่ค่อยสบายใจนักหรอกที่เห็นเราไปฟ้อนหน้าขบวนในพิธีต่าง ๆ หากมีครั้งหนึ่งเขาก็ยังซื้อสไบจากจังหวัดแพร่มาฝาก เพื่อให้เราใส่ไปร่วมขบวนฟ้อน”

หาใช่แค่การสนับสนุนจากครอบครัว ครูที่โรงเรียนก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดเส้นทางชีวิต อ๋องได้รับเลือกให้เป็นผู้นำแสดงบนเวทีตามงานต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมปลาย ทั้งยังได้รับการแนะนำให้ส่งพอร์ตโฟลิโอไปสมัครเรียนภาควิชาศิลปะไทยของคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันที่รวบรวมองค์ความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่อ๋องตามหา
ถ้าเธอชอบฟ้อนรำ เธอน่าจะสมัครเข้าเรียนที่นี่นะ – ครูแนะแนวที่โรงเรียนแนะนำ
ตอนนั้นตั้งใจไว้ไหมว่าจะเป็นช่างฟ้อนจริงจัง – ผมถาม
“ไม่เลย เราเรียนมาทางสายวิทย์ พ่อแม่ก็อยากให้เป็นหมอ เป็นครู หรือมีอาชีพที่มั่นคงอะไรแบบนั้น กระทั่งเราเองก็ไม่คิดว่างานด้านศิลปวัฒนธรรมจะเป็นอาชีพได้ แต่พอครูแนะนำให้ไปสมัครเรียนที่วิจิตรศิลป์ ซึ่งนั่นล่ะ เราชอบมันจริง ๆ และเราคิดว่าเราทำสิ่งนี้ได้ดี ก็เลยขอลองดูสักตั้ง” อ๋องตอบ


ช้างสะตน และวิถี พานิชพันธ์
จากการขอลองดูสักตั้ง เพียงไม่นาน อ๋องก็พบว่านั่นคือตัวเลือกที่ถูกต้อง
อ๋องผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียนที่ภาควิชาศิลปะไทย และตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มเรียน เขาก็พบกับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน อาจารย์ รุ่นพี่ และเพื่อน ๆ ที่หลงใหลในเรื่องเดียวกัน และสนุกที่จะได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ไปด้วยกัน
“จริงอยู่ที่เราเติบโตมากับวิถีชีวิตชนบทที่แวดล้อมด้วยศิลปวัฒนธรรมล้านนา แต่ตอนเด็ก ๆ เรามองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต และสิ่งนี้กลับไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจเมื่ออยู่ในโรงเรียน จนมาเข้าเรียนที่วิจิตรศิลป์ เราพบว่ามันมากกว่านั้น ผู้คนจากทั่วสารทิศมาที่นี่และสนุกกับการค้นคว้า แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเชิดชูเรื่องราวเหล่านี้ รวมถึงภูมิใจที่จะเปิดเผยความเป็นตัวของตัวเอง จากความชอบที่เราเก็บไว้กับตัวเองเงียบ ๆ ตอนเด็ก พอมาที่นี่เหมือนเราได้เจอเพื่อนจริง ๆ ที่ตามหามานาน” อ๋องกล่าว
อ๋องเข้าเรียนคณะวิจิตรศิลป์ใน พ.ศ. 2544 โดยก่อนหน้านั้นใน พ.ศ. 2539 เชียงใหม่มีอายุครบ 700 ปีพอดี นั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ นักประวัติศาสตร์ล้านนาคนสำคัญ และผู้ก่อตั้งภาควิชาศิลปะไทยของคณะวิจิตรศิลป์ รวมถึงเหล่าอาจารย์และนักวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรม ปราชญ์พื้นบ้าน สล่า ฯลฯ ร่วมกันฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง จนเกิดเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคม กลุ่มสล่าและศิลปิน และอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวที่มีศิลปวัฒนธรรมล้านนาเป็นจุดขายสำคัญ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลโดยตรงต่อภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ แต่ยังรวมถึงผู้คนรุ่นต่อมาที่เข้าถึงโอกาสและพื้นที่ในการแสดงออกและทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะกับเมืองเชียงใหม่หรือในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงในระดับต่างประเทศ
วง ‘ช้างสะตน’ ก่อตั้งใน พ.ศ. 2540 ถือเป็นหนึ่งในผลิตผลของช่วงเวลาดังกล่าวอันน่าภาคภูมิ ช้างสะตนคือวงดนตรีล้านนาร่วมสมัยที่เกิดจากการรวมตัวของคณะอาจารย์และนักศึกษาภาควิชาศิลปะไทย นำโดย ผศ.ธิติพล กันตีวงศ์ ผู้ชักชวนให้นักศึกษาปี 1 อย่างอ๋องไปร่วมเล่นเพอร์คัชชัน ก่อนเขาพบว่าอ๋องมีทักษะในการฟ้อนรำ จึงชวนให้ทดลองออกแบบท่าจินตลีลามาประกอบการแสดง ความสำเร็จของวงช้างสะตนไม่เพียงจะอยู่แค่ในระดับท้องถิ่น หากซุ่มเสียงที่แปลกใหม่ของดนตรีล้านนายังเข้าหูองค์กรด้านวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั่วโลก จนได้รับเชิญไปเปิดการแสดงในต่างประเทศมากมาย และนั่นทำให้อ๋องได้ร่วมวงตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตในต่างแดนตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา
“ช่วงทศวรรษ 2540 เป็นยุคที่ศิลปินแขนงต่าง ๆ ในเชียงใหม่เริ่มนำศิลปะล้านนามาพัฒนาให้มีความร่วมสมัย อย่างวงช้างสะตนที่ขยายพรมแดนจากเสียงดนตรีสู่ศิลปะการแสดง ทำให้เด็กอย่างเราทดลองประยุกต์ทักษะด้านการฟ้อนรำให้สอดรับไปกับท่วงทำนองใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก ขณะเดียวกัน พอมีโอกาสออกทัวร์ไปทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ เราก็พบว่าผู้คนจากที่ต่าง ๆ เขาตื่นตากับศิลปะที่เป็นมรดกของบ้านเรามากเลยนะ
“แล้วมันก็เหมือนกับที่ อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ บอกเสมอว่าศิลปะล้านนาที่รายล้อมพวกเราเนี่ย คือความ Exotic ซึ่งมีศักยภาพในระดับสากล ถ้าคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ และนำไปผสานกับความคิดสร้างสรรค์ สิ่งนี้จะสร้างอาชีพให้เราอย่างยั่งยืน” อ๋องกล่าว
นั่นล่ะ ตลอด 4 ปีในการเป็นนักศึกษาด้านศิลปะไทยที่คณะวิจิตรศิลป์ อ๋องไม่เพียงรื่นรมย์กับองค์ความรู้ใหม่ ๆ จากภูมิปัญญาเก่าก่อน เขายังพบว่าสิ่งที่เคยหลงใหลมาตั้งแต่วัยเด็กได้กลายมาเป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิตในฐานะศิลปินหลังจากนี้


จากล้านนาสู่เวทีโลก
หลังเรียนจบ อ๋องทำงานในตำแหน่งภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ภายในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ดาราเทวี ควบคู่ไปกับร่วมแสดงกับวงช้างสะตนในบางวาระ เขาเล่าว่าแม้จะมีรายได้จากการแสดงร่วมกับวง รวมถึงงานแสดงอื่น ๆ ร่วมกับช่างฟ้อนรุ่นพี่และเพื่อน ๆ อยู่บ้าง หากในเวลานั้นเขาก็ยังไม่คิดถึงการทำงานการแสดงในฐานะอาชีพอย่างจริงจัง กระทั่งเขาได้รับทุนไปเรียนด้านการฟ้อนรำชวาแบบดั้งเดิมจาก Institut Seni Indonesia (ISI) ณ เมืองโซโล (สุราการ์ตา) ประเทศอินโดนีเซีย จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเขาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
คุณมีพื้นฐานจากการฟ้อนแบบล้านนาและของไทย อะไรทำให้คุณสนใจไปเรียนรำของอินโดนีเซีย
เราไม่เคยปิดกั้นตัวเองว่าต้องเป็นช่างฟ้อนแบบไหน ก่อนหน้านี้เคยมีศิลปินจากบาหลีมาจัดเวิร์กช็อปการแสดงที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ เราก็ไปร่วมกับเขา พอเห็นว่าที่ ISI เปิดรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อไปเรียนศิลปะ ประกอบกับที่เราเริ่มอิ่มตัวกับงานเดิมก็เลยสมัครไป ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเมืองโซโลอยู่ที่ไหนบนแผนที่ ไปตายเอาดาบหน้าล้วน ๆ ไปเรียนภาษา เรียนวัฒนธรรม และการแสดงของเขา ทุกอย่างใหม่หมดสำหรับเรา แต่ความชอบในศิลปะการแสดงก็เชื่อมร้อยให้เราสนุกกับมัน จากเดิมที่เขาให้ทุนไปเรียนแค่ปีเดียว เราก็ทำเรื่องขอทุนต่ออีก สรุปไปอยู่ที่นั่นเกือบ 2 ปีได้
ก่อนหน้านี้คุณมีโอกาสไปแสดงในงานต่าง ๆ ในหลายประเทศ แต่นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษาศิลปะในต่างแดนเป็นเวลานาน คุณได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตช่วงนี้เป็นพิเศษ
เราเคยได้เรียนศิลปะการแสดงจากต่างประเทศมาบ้างแล้วสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางประเทศในแถบลุ่มน้ำโขงเป็นหลัก ที่อินโดนีเซียเราได้เรียนศิลปะการแสดงอีกแบบ ซึ่งมาพร้อมรากฐานทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมฮินดูด้วย สิ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษคือการมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับศิลปินจากชาติอื่น ๆ ที่มาเรียนร่วมกันกับเรา จึงได้ทั้งทักษะความรู้ใหม่ ๆ รวมถึงกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันของศิลปินแต่ละคน ที่สำคัญคือการเข้าถึงความหมายของท่วงท่าการฟ้อนรำอย่างลึกซึ้ง จากเดิมที่เราฟ้อนเพราะรู้สึกสนุกไปกับมัน พอได้กลับเชียงใหม่ เราก็เลยกลับมาค้นคว้าศาสตร์ของบ้านเราให้มากยิ่งขึ้นไปอีก


ได้รู้จักศิลปะของคนอื่น เพื่อกลับมาเรียนรู้ศิลปะของตัวเอง
เพราะเราอยากทำงานฟ้อนและกำกับการแสดงให้มีความร่วมสมัย แต่การจะทำแบบนั้นได้ พื้นฐานดั้งเดิมต้องแน่นเสียก่อน เรารู้แหละว่าฟ้อนแต่ละท้องถิ่นของล้านนาแตกต่างกันอย่างไร แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่แตกต่างนั้นน่ะมีความหมายอย่างไร
อะไรคือเสน่ห์ของการฟ้อนแบบล้านนา
สำหรับเรามันคืออิสระในการอิมโพรไวซ์ภายใต้แพตเทิร์นเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น แพตเทิร์นที่แตกต่างกันเหล่านี้เปิดโอกาสให้ช่างซอ (ผู้ขับร้องเพลงซอ – ผู้เรียบเรียง) และช่างฟ้อนด้นสดไปได้เรื่อย ๆ จนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเอง ยกตัวอย่างศิลปินที่เราชื่นชอบมาก ๆ อย่าง แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ท่านฟ้อนตามแพตเทิร์นที่เรียนมาจากพ่อครูแม่ครู แต่มีคาแรกเตอร์เฉพาะที่ท่านต่อยอดขึ้นมาเอง มีช่างฟ้อนสมัยใหม่พยายามเลียนแบบท่วงท่าของท่าน พวกเขาอาจทำได้เหมือน แต่ก็ไม่มีเสน่ห์เหมือนแม่ครู
การรักษาแพตเทิร์นและอิสระในการต่อยอดนี่แหละคือเสน่ห์สำคัญ มันแตกต่างจากการแสดงโขนของราชสำนักที่เขามีแบบแผนอันรัดกุม ผิดเพี้ยนไปจากขนบแทบไม่ได้ รูปแบบอันลื่นไหลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับศิลปะการแสดงอย่างเดียว ศิลปะแขนงอื่น ๆ ของล้านนามันก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือมีพื้นฐานเริ่มต้น ก่อนจะรับเอาองค์ความรู้จากที่ต่าง ๆ มาประยุกต์ และต่อยอดจนเป็นรูปแบบเฉพาะตัว
เข้าใจว่านี่เป็นการฟ้อนแบบพื้นบ้าน แต่เห็นว่าล้านนาก็มีการฟ้อนแบบราชสำนักด้วย มันแตกต่างมากน้อยยังไงครับ
จริง ๆ ก็แทบไม่ต่างกัน การฟ้อนแบบราชสำนักของเชียงใหม่ก็เกิดจากการผสมผสานเหมือนกัน บุคคลสำคัญที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา เราว่าท่านคือศิลปินร่วมสมัยคนแรกของล้านนาเลยนะ ท่านเป็นคนรวบรวมศาสตร์การฟ้อนพื้นบ้านแบบโบราณมาจัดระเบียบใหม่ ก่อนผสานเข้ากับแพตเทิร์นการรำของสยามโดยเฉพาะการฟ้อนเล็บ สังเกตจากฟุตเทจวิดีโอที่ท่านฟ้อนเล็บรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2469) เราเห็นช่างฟ้อนที่เป็นเจ้านายผู้ชายมีรูปแบบการฟ้อนกางปีกที่มีการอิมโพรไวซ์แตกต่างกันออกไป แต่เจ้านายผู้หญิงมีรูปแบบที่เกิดจากการจัดระเบียบชัดเจน การผสมผสานนี้ต่อมาก็กลายมาเป็นท่วงท่าการฟ้อนในแบบราชสำนัก และมีการสืบทอดผ่านวิทยาลัยนาฏศิลป์ในภาคเหนือ
พอยุคที่เจ้าในเชียงใหม่เสื่อมอำนาจลง ท่วงท่าเหล่านี้ก็กระจายไปตามวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยช่างฟ้อนแต่ละชุมชนก็ไปพัฒนาต่อจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่น ฟ้อนของชุมชนวัดพวกแต้ม วัดศรีเมืองยู้ และวัดศรีสุพรรณ นี่ยังไม่นับรวมการฟ้อนในจังหวัดอื่น ๆ อย่างน่าน ลำปาง หรือพะเยา ซึ่งก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปสอดรับกับท่วงทำนองเพลงของแต่ละท้องถิ่น
หลังจากกลับจากอินโดนีเซีย คุณตั้งเป้าจะเป็นศิลปินด้านการแสดงแบบเต็มเวลาเลยไหม
เราไม่ได้ตั้งเป้าหมาย แค่พบว่าเราถนัดในเรื่องนี้และมีโอกาสได้ทำงาน เราก็ทำไป ซึ่งจริง ๆ ก็กลายมาเป็นอาชีพของเราเรื่อยมานั่นแหละ พอกลับมาเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ. 2549 อาจารย์แวว (แววดาว ศิริสุข) อาจารย์เปิ้ล (ผศ.มาณพ มานะแซม) พี่เบียร์ (ธีรยุทธ นิลมูล) พี่ปุ๋ย (นลินฑา กิตติวรรณ) รวมถึงคนอื่น ๆ ชวนกันจัดเทศกาลศิลปะการแสดงชื่อ ‘นาฏยเปิงใจ’ ที่หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาชวนเราไปออกแบบการแสดงร่วมกับเขา ปีแรกเป็นการแสดงเพื่อระดมทุนไปบูรณะวัดที่เชียงตุง ต่อมาก็ตั้งใจทำให้เป็นเทศกาลประจำปีเลย ตอนนั้นพี่ ๆ แต่ละคนเขาตั้งกลุ่มการแสดงของตัวเองอยู่แล้ว และทุกคนก็คิดถึงการทำเธียเตอร์ของศิลปะการแสดงล้านนาในรูปแบบธุรกิจจริงจังขึ้นมา
แล้วเกิดขึ้นไหมครับ
จำได้ว่าทำอยู่ 7 – 8 ปีซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดี แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง พวกเราก็แยกย้ายกันไป มันอาจเร็วไปที่จะมีเธียเตอร์แบบนี้ แต่ในอีกมุม กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำเป็นอาชีพได้จริงจังเลยนะ เพราะเชียงใหม่และเมืองอื่น ๆ ในภาคเหนือ รวมถึงกรุงเทพฯ ก็ต่างมีอีเวนต์ที่ต้องการศิลปินไปออกแบบการแสดงอยู่เสมอ กลุ่มของพี่แววก็มีรูปแบบการแสดงร่วมสมัยที่ชัดเจน หรือกลุ่มสิปาน คอลเลคชั่น ของพี่เบียร์ ก็มีทั้งงานแสดงแบบ New Tradition มีทั้งงานออร์แกไนซ์ และงานออกแบบเครื่องแต่งกายด้วย
ที่ผ่านมาเราก็ได้รับชวนไปร่วมแสดงกับกลุ่มของพี่ ๆ เหล่านี้ เช่นเดียวกับช่างฟ้อนท่านอื่น ๆ แสดงในประเทศและต่างประเทศหมุนเวียนกันไปจนถึงทุกวันนี้ ถือเป็นรายได้หลักของเรา ควบคู่ไปกับการเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย
แล้วกลุ่มคำผา แดนซ์ ของคุณมาตอนไหน
กว่าจะเริ่มได้ก็นานอยู่เหมือนกัน เราไปเรียนการแสดงต่อที่เกียวโต (ทุน Nippon Foundation’s Asia Pacific Intellectuals) พ.ศ. 2554 แล้วก็กลับมารับงานออกแบบการแสดงในชื่อของเราบ้าง กว่าจะตั้งกลุ่มคำผา แดนซ์ จริง ๆ น่าจะ พ.ศ. 2558 ตอนนั้นเราได้รับเชิญไปร่วมเทศกาล Ring Ring Festival ที่สหรัฐอเมริกา ผู้จัดเขาขอให้ส่งชื่อกลุ่ม เราก็เลยใช้นามสกุลตัวเอง (คำผา) ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ใช่กลุ่มอะไรหรอก มีเราคนเดียว (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อการแสดงที่เราออกแบบเรื่อยมา มีชวนเพื่อน ๆ น้อง ๆ มาร่วมแสดงบ้าง
กลายเป็นอาชีพจริงจังไปเลย
เราทำ ‘คำผา แดนซ์’ ในฐานะโปรเจกต์ศิลปะส่วนตัว แบบที่ต้องเขียน Proposal ไปขอทุนมาออกแบบและทำการแสดงเหมือนทำภาพยนตร์ ถ้าโปรเจกต์ผ่าน เราก็ได้ทำ ขณะเดียวกันเราก็รับงานจ้างอย่างไปร่วมแสดงกับกลุ่มเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ตามอีเวนต์ต่างๆ ด้วย เหมือนมีงาน 2 แบบคืองานส่วนตัวกับงานรับจ้าง แต่หลัก ๆ ช่างฟ้อนก็เป็นอาชีพจริงจังได้แหละ ข้อดี คือพอเราได้ร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ๆ ที่หลากหลาย เราก็ได้เรียนรู้เทคนิคและมุมมองใหม่ ๆ จากพวกเขาด้วย ก็แลกเปลี่ยนกันมาปรับใช้
คุณอธิบายเทคนิคการแสดงของคำผา แดนซ์ อย่างไร
เราคิดว่ามันคือการผสมผสาน อย่างแรกเราเรียนศิลปะมา เลยคิดถึงการใช้สื่อศิลปะหรือ Art Object มาเป็นองค์ประกอบ หรือใช้วัสดุอื่น ๆ มาสร้างความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ขณะเดียวกัน เราก็พยายามประยุกต์ดนตรีสมัยใหม่เข้ามาผสานกับดนตรีล้านนา เรานำเสนอไอเดียให้คนทำเพลงไปพัฒนาต่อและหาวิธีผสานภาพ ท่วงท่าการฟ้อน และเสียงเข้าด้วยกัน ส่วนเนื้อหาก็ขึ้นอยู่กับโจทย์ของแต่ละโครงการ หรือถ้าไม่มีโจทย์ เราก็จะเล่าจากบริบทส่วนตัวเป็นหลัก อย่างงานชุด ‘Me’ กระผม ก็เป็นเรื่องของเราโดยตรง

จำกัดตัวเองไหมว่าคำผา แดนซ์ ต้องเป็นการแสดงแบบล้านนาร่วมสมัย
ไม่ได้เข้มงวดกับทิศทางขนาดนั้น ด้วยความที่เราผูกพันกับศิลปะและวัฒนธรรมล้านนาด้วยแหละ มันเลยเป็นไปเองอย่างอัตโนมัติ ปีที่แล้วเราเอาเพลง ทรงอย่างแบด ของวง Paper Planes ไปเรียบเรียงใหม่ และออกแบบการแสดงเป็นชาวนาที่กำลังตำข้าวรับไปกับจังหวะไปทำการแสดงที่พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ (สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ไอเดียเราคือการเต้นรับไปกับจังหวะเพลง แต่องค์ประกอบก็มีความเป็นล้านนาอยู่ดี
ช่วง พ.ศ. 2560 เรากับพี่แววดาวได้รับเชิญไปร่วมแสดงในโปรเจกต์ มหาภารตะ (The Rayamana) ที่โตเกียว โปรเจกต์นั้นจะเป็นการรวมศิลปินการแสดงในเอเชียมาแสดงร่วมกัน ผู้กำกับเขาก็ค่อนข้างเปิดให้เราออกแบบท่าเต้นของเราได้ เราก็ยังใส่ฟ้อนแบบล้านนาเข้าไปผสมด้วย นั่นล่ะมันเป็นไปเอง


Neo Lanna
นับตั้งแต่อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ก่อตั้งภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2526 และมีการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ทั้งหมดใน พ.ศ. 2539 รับไปกับการเฉลิมฉลองวาระครบ 700 ปีเมืองเชียงใหม่ คำว่า Neo Lanna ที่อาจารย์วิถีตั้งขึ้น กลายมาเป็นนิยามใหม่ที่เป็นที่คุ้นหูในแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน นิยามดังกล่าวปรากฏอย่างเป็นทางการในวิทยานิพนธ์ของ อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ ใน พ.ศ. 2549 ที่ชื่อว่า ‘แนวคิดการฟ้อนล้านนาแบบใหม่’ (Principles of Neo Lanna Dance) ที่ศึกษาวิธีการฟ้อนล้านนาของอาจารย์วิถีในช่วง พ.ศ. 2530 ทั้งนี้ ในฐานะลูกศิษย์ของอาจารย์วิถี อ๋องยังใช้คำนี้เป็นดังเสาหลักของรูปแบบการแสดงที่เขาออกแบบ รวมถึงยังใช้เป็นชื่อเวิร์กช็อปและงานแสดงอย่าง Neo Lanna Matinee ใน พ.ศ. 2566
ในฐานะที่อ๋องเติบโตมากับ Traditional Lanna และสร้างชื่อกับงานร่วมสมัยแบบ Neo Lanna ในบทสุดท้าย เราจึงชวนเขาคุยถึงสถานะของ Neo Lanna ในปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสความสนใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ตั้งแต่มี TikTok หรือพวกคลิปวิดีโอสั้น ๆ เร็ว ๆ อย่างในทุกวันนี้ คุณพบว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อความสนใจในศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่มีจังหวะค่อนข้างเนิบช้าและต้องใช้เวลาในการรับชมค่อนข้างมากบ้างไหม
เราคิดว่ามันเอาไปเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ถามว่าคนรุ่นใหม่สนใจน้อยลงไหม อันนี้เรายังไม่เห็นข้อมูลตัดสิน แต่จริง ๆ แล้วความสนใจในเรื่องศิลปะการแสดงก็ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มมาตั้งแต่ไหน
ถ้ามองในแวดวงการศึกษาก็ยังพบว่ามีคนรุ่นใหม่มาเรียนนาฏยศิลป์อย่างต่อเนื่องอยู่นะ และดูเหมือนว่าในช่วงหลัง ๆ วิทยาลัยนาฏศิลป์หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ก็มีการศึกษาวิจัยและการจัดแสดงที่เข้มข้นและโดดเด่นมากกว่าภาควิชาศิลปะไทยของคณะวิจิตรศิลป์ด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน งานศิลปะเหล่านี้ก็ยังเป็นที่ต้องการรับไปกับสถานะเมืองท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมของเชียงใหม่อยู่ด้วย รวมถึงการแสดงจากบ้านเราก็ยังเป็นที่ต้องการในต่างประเทศ จริงอยู่มันอาจไม่ใช่การแสดงหรือความบันเทิงในรสนิยมกระแสหลัก แต่เราก็คิดว่ามันยังมีที่ทางมากพอสมควร
ตอนกลับจากอินโดนีเซียใหม่ ๆ คุณกับศิลปินช่างฟ้อนรุ่นพี่เคยคิดกันว่าอยากทำให้ศิลปะการแสดงมีรูปแบบของคณะละครอาชีพแบบในต่างประเทศ เมื่อพิจารณาจากบริบทในทุกวันนี้ จะมีโอกาสเป็นไปได้ไหมในเชียงใหม่
เราคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ แต่อาจไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ ซึ่งถ้าเป็นไปได้จริงก็คงช่วยเรื่องความยั่งยืนด้านอาชีพและการสืบทอดศิลปะการแสดงได้มาก อย่างไรก็ดี มันก็ยังต้องการการสนับสนุนจากปัจจัยอื่น ๆ อยู่มาก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงการสร้างความสนใจในหมู่ผู้ชมส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่นับการแสดงให้ภาคเอกชนหรือภาครัฐตามอีเวนต์ต่าง ๆ จริง ๆ แล้วศิลปินการแสดงในต่างประเทศหลายกลุ่มก็ยังต้องดิ้นรนกันพอสมควรไม่ต่างจากบ้านเรา ศิลปินในต่างประเทศก็ยังคงต้องเขียน Proposal ไปขอทุนจากหน่วยงานเพื่อมาทำการแสดง หรือในญี่ปุ่นถ้าไม่นับคณะละครที่มีชื่อระดับโลกอย่าง The Tokyo Ballet สมาชิกในคณะอื่น ๆ ก็ยังเป็นการรวมตัวของศิลปินที่มีงานหลักหรือมีอีกอาชีพหนึ่ง หรือต้องหมุนเวียนไปร่วมแสดงตามโชว์ต่าง ๆ ของกลุ่มอื่น ๆ แบบที่เราทำอยู่
แล้วถ้าในระดับประเทศล่ะ เรามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน
เท่าที่เราทราบ น่าจะมี Pichet Klunchun Dance Company ของ คุณพิเชษฐ กลั่นชื่น ที่เป็นกลุ่มเดียวที่มีรูปแบบบริษัท ซึ่งรูปแบบการจัดการของเขาเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ เขาแทบไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเลยนะ แต่ความที่รูปแบบการแสดงซึ่งมีทั้งแก่นแกนแบบไทย ความร่วมสมัย และความเป็นสากล ผลงานของเขาจึงมีชื่อเสียงในระดับโลก และมีโชว์ในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายของการเป็นศิลปินด้านการแสดงของคุณคืออะไร
ลึก ๆ ก็อยากให้สิ่งนี้เป็นอาชีพในเชิงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ขึ้นมาจริง ๆ แหละ แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว (นิ่งคิด) เรื่องความรวยน่าจะตัดออกเป็นอย่างแรก เราอยากถ่ายทอดและส่งต่อให้คนรุ่นใหม่มากกว่า อาจไม่เยอะ แต่เราก็อยากเห็นคนที่สนใจจริง ๆ ได้พัฒนาผลงานไปสู่รูปแบบเฉพาะตัวของเขา หลัง ๆ เราเลยหันมาทำเวิร์กช็อปหรือทำการสอนบ่อยขึ้นเพราะอยากให้เขามีพื้นที่หรือมีโอกาสได้ทำงาน ซึ่งมันก็ย้อนกลับมาที่เป้าหมายลึก ๆ ของเรา ถ้ามีคนเก่ง ๆ และมีความสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่และน่าสนใจมากขึ้น บ้านเราอาจมีระบบนิเวศมารองรับจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมขึ้นมาได้
คุณมองว่ากระแส Neo Lanna จะเดินต่อไปในทิศทางไหน
เราคิดว่ามันน่าสนใจมากที่กระแสนี้มันดูอิ่มตัวในเชียงใหม่ แต่กลับไปเติบโตที่อื่นนอกภาคเหนือ เช่นมันไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันที่สอนนาฏศิลป์ในจังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะในภาคอีสานที่เริ่มโดดเด่นขึ้นมา ขณะเดียวกัน ด้วยปัจจัยหลายอย่าง งานศิลปะการแสดงท้องถิ่นจะได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากขึ้น รวมถึงมีการต่อยอดให้มีความร่วมสมัยมากขึ้นด้วย

หมายถึงว่าสถาบันทางนาฏศิลป์ในภูมิภาคอื่น ๆ เขาก็เรียนการฟ้อนแบบล้านนาด้วยเหรอครับ
ไม่เชิงครับ เราคิดว่าเขาก็มีหลักสูตรของสถาบันเขา แต่ที่ว่ากระแสนี้มันไปโดดเด่นในที่อื่น ภูมิภาคอื่น เราว่าน่าจะเป็นเรื่องขององค์ความรู้แบบ Neo Lanna ที่สอนให้เรารู้ลึกถึงรากวัฒนธรรมของตัวเองและนำไปต่อยอด สร้างสรรค์สิ่งใหม่ มันเป็นที่ยอมรับและนำไปปรับใช้กับท้องถิ่นหรือภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่างฟ้อนอย่างเดียว นักดนตรี คนออกแบบเครื่องแต่งกาย คนทำเครื่องประดับสำหรับช่างฟ้อนก็ได้อานิสงส์เรื่องนี้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก ๆ
เราจะได้เห็นโชว์ชุดใหม่ของคำผา แดนซ์ ในเร็ว ๆ นี้บ้างไหม
เรากำลังเขียน Proposal อยู่ เราสนใจเรื่องการฟ้อนเพื่อการบำบัด ซึ่งเกิดจากงานชุดก่อนที่เราได้ทุนไปทำเวิร์กช็อปจาก สศร. (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม) มันมีมูฟเมนต์หนึ่งที่ทำให้เรากลับมาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และพอได้คุยกับคนที่มาร่วมโครงการกับเรามากขึ้น เราก็คิดถึงการนำการฟ้อนมาเป็นเครื่องมือในการบำบัดจิตใจให้กับผู้ฟ้อน อาจไม่ใช่ในเชิงศาสตร์จริงจังและก็ไม่เชิงเป็นการแสดงแบบที่ผ่านมา แต่เป็นวิธีการสำรวจความคิดและความต้องการของตัวเองผ่านท่วงท่าและดนตรี ตั้งชื่อไว้ว่า Lanna Dance for Healing ถ้าเกิดขึ้นได้จริง คงน่าตื่นเต้นไม่น้อย
ในฐานะที่คุณเป็นทั้งช่างฟ้อนร่วมสมัยและครูสอนศิลปะการแสดง คุณมีวิธีบอกคนรุ่นใหม่ที่มาเรียนกับคุณให้สนใจเรียนรู้ศิลปะการแสดงแบบประเพณีที่เป็นพื้นฐานดั้งเดิมก่อนอย่างไร
จริง ๆ แทบไม่ต้องบอกเลยล่ะ เพราะถ้าคนที่อยากเรียนรู้ เขาก็ต้องมีความสนใจในการฟ้อนแบบประเพณี และมีพื้นฐานมาก่อนอยู่แล้ว มีเด็กหลายคนไปเรียนศิลปะการแสดงล้านนาที่ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ไปเรียนฟ้อนเจิง (ฟ้อนดาบ) กับ ครูนิก (ศรันย์ สุวรรณโชติ) รวมถึงพ่อครูแม่ครูท่านอื่น ๆ หน้าที่ของเราจึงเป็นแค่การนำเสนอเทคนิคหรือวิธีคิดให้เขาไปต่อยอดทดลองทำ
ในทางกลับกัน พอเห็นคนรุ่นใหม่เขาลองอิมโพรไวซ์การแสดงอย่างอิสระ และมันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้เยอะ บางทีเราก็กลับรู้สึกขัดหูขัดตาเสียอย่างนั้น กลายมาเป็นว่าเรามีความอนุรักษนิยมเฉยเลย (หัวเราะ) แต่สิ่งนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะสมัยที่เราเริ่มสร้างงานก็น่าจะขัดหูขัดตาพ่อครูแม่ครูอยู่พอสมควร หรือกระทั่งในยุคที่อาจารย์วิถียังหนุ่ม ๆ แกก็โดนคนรุ่นก่อนหน้าวิจารณ์เยอะ เราคิดว่านี่เป็นธรรมชาติของศิลปะที่มันต้องพัฒนา ขัดแย้งกับมุมมองของคนยุคก่อนอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
สรุปว่าไม่ติดใจใช่ไหมที่ผลลัพธ์ของสิ่งที่เราสอนจะแตกต่างจากที่คิดไว้
ไม่เลย มันควรต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว มรดกจากองค์ความรู้ดั้งเดิมคือสิ่งที่เราให้ความเคารพ แต่การทำให้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาเติบโตและมีชีวิตชีวาอยู่ได้ คือการทำให้มันสอดคล้องกับยุคสมัย ความร่วมสมัยคือสิ่งนี้
















