5 มีนาคม 2025
855

คอลัมน์อ่านอร่อยคราวที่แล้ว ซือเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเชฟ Nobuyuki Matsuhisa และจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าสู่อาชีพเชฟซูชิ สำหรับตอนนี้จะขอเล่าต่อถึงความพลิกผันที่สำคัญในชีวิตของเชฟโนบุ เพราะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของลูกผสมแสนอร่อยระหว่างอาหารญี่ปุ่นกับอาหารเปรู ซึ่งยังคงได้รับความนิยมจนทุกวันนี้ การันตีจากการที่ร้าน Nobu ยังคงเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเมืองใหญ่ทั่วโลกและยังได้รับความนิยมจากนักกินอยู่ค่ะ

ย้อนกลับไปสมัยที่เชฟโนบุยังเป็นเชฟหนุ่มน้อยและทำงานอยู่ที่ร้าน Matsuei-sushi ลูกค้าประจำคนหนึ่งคือ Teruo Nishimura แนะนำให้โนบุรู้จักกับ Luis Matsufuji นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น-เปรู ที่รุ่นพ่อแม่ทำกิจการปลูกพริกไทยดำจนร่ำรวยอยู่ที่เปรู 

Luis ชอบเล่าเรื่องประเทศเปรูให้โนบุฟัง แล้ววันหนึ่งก็ชวนง่าย ๆ ว่า “ไปเปิดร้านซูชิด้วยกันที่เปรูเถอะ”

โนบุตัดสินใจรับปาก เขาเล่าว่าถ้าตัดสินใจไป ก็จะเป็นโอกาสให้ได้เดินทางเหมือนที่พ่อเขาเคยทำ และได้เป็นเชฟซูชิไปด้วย เขาจึงปรึกษาเจ้าของร้าน Matsuei-sushi ที่ถือเป็นผู้มีพระคุณ เจ้าของร้านเห็นดีเห็นงามด้วยและแนะนำให้หนุ่มน้อยโนบุไปลองเสี่ยงโชคดู โนบุจึงบินไปเปรูคนเดียวก่อนเพื่อไปดูลาดเลา 

กรุงลิมา เมืองหลวงของเปรูในสมัยนั้นมีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่แค่ราว 3 – 4 ร้าน โนบุลองไปทำงานที่ร้านซูชิชื่อ Tokyo Sushi ปรากฏว่าฝีมือของเขาดีกว่าเชฟในร้านมาก แม้ว่าปลาที่ร้านใช้จะเป็นปลาที่โนบุไม่รู้จักเลย แต่เขามั่นใจว่าจะเปิดร้านได้

โนบุจึงกลับญี่ปุ่นมาแต่งงานกับ โยโกะ แฟนสาว และเตรียมจะย้ายไปอยู่เปรูด้วยกัน 

แม่ของโนบุได้ข่าวปุ๊บก็ตกอกตกใจ รีบมาที่อะพาร์ตเมนต์ลูกชาย คุกเข่ากอดขาโนบุ ร้องห่มร้องไห้พลางขอร้องไม่ให้เขาไป เพราะตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยกครอบครัวหนีไปทวีปอเมริกาใต้และไม่ได้กลับมาญี่ปุ่นอีกเลย แม่ของโนบุจึงเกรงว่าจะไม่ได้เห็นหน้าลูกชายอีก

แต่สุดท้ายแล้วโนบุอ้อนวอนจนแม่ยอมให้ไปจนได้ เชฟหนุ่มไฟแรงพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นใหม่ในประเทศไกลโพ้นที่คนยังไม่ค่อยรู้จักซูชิ โนบุพร้อมภรรยาซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไปเปรูในปี 1972

เชฟโนบุ (ขวา) กับคุณ Nakane เจ้าของร้าน Matsuei

คุณ Nakane เจ้าของร้าน Matsuei-sushi ที่คงรักโนบุเหมือนลูกชาย มอบ Noren หรือผ้าม่านกั้นประตูแบบญี่ปุ่นปักคำว่า ‘Peru Lima Matsuei-sushi’ ให้โนบุนำติดตัวไปเปรูด้วย ซึ่งเขาซาบซึ้งใจมากที่ได้ใช้ชื่อร้าน เพราะแสดงว่าเจ้าของร้านมีความเชื่อมั่นในตัวเขามาก Luis Matsufuji ผู้ชักชวนโนบุมาทำงานที่เปรูก็ให้การดูแลอย่างดี 

เขากับ Luis ทำร้าน Matsuei-sushi ขึ้นมา รับลูกค้าได้ราว 100 คน มีซูชิบาร์ที่นั่งได้ 12 ที่ โนบุกับโยโกะภรรยาใช้ชีวิตอยู่ด้านบนของร้านนั่นเอง

นี่คือการเป็นเจ้าของร้านครั้งแรกในชีวิตของโนบุ เขายอมรับว่าแม้จะมั่นใจในฝีมือทำซูชิ แต่เรื่องทำร้านให้อยู่รอดก็แอบกังวลอยู่ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ตรง เคยแต่เป็นลูกจ้าง

“แต่ผมยังมองโลกในแง่ดีนะ เศรษฐกิจเปรูในตอนนั้นไปได้ดี มีบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งมาเปิดสาขาที่นี่ ตอนนั้นลูกค้าหลักของเราก็คือเหล่านักธุรกิจญี่ปุ่นนี่แหละ รวมถึงลูกค้าที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-เปรูก็มาอุดหนุนเยอะ ร้านเราขายดีทีเดียว” โนบุเล่าไว้เช่นนี้

ร้าน Matsuei-sushi ที่ลิมา เปรู

โนบุชวนเพื่อนเชฟชาวญี่ปุ่นมาทำงานด้วยกันอีก 2 คน ทั้ง 2 คนเป็นเชฟก็จริงแต่ไม่เคยทำซูชิมาก่อน คนหนึ่งเป็นเชฟของสายการบิน Japan Airlines อีกคนหนึ่งเป็นเชฟร้านอาหารประเภท Chazuke หรือข้าวแช่น้ำชา โนบุจึงต้องรับบทครูสอนเพื่อนให้ทำซูชิ

อีกอุปสรรคหนึ่งคือโนบุพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาสเปนไม่ได้เลย จึงสื่อสารกับพนักงานร้านที่เป็นชาวเปรูยากมาก แต่เขาพยายามเรียน โนบุเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาเตรียมของอยู่ในครัวชั้น 2 ของร้านและต้องใช้ถาดไม้ไผ่ที่อยู่ชั้น 1 เขามองลงมาเห็นถาดไม้ไผ่ แต่สั่งไม่ถูกเพราะไม่รู้คำศัพท์ ต้องวิ่งลงมาแล้วถามว่า “นี่เรียกว่าอะไร” พนักงานตอบว่า Canasta ครั้งต่อไปเขาจึงสั่งได้ และค่อย ๆ เรียนคำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยวิธีนี้

เชฟโนบุ (ซ้ายสุด) ที่ร้านในเปรู

โนบุเล่าว่า เขารู้จัก ‘ผักชี’ ครั้งแรกก็ที่เปรูนี่เอง ตอนแรกเขากินไม่ได้เลยเพราะรู้สึกว่ากลิ่นแรงมาก

แต่เพราะผักชีเป็นผักยอดนิยมในครัวเปรู โนบุจึงพยายามหาวิธีปรุงหลาย ๆ อย่าง เขาเริ่มจากใส่ผักชีนิดหน่อยลงในซุปใส แล้วค่อย ๆ ลามไปเมนูอื่น ๆ ปรุงไปปรุงมาโนบุยอมรับว่าเขาเริ่มชอบผักชี และทุกวันนี้ผักชีกลายเป็นเครื่องปรุงสำคัญที่ขาดไม่ได้ในหลายเมนูของร้าน Nobu

โนบุเล่าว่า ในกรุงลิมาสมัยนั้นหาวัตถุดิบดี ๆ ไม่ยากเลย แต่เวลาไปซื้อของในตลาดจะไม่มีราคาติด ต้องต่อราคากับพ่อค้าเอาเอง โนบุต้องพยายามต่อให้ได้ราคาถูกที่สุด

กิจการร้านดำเนินไปได้ค่อนข้างดี โนบุย้ายไปอยู่อะพาร์ตเมนต์ที่ใหญ่ขึ้น ภรรยาของเขาตั้งท้องลูกสาวคนโต เมื่อคลอด โนบุก็รับแม่ของเขามาช่วยเลี้ยงหลาน เป็นเวลาแห่งความสุข

แต่ความสุขดังกล่าวดำเนินอยู่เพียง 3 ปี คืนหนึ่ง Luis นักธุรกิจที่ทาบทามโนบุให้ย้ายจากญี่ปุ่นมาเปิดร้านที่นี่เรียกเขาไปคุยกับหุ้นส่วนกลางวงเหล้า 

คืนนั้นโนบุทะเลาะกับหุ้นส่วนเพราะหุ้นส่วนต้องการได้กำไรมาก ๆ จึงให้ใช้วัตถุดิบราคาถูกลง แต่โนบุไม่ยอม 

โนบุยืนยันที่จะใช้วัตถุดิบดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ แล้วตั้งราคาที่เหมาะสม เขายืนยันว่าต้องไม่ลดคุณภาพวัตถุดิบ เพราะลูกค้าคือนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เดินทางบ่อย กินของดี ๆ มามากทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ จะให้เขาเสิร์ฟวัตถุดิบเกรดต่ำได้อย่างไร

คืนนั้นหุ้นส่วนและโนบุจึงทะเลาะกันใหญ่โต โนบุประกาศกลางวงว่าเขาจะลาออก

แต่โนบุมีภรรยาและลูกที่ต้องเลี้ยงดู คราวนี้จะทำอย่างไรเมื่อตกงานในต่างแดน

โนบุตัดสินใจปรึกษา Teruo Nishimura คนเดิมที่แนะนำให้เขารู้จักกับ Luis จนได้มาเปรู คุณ Nishimura แนะนำเขาให้กับร้านอาหารญี่ปุ่น Mikado ในอาร์เจนตินา

โนบุพร้อมภรรยาและลูกน้อยแพ็กกระเป๋าอีกครั้ง มุ่งหน้าไปอาร์เจนตินาทันที

แต่ชีวิตไม่ได้สวยงามอย่างที่หวัง โนบุเล่าว่า ร้าน Mikado ขายไม่ค่อยดี ลูกค้าเข้าเพียงวันละไม่กี่โต๊ะ ชาวอาร์เจนตินากินข้าวเย็นกันดึกราว 3 หรือ 4 ทุ่ม และมักจะนั่งนานมาก แถมประเทศนี้ยังนิยมกินเนื้อวัวมากกว่ากินปลา เพราะเนื้อวัวถูกกว่ามาก 

เมื่อไม่ค่อยมีลูกค้า โนบุจึงมีเวลาว่างเหลือเฟือ เขาใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า และใช้เวลากับครอบครัว เขามีเวลาว่างมากพอที่จะไปตกปลาและพาลูกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ

เชฟโนบุกับภรรยาและลูกสาวคนโต

แต่ตอนนั้นโนบุอายุเพียง 20 กว่า ๆ เขาไม่มีความสุขและอยากทำงานให้มากกว่านี้ เมื่อภรรยาตั้งท้องลูกคนที่ 2 โนบุก็เริ่มกังวลหนักว่าจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไรดี โนบุไม่มีทางเลือก เขาตัดสินใจย้ายครอบครัวกลับญี่ปุ่นหลังจากมานานถึง 4 ปี เขาเล่าว่ารู้สึกอับอายมากเพราะจากญี่ปุ่นมาด้วยความฝันเต็มเปี่ยม เพียงเพื่อจะต้องกลับมาพร้อมความล้มเหลว

โนบุพยายามติดต่อเพื่อนเก่า ๆ แต่ทุกคนบ่ายเบี่ยงเพราะกลัวว่าเขาจะขอยืมเงิน โนบุรู้สึกหมดหวัง เขาพยายามหางานทำในร้านซูชิไปทั่วแต่อยู่ได้ไม่นานเพราะไม่ชอบที่จะต้องถูกจิกหัวใช้

ยังโชคดีอยู่ว่าเพื่อนสมัยเด็กของเขาคนหนึ่งลงทุนเปิดร้านซูชิและชวนให้โนบุไปทำงานด้วย แม้จะต้องเดินทางไปทำงานอีกเมืองหนึ่ง แต่โนบุก็กัดฟันทน เขากล่าวว่าแม้ตอนนี้จะยากจน แต่เขาไม่คิดถึงชีวิตที่สุขสบายสมัยทำงานอยู่ที่เปรูเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม โนบุอดรู้สึกขมขื่นไม่ได้ที่เหมือนความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นเชฟซูชิกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา 

จุดเปลี่ยนชีวิตเข้ามาอีกครั้งเมื่อโนบุได้รับข้อเสนอให้ไปช่วยเปิดร้านซูชิชื่อ Kioi ที่อลาสกา โนบุขอร้องภรรยาว่าเขาต้องไปจากญี่ปุ่นเพราะรู้สึกหมดหวังและอับอายเหลือเกิน เพื่อน ๆ ก็ไม่มีใครอยากคุยด้วย การไปอลาสกาอาจเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ 

โนบุอ้อนวอนภรรยาขอโอกาสลองอีกครั้งที่อลาสกา และยืมเงินคนรู้จักเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินไปคนเดียว เมื่อไปถึง ร้านยังไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ 6 เดือนแรกแทนที่จะจับมีดแล่ปลา โนบุต้องจับเลื่อยถือค้อนเพื่อสร้างร้าน แต่เมื่อร้านเสร็จ กิจการดำเนินไปได้ดี โนบุรับภรรยาและลูกมาอยู่ด้วยและเริ่มมีความหวังกับชีวิตขึ้นบ้าง

หลังวันขอบคุณพระเจ้า โนบุปิดร้านแล้วก็กลับบ้าน นี่คือวันหยุดครั้งแรกของเขาตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความมืด

“รีบมาเร็ว!” หุ้นส่วนของเขานั่นเอง “ร้านเราไฟไหม้!!”

โนบุเล่าว่าตอนแรกเขาคิดว่าหุ้นส่วนคงอำเล่น แต่พอถลันออกมานอกบ้านและมองไปทางร้านก็เห็นว่าฟ้าแดงฉานไปหมด 

ช่วงนั้นในกรุงแองเคอเรจหิมะกำลังตกหนัก โนบุรีบขับรถไปดูและแทบไม่เชื่อสายตา ร้านเพิ่งเปิดได้ 55 วันเท่านั้น แต่ตอนนี้ร้านกลายเป็นทะเลเพลิง หิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักละลายหมดเหนือกองเพลิง เขายืนตะลึงตัวแข็งมองตัวร้านที่กำลังไหม้และถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา

โนบุเล่าไว้ว่า ณ เวลานั้นเขารู้สึกว่าชีวิตจบสิ้นแล้ว อยากฆ่าตัวตายให้มันจบ แต่เป็นโยโกะ ภรรยาของเขานั่นเองที่คอยให้กำลังใจโนบุไม่ห่าง เสียงหัวเราะไร้เดียงสาของลูก ๆ ที่ยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องไฟไหม้แต่ดีใจที่เห็นพ่อกลับบ้านทำให้เขากัดฟันสู้ใหม่ 

โนบุพยายามบอกตัวเองว่า ภรรยายังอยู่เคียงข้าง ลูก ๆ ยังแข็งแรงดีและมีความสุข แม้เขาจะสิ้นหวังเพียงใดแต่ก็จะสู้ต่อไปทีละวัน

เขาเล่าไว้ว่า ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ก็ยังรู้สึกขวัญผวาอยู่เสมอ แต่คิดว่าการสูญเสียครั้งใหญ่นั้นในขณะที่อายุเพียง 20 กว่าปีทำให้เขายิ่งเป็นคนสมถะ และยึดมั่นอยู่กับหลักการที่ว่า ทำอาหารให้ดี บริการลูกค้าให้ดี ไม่ใช่เพื่อให้ได้เงินมาก ๆ หรือเพื่อเปิดร้านมากมายหลายสาขา แต่เพื่อทำให้ลูกค้ามีความสุข

หลังจากร้านถูกไฟไหม้หมด โนบุยังคงคิดจะอยู่สู้ที่อลาสกาต่อไป แต่ปรากฏว่าหุ้นส่วนของเขากลับไม่จ่ายค่าต่อวีซ่าให้ โนบุจึงอยู่ที่นั่นต่อไม่ได้ แต่ก็ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อตั๋วกลับญี่ปุ่น โนบุโทรหาเชฟซูชิที่รู้จักในลอสแอนเจลิสที่ตอบรับให้เขามาทำงานด้วยทันที แต่จะไปอย่างไรในเมื่อไม่มีเงินซื้อตั๋ว

โชคยังเข้าข้างเขาอยู่บ้างเมื่อเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Ko Ishizu เป็นนักบินของสายการบิน Japan Airlines ซื้อตั๋วเครื่องบิน 4 ใบให้พร้อมเงินติดกระเป๋า 500 เหรียญฯ โนบุบอกว่าเขาเป็นหนี้เพื่อนคนนี้ด้วยชีวิต

โนบุกัดฟันข่มความผิดหวังและพาครอบครัวกลับไปตั้งหลักที่ญี่ปุ่น ตัวเขาเองบินไปสหรัฐอเมริกาเพียงคนเดียว มีเพียงตั๋วเครื่องบินและเงินติดตัวอีก 25 เหรียญฯ

เชฟโนบุที่ร้านในลอสแอนเจลิส

ที่นครลอสแอนเจลิส โนบุทำงานที่ร้านซูชิชื่อ Mitsuwa รับหน้าที่ดูแลซูชิบาร์ขนาด 6 ที่นั่ง ตอนนั้นเขายังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่การที่ได้ภาษาสเปนติดตัวมาจากเปรูทำให้เขาพอสื่อสารกับลูกค้าในลอสแอนเจลิสได้บ้าง และกลายเป็นว่าลูกค้าบอกต่อ ๆ กันว่าเชฟซูชิร้านนี้พูดภาษาสเปนได้ (เพราะยุคนั้นไม่ค่อยมี) โนบุเริ่มมีลูกค้าประจำที่ต่อมายังติดตามมาเป็นลูกค้าเมื่อเขาเปิดร้านของตัวเอง

โนบุได้งานที่ร้านใหม่คือ Osho เป็นร้านใหญ่ที่มีสาขา 3 แห่งในลอสแอนเจลิส ร้านนี้เขารับหน้าที่คุมซูชิบาร์ขนาด 8 ที่นั่ง และมีลูกค้าประจำจากร้านเดิมตามมากินด้วยจำนวนหนึ่ง 

ที่ Osho นี่เองที่โนบุเล่าว่าเป็นที่ที่เขาเริ่ม ‘ทดลอง’ ทำเมนูลูกผสม คือเอาอาหารชาติโน้นชาตินี้มาปนกัน โดยใช้ประสบการณ์จากเปรูและอาร์เจนตินา

กรุงลิมา เมืองหลวงของเปรูนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารทะเลสด ๆ คนท้องถิ่นกินปลาดิบกันอยู่แล้ว เช่น เมนูยอดนิยมชื่อ Ceviche ก็คือการเอาเนื้อปลาดิบ ๆ ไปปรุงด้วยด้วยน้ำเลมอน ตามตำรับดั้งเดิมคือต้องแช่ปลาในน้ำเลมอนนานหน่อยจนเนื้อปลากลายเป็นสีขาว 

Ceviche ตามตำรับดั้งเดิม
ภาพ : www.feastingathome.com

อย่างไรก็ตาม โนบุคิดว่าวิธีนี้อาจจะไม่เหมาะกับปลาดิบหรือซาชิมิ เพราะกลิ่นรสเลมอนจะกลบเนื้อปลาหมด จนไม่ว่าจะใช้ปลาประเภทใด รสชาติก็จะออกมาเหมือนกันหมด

ในครัวซูชิมีกรรมวิธีอย่างหนึ่งคือบีบน้ำมะนาวเขียว (มะนาว Sudachi) เล็กน้อยลงบนซาชิมิก่อนเสิร์ฟ โนบุเอาไอเดียนี้มาปรับใช้ โดยทำซอส Ceviche ขึ้นมาแต่ไม่แช่ปลานานนัก เพียงราดบนเนื้อปลาดิบก่อนเสิร์ฟ ปรากฏว่าเป็นที่ถูกใจลูกค้าเชื้อสายละตินมาก เพราะร้านอาหารในลอสแอนเจลิสสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีร้านไหนเสิร์ฟเมนู Ceviche กลายเป็นเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดที่ทำให้เหล่าละตินไกลบ้านทั้งหลายได้อร่อยกัน ความสดชื่นของเลมอนช่วยดึงรสสดหวานของอาหารทะเลให้โดดเด่น กลายเป็นเมนูยอดนิยมในทันที และยังอยู่ในเมนูร้าน Nobu จนทุกวันนี้ค่ะ

เมนูฮามาจิซาชิมิจากร้าน Nobu

หลายปีถัดมารัฐบาลเปรูชื่นชมเมนูนี้มากถึงขั้นแต่งตั้งให้โนบุเป็นทูตด้านการท่องเที่ยวของเปรู ในฐานะที่นำอาหารเปรูขึ้นโต๊ะให้โลกรู้จัก โนบุบอกว่าเขารู้สึกเป็นเกียรติมากและมีความสุขที่เมนูนี้ได้ตอบแทนน้ำใจชาวเปรูมากมายที่ช่วยเหลือเขาระหว่างที่อยู่ที่นั่น

ความคิดสร้างสรรค์ของโนบุยังไม่หมดเท่านี้ เขามีโอกาสชิมปูนิ่มเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ร้านอาหารอิตาเลียน ปูนิ่มมักปรุงโดยวิธีการผัดหรือทอด โนบุติดใจความอร่อยของปูนิ่มมากจนอยากเอาไปทำเมนูในร้าน เขาทดลองเสิร์ฟแบบทอดกรอบ จนลูกค้าคนหนึ่งแนะนำว่า ที่นี่เป็นร้านซูชิ ลองเอาไปทำโรลดูสิ

Softshell Crab Roll หรือโรลปูนิ่มจากร้าน Nobu New York
ภาพ : order.lbb-r.com

โนบุลองทำดู และผลลัพธ์คือถูกใจลูกค้ามากมาย โรลปูนิ่มกลายเป็นอีกหนึ่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน Nobu มาจนทุกวันนี้

เมนูอีกตัวที่ไม่เล่าไม่ได้ คือปลาคอดดำย่างมิโสะ เพราะนี่คือเมนูยอดนิยมตลอดกาลของร้าน โนบุเล่าว่าเมนูนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเดียวกับโรลปูนิ่มนั่นเอง 

โนบุสังเกตว่าลูกค้าอเมริกันชื่นชอบเนื้อปลาที่นุ่มมัน อย่างเช่นปลาแซลมอน ทูน่า และฮามาจิ เขาจึงไปเดินตลาดเพื่อเสาะหาปลาที่ลูกค้าอเมริกันน่าจะชื่นชอบ เขาพบปลาคอดดำแช่แข็งและคิดว่ามันน่าจะปรุงได้ 

โนบุทดลองใช้วิธี Saikyoyaki ตามตำรับเกียวโต คือการหมักเนื้อปลาด้วยมิโสะขาวไว้ข้ามคืนก่อนนำมาย่าง ในยุคนั้นโนบุหามิโสะขาวในสหรัฐอเมริกาไม่ได้เลย เขาจึงใช้มิโสะธรรมดา แต่ปรุงรสเพิ่มเติมด้วยมิริน น้ำตาล และเครื่องปรุงอื่น ๆ 

วิธีดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นคือห่อชิ้นปลาด้วยผ้าขาวบางและโปะภายนอกด้วยมิโสะ แต่โนบุทดลองไม่ห่อผ้าขาว ให้มิโสะได้สัมผัสเนื้อปลาโดยตรง เมื่อนำมาย่าง ปรากฏว่าเนื้อปลาหอมหวานอร่อยมาก ถูกใจลูกค้าจนฮิตติดลมบนทันที

ปลาคอดดำย่างมิโสะ ในภาพคือเมนูของนิตยสารอาหารที่ทำเลียนแบบ
ภาพ : www.cooksgazette.com

ลูกค้าบอกกันปากต่อปากอย่างรวดเร็วว่าร้าน Osho มี ‘อาหารแนวใหม่’ ที่อร่อยติดใจ ลูกค้าใหม่ ๆ หลั่งไหลมาจนคิวหน้าร้านยาวเหยียด 

ณ จุดนี้เองที่โนบุบอกว่า เขาดึงตัวเองจากจุดต่ำสุดขึ้นมาได้แล้ว และในที่สุดก็ได้ทำงานที่รัก รายได้เพิ่มขึ้นมากพอจะปลดหนี้ที่ท่วมตัว ครอบครัวเล็ก ๆ ของเขาก็อยู่กันอย่างมีความสุข เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกปลอดโปร่งใจ

แต่โชคชะตาก็ไม่ปล่อยให้โนบุมีความสุขได้นานเช่นเคย ทำงานที่ Osho อย่างราบรื่นได้ราว 6 ปี ลูกค้าคนหนึ่งที่ทำงานเป็นเอเยนต์ขายอสังหาริมทรัพย์มาบอกเขาว่า เห็นว่าร้านนี้ประกาศขายอยู่นะ

โนบุกังวลหนักอีกครั้ง เขาไม่อยากตกงาน เขารู้ว่าในสหรัฐฯ ร้านหรือธุรกิจไหนที่ไปได้ดีก็มักจะถูกขายทำกำไรในวันหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนเจ้าของ ชะตากรรมของพนักงานก็ย่อมไม่แน่นอน หากเจ้าของคนใหม่ตัดสินใจเปลี่ยนจากร้านซูชิเป็นร้านอาหารอิตาเลียนหรืออาหารฝรั่งเศส โนบุก็ต้องลาออก 

โนบุไม่เคยลืมภาพร้านซูชิในกองเพลิงที่อลาสกาที่ยังตามหลอกหลอนเขามาตลอด ถ้าครั้งนี้ต้องตกงานอีก เขาจะทำอย่างไรดี 

โนบุเฝ้าถามเจ้าของร้านที่ยืนยันกับเขาว่าไม่ขายหรอก ไม่ต้องห่วง แต่ลูกค้าที่เป็นเอเยนต์ขายบ้านก็ยังแวะมาส่งข่าวว่ายังเห็นประกาศขายอยู่นะ โนบุรู้สึกว่าไว้ใจเจ้าของร้านไม่ได้อีกต่อไป เขาคิดว่าหากจะขายก็น่าจะบอกให้เหล่าพนักงานรู้ตัวเพื่อเตรียมหางานใหม่ เขาจึงตัดสินใจลาออก ไม่นานหลังจากนั้นร้านก็ถูกขายต่อจริง ๆ

การลาออกครั้งนี้มาพร้อมโอกาสใหม่ โนบุไปปรึกษาคุณ Nishimura ลูกค้าประจำเจ้าเก่าตั้งแต่สมัย Matsuei-sushi ผู้บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่โนบุจะเปิดร้านของตัวเอง เขาจะออกเงินให้ 70,000 เหรียญฯ ค่อยจ่ายคืนเมื่อพร้อม

โนบุบอกว่าเขาไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน แต่นี่คือคุณ Nishimura ผู้รู้จักเขาดียิ่ง และเห็นเส้นทางการต่อสู้ในอาชีพของโนบุมาตลอดตั้งแต่ญี่ปุ่น เปรู อาร์เจนตินา และอลาสกา โนบุตัดสินใจรับข้อเสนอและเริ่มหาทำเลที่ตั้งร้านในลอสแอนเจลิสทันที

นั่นคือต้นกำเนิดร้านแรกของโนบุ คือร้าน Matsuhisa นั่นเองค่ะ

ครั้งหน้า มาติดตามตอนจบของซีรีส์ชีวิตต้องสู้ของเชฟโนบุกันค่ะ

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม