หากบอกว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยคุกคามโลกและชีวิตมนุษย์ ‘การฟ้องปิดปาก’ หรือ ‘SLAPP’ ก็ถือเป็นภัยที่กำลังคุกคามนักเคลื่อนไหวและสิทธิการแสดงออกของของประชาชนทุกคน ในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ
‘SLAPP’ หรือ Strategic Lawsuit against Public Participation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การฟ้องร้องที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ได้รับความยุติธรรม แต่เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิทางการเมืองของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในกลุ่มคนที่มักเจอการฟ้องประเภทนี้คือนักปกป้องสิ่งแวดล้อม การออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนคำนึงถึงการกระทำใด ๆ ที่กระทบสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลให้พวกเขาต้องขึ้นศาลหรือเข้าคุก
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) จับมือกับ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, Thairath – ไทยรัฐออนไลน์ และ Decode.plus ทำภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อว่า SLAPP เมื่อสิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตกเป็นเป้าหมาย (Voices Under Attack: SLAPP and the Fight to Protect the Environment) เพื่อชวนสังคมทำความเข้าใจและตระหนักถึงสิ่งที่กำลังคุกคามสิทธิเสรีภาพของพวกเรา
เรามีโอกาสได้ชมภาพยนตร์สารคดีในรอบเปิดตัวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่โรงภาพยนตร์ Lido Connect ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เล่าเรื่องผ่านประสบการณ์และมุมมองของคนหลากหลายกลุ่มที่มีต่อ SLAPP


รุ่งเรือง และ ไครียะห์ ระหมันยะ พ่อลูกนักปกป้องสิ่งแวดล้อมจากจังหวัดสงขลา พวกเขาเกี่ยวข้องกับ SLAPP เพราะออกมาชุมนุมต่อต้านโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเมื่อ พ.ศ. 2560 รุ่งเรืองและผู้เข้าร่วมชุมนุมบางส่วนจึงถูกตั้งข้อหาว่า เข้าข่ายทำผิด พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จนเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องและถูกจำคุก
“วันนั้นหนูกับแม่นั่งรอพ่ออยู่หน้าสถานีตำรวจ การรอคอยให้พ่อออกมาจากคุกมันทรมานมาก เขาต้องเจออะไรบ้าง ต้องถูกโกนผม ต้องอยู่ในห้องขัง ทั้ง ๆ ที่พ่อไม่ได้ทำอะไรผิด พ่อแค่ออกมาใช้สิทธิ์ในการปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง” ไครียะห์เล่าความรู้สึกอยู่ต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่พ่อถูกจับ และรอคอยที่จะได้เจอพ่ออีกครั้ง


รุ่งเรืองและไครียะห์ให้ความเห็นผ่านสารคดีว่า การลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิ์ที่มนุษย์ทุกคนพึงมี แต่การฟ้อง SLAPP ทำให้การออกมาใช้สิทธิ์ยากขึ้น แม้ว่าคนคนนั้นจะออกมาพูดด้วยข้อเท็จจริง แต่ก็อาจต้องพบกับการถูกคุกคามหรือฟ้องร้องได้
“เราอยากสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ออกไป ซึ่งสารคดีนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น มันสร้างความหวังว่าเราจะไม่ยอมแพ้ วันหนึ่งสังคมจะเข้าใจและสนับสนุนการต่อสู้ของเราอย่างแท้จริง”
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนธรรมดาหรือนักการเมืองชื่อดังก็มีสิทธิ์โดนฟ้องร้องปิดปากได้ อย่างเช่น รังสิมันต์ โรม นักเคลื่อนไหวและนักการเมืองจากพรรคประชาชนที่ถูกกล่าวหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาโดย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ พ.ศ. 2564
“การฟ้อง SLAPP หรือการฟ้องเพื่อลดการตรวจสอบ ดำเนินคดีได้กับทั้งคนที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ดิน เรื่องสิทธิชุมชน ไปจนถึงเรื่องประชาธิปไตย มันคือกระบวนการเดียวกันในการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เรามี ที่เราเชื่อว่าคืออำนาจสูงสุดของประชาชน” รังสิมันต์แสดงความคิดเห็น เพราะเป้าหมายหนึ่งในการฟ้อง SLAPP ก็เพื่อให้คนที่ถูกฟ้องเผชิญภาวะชะงักงันหรือ Chilling Effect ระหว่างอยู่ในกระบวนการกฎหมาย จนคนรู้สึกกลัวและไม่กล้าออกมาพูดเรื่องนั้น ๆ อีก


โดยส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองเมื่อถูกกล่าวหาโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ แต่ขณะเดียวกันกฎหมายก็อาจจะกลายเป็นอาวุธไปปิดกั้นหรือทำร้ายคนที่มีความเห็นต่าง นั่นทำให้สังคมควรกลับมาตั้งคำถามว่า เราจะสร้างสมดุลระหว่างคนที่ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องตัวเองกับคนที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำร้ายกันได้อย่างไร
อีกด้านหนึ่งของสารคดีจึงนำเสนอความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการแก้ไขเรื่องนี้ ด้วยการออกกฎหมายต่อต้านการฟ้อง SLAPP หรือการร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. …
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และเป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎหมายดังกล่าว ให้ความเห็นผ่านสารคดีว่า “ในฐานะตัวแทนภาครัฐ เรามีหน้าที่สำคัญในการสร้างกรอบทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสังคมในกระบวนการยุติธรรม การป้องกัน SLAPP ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้การใช้กฎหมายไม่ถูกบิดเบือนมาเป็นเครื่องมือปิดกั้นเสียงประชาชน”
ขอบข่ายประเด็นในการฟ้องร้อง SLAPP ค่อนข้างกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ใน รายงานการศึกษาเรื่องกฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทย (UNDP Thailand) รวบรวมสถิติคดีที่เข้าข่ายการฟ้อง SLAPP ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 – 2565 พบว่ามีคดีที่เข้าข่ายจำนวน 109 คดี และฝ่ายที่ริเริ่มดำเนินคดีมากที่สุด คือบริษัทที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ คิดเป็นร้อยละ 34 รองลงมาเป็นภาคธุรกิจในกิจการอุตสาหกรรมปศุสัตว์ร้อยละ 21 และภาคธุรกิจในกิจการพลังงานร้อยละ 13


ส่วนกลุ่มเป้าหมายในการถูกฟ้องคดีลำดับต้น ๆ คือคนในพื้นที่ที่ออกมาเคลื่อนไหวหรือคนที่ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง คิดเป็นร้อยละ 78 รองลงมาเป็นกลุ่มนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักพัฒนาเอกชน ร้อยละ 10 นอกจากนี้ ในรายงานดังกล่าวยังระบุถึงเป้าหมายของการถูกฟ้อง อันดับ 1 คือการเผยแพร่ข้อมูลหรือการแสดงออกทางออนไลน์ ร้อยละ 28 อันดับที่ 2 คือการชุมนุมหรือตั้งสมาคม ร้อยละ 21 และการให้สัมภาษณ์ ร้อยละ 15
ตอนท้ายของสารคดี มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย เล่าถึงเป้าหมายของการสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ว่า SLAPP เมื่อสิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมตกเป็นเป้าหมาย (Voices Under Attack: SLAPP and the Fight to Protect the Environment) เป็นเครื่องมือสื่อสารกับสังคม โดยเฉพาะนักกฎหมายรุ่นใหม่ อยากให้พวกเขาใช้ดุลยพินิจในการใช้กฎหมายและตัดสินคดีบนฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือในการ ‘ปิดปาก’ คน
“เราต้องร่วมกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การพูดเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ควรถูกปิดปากด้วยกระบวนการทางกฎหมายหรือ SLAPP พร้อมกันนั้นก็ต้องผลักดันให้มีกฎหมายที่คุ้มครององค์กรภาคประชาสังคม นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”
นอกจากฝากความหวังกับนักกฎหมายรุ่นใหม่แล้ว อีกคนที่ต้องฝากความหวังด้วยก็คงเป็นประชาชนอย่างเรา ๆ เมื่อ SLAPP ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่พวกเรามีโอกาสเจอได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราคงต้องถามตัวเองว่า นับจากนี้อยากให้สังคมที่อยู่เป็นอย่างไร สังคมที่ให้เราใช้สิทธิที่มีในการแสดงออกเมื่อเจอเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หรืออยู่กับการเงียบเฉยเพื่อให้ชีวิตปลอดภัย
เราขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดของ กฤษดา ขุนณรงค์ ทนายความตัวแทนเครือข่ายนักฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ที่พูดไว้ในสารคดีคงพอให้ทุกคนเกิดไอเดียบางอย่างว่า
“ความยุติธรรมไม่ได้มีอยู่ในตัวมันเอง เราต้องลุกขึ้นมาทวงถามตามหามันถึงจะได้”

สอบถามรายละเอียดและรับชมสารคดีได้ที่ Facebook : Greenpeace Thailand
