ณ หัวมุมถนนวิทยุ ฝั่งที่ตัดกับถนนพระรามที่ 4 พื้นที่นี้เคยเป็นอะไรต่อมิอะไรมาสารพัดในความรับรู้ของคนกรุงเทพฯ แต่ละช่วงวัย
ใครมีอายุ 35 ปีขึ้นไปคงพอจดจำได้ว่าครั้งหนึ่งที่ดินนี้เคยเป็นโรงเรียนเตรียมทหารหลังเก่า ส่วนผู้อ่อนวัยลงมาสักหน่อยก็อาจทันได้เดินท่องราตรีที่สวนลุมไนท์บาซาร์ และสำหรับคนรุ่นใหม่ล่าสุด ภาพจำของเขาและเธอต่อย่านนี้ย่อมหนีไม่พ้นโครงการ One Bangkok เป็นแน่แท้
แต่จะมีสักกี่คนที่ทันได้เห็นหรือได้รู้จัก ‘สถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดง’ สิ่งปลูกสร้างหลังแรกบนพื้นที่นี้ ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 111 ปี ในวันที่ 13 มกราคมนี้ และสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงยังเป็นที่มาของชื่อ ‘ถนนวิทยุ’ หรือ Wireless Road เส้นนี้ด้วย
ปลายปี 2024 ที่โครงการ One Bangkok เพิ่งเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ท่ามกลางอาคารโรงแรม ออฟฟิศ ศูนย์การค้า และพื้นที่สาธารณะซึ่งแลลานตาอยู่บนเนื้อที่ 108 ไร่ หลายคนอาจสังเกตเห็นอาคารชั้นเดียวสีเขียวคลาสสิกที่หลบโฉมอยู่ในอ้อมกอดของตึกออฟฟิศ โรงแรม ศูนย์การค้า และพื้นที่สาธารณะ แลดูเหมือนเรือนเก่าที่ดูไม่เข้ากับสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ จนบางคนพานเข้าใจว่าที่นี่เป็นบ้านเก่าซึ่งเจ้าของเดิมไม่ยอมย้ายออกด้วยซ้ำไป

ตึกสีขาว-เขียวหลังนี้มิใช่บ้านเก่าของใครที่ไหน หากเป็น ‘The Wireless House One Bangkok’ อาคารจำลองสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงหลังเก่าที่ One Bangkok ตั้งใจถอดแบบกลับมาสร้างใหม่ บนพื้นที่ใหม่ ในรูปแบบพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการซึ่งเล่าย้อนอดีตของพื้นที่นี้ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงก่อนการสร้างโครงการแห่งนี้
ทุกขั้นตอนการก่อสร้างเป็นไปด้วยความพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด กว่าตัวอาคารจะสมบูรณ์เป็นรูปเป็นร่าง และนำสิ่งของในชีวิตประจำวันที่ขุดพบในพื้นที่มาจัดแสดงได้ครบครันดังที่เห็น ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ทั้งการขุดค้นโดยนักโบราณคดีผู้มากประสบการณ์ และอนุรักษ์อย่างครบทั้งวงจรตามที่สถาปนิกได้นิยามไว้
นี่คือเรื่องราวของโครงการอนุรักษ์อาคารสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศที่นำเสนอโบราณคดีในมุมใหม่ ความโดดเด่น ความสำคัญของที่นี่มีอะไรบ้าง นักโบราณคดีอย่าง คุณตู๋-กษมา เกาไศยานนท์ และ คุณจั๊วะ-วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ผู้รับผิดชอบโครงการ ต่างรอคอยจะให้คำตอบแก่ทุกท่านอยู่ที่นี่แล้ว

กำเนิดเทคโนโลยีไร้สายในสยาม
เหม่อมองไปบนถนนวิทยุทุกวันนี้ ภาพที่เราทั้งหลายได้เห็นคือตึกสูงเรียงรายและรถราที่คับคั่ง ตามประสาย่านที่ได้ชื่อว่าเป็นเส้นเลือดทางเศรษฐกิจสายหนึ่งของเมืองไทย แต่หากย้อนไปก่อนนี้สักร้อยกว่าปี พื้นที่โดยรอบนี้ยังเป็นชานเมืองที่มีเพียงท้องนาและที่โล่งแจ้ง ซึ่งได้รับขนานนามว่า ‘ทุ่งศาลาแดง’
“ถนนพระรามที่ 4 เกิดมาก่อน เราเรียก ‘ถนนตรง’ เพราะรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ตัดเพื่อขยายเส้นทางไปยังพระโขนงในทิศตะวันออก อีกเส้นคือถนนเพลินจิตที่จะไปสุดแถวทางรถไฟตรงโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พวกนี้เป็นถนน 2 แกนหลัก และเป็นถนนที่มุ่งไปทางตะวันออกทั้งคู่”
คุณจั๊วะวาดภาพเครือข่ายการคมนาคมของกรุงเทพฯ ในอดีตให้เห็นคร่าว ๆ
“ต่อมาเริ่มเกิดถนนที่ตัดขวางหลายเส้น จนเป็นบล็อกหลาย ๆ บล็อก อย่างเช่นถนนราชดำริ ถนนอังรีดูนังต์ รวมทั้งถนนวิทยุ เพราะในเมืองเก่าเริ่มแออัดจนคนต้องการย้ายออกมาจับจองที่ข้างนอก โดยเฉพาะฝรั่งที่ไม่ชอบอยู่ในเมือง ละแวกนี้เลยเกิดสถานทูต สถานกงสุลหลายแห่งครับ”

แต่เดิมถนนวิทยุก็ไม่ได้ใช้ชื่อนี้ หากมีนามว่า ถนนสรรพศาสตร์ ตามพระนามของผู้มีดำริให้ตัด คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4
ครั้นล่วงถึงสมัยรัชกาลที่ 6 มีนวัตกรรมใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในสยามประเทศ นั่นคือ ‘วิทยุโทรเลข’ แม้ว่าระบบโทรเลขจะริเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว แต่โทรเลขยุคแรกเริ่มยังต้องพึ่งพาสายสัญญาณในการรับ-ส่งข้อความอยู่ ต่อมาจึงมีการพัฒนาระบบ ‘วิทยุโทรเลข’ หรือ ‘โทรเลขไร้สาย’ ที่ใช้คลื่นวิทยุส่งโทรเลขแทน ช่วยให้โทรเลขนั้นส่งไปได้ไกลและสะดวกสบายกว่าเดิมมาก
แต่เพราะประชาชนทั่วไปไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องส่งโทรเลขทางไกลมากเท่ากับราชการโดยเฉพาะกองทัพเรือที่ต้องติดต่อกับเรือรบบนท้องทะเล และการจะตั้งสถานีวิทยุก็จำต้องอยู่ในที่แจ้ง ปลอดคนและสัญญาณรบกวน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้ตั้งสถานีวิทยุโทรเลขสำหรับใช้ในราชการทหารเรือแห่งแรกขึ้นที่ทุ่งศาลาแดงอันว่างเปล่า และเสด็จฯ มาทรงกระทำพิธีเปิดสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2456 พร้อมทั้งทรงทดลองส่งพระราชหัตถเลขาทางวิทยุโทรเลขไปถึงสถานีที่จังหวัดสงขลา เหตุการณ์นี้นับเป็นการส่งโทรเลขไร้สายครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

“วิทยุโทรเลขก็เลยเป็นเทคโนโลยีไร้สายแรกของประเทศไทย” คุณจั๊วะเล่าต่อ “ต่อจากนั้นรัชกาลที่ 6 ก็พระราชทานชื่อถนนนี้ใหม่ว่า ถนนวิทยุ เพราะหัวมุมถนนมีสถานีวิทยุโทรเลขตั้งอยู่ จะเห็นว่าชื่อภาษาอังกฤษของที่นี่คือ Wireless Road ไม่ใช่ Radio Road เพราะวิทยุในที่นี้หมายถึง ‘ไร้สาย’ ครับ”
ปีเดือนเคลื่อนผ่าน เทคโนโลยีการสื่อสารชนิดใหม่ ๆ ไหลบ่าเข้ามาแทนที่การใช้โทรเลข กองสัญญาณทหารเรือที่เคยอยู่ที่นี่ก็ต้องย้ายออกไปหลังเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน พ.ศ. 2494 ทำให้สถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงถูกลดบทบาทลง ทว่าเนื่องจากที่ดินของอาคารราชการนี้เป็นพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้รับการปล่อยเช่าและเปลี่ยนสถานะไปอีกหลายครั้ง
พ.ศ. 2504 ที่ดินผืนนี้กลายเป็นที่ตั้งโรงเรียนเตรียมทหารซึ่งย้ายมาจากถนนราชดำเนินนอก ตึกสถานีวิทยุจึงถูกล้อมรอบด้วยรั้วสถาบันการศึกษาทางทหารเป็นเวลานานกว่า 4 ทศวรรษ จนกระทั่ง พ.ศ. 2544 ที่โรงเรียนเตรียมทหารย้ายไปยังที่ตั้งปัจจุบันในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ที่ดินแถบนี้ก็ถูกพัฒนาเป็นตลาดกลางคืนชื่อ สวนลุมไนท์บาซาร์ ในขณะที่ตึกสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงก็ถูกรื้อออกไป เป็นอันปิดฉากสถานีเทคโนโลยีไร้สายแห่งแรกที่สร้างมาตั้งแต่ยุคล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ลงพร้อม ๆ กับที่สร้างสวนลุมไนท์บาซาร์ขึ้นแทน
ขุดซากโบราณก่อนพัฒนาพื้นที่
อย่างไรก็ดี ยุคที่หัวมุมถนนวิทยุถูกใช้เป็นโรงเรียนเตรียมทหารได้เกิดหมุดหมายสำคัญขึ้นกับสถานีวิทยุเก่าแก่หลังนี้ เมื่อกรมศิลปากรได้มาสำรวจพื้นที่และได้ขึ้นทะเบียนอาคารสถานี 1 หลัง พร้อมด้วยสมอบก 3 ชิ้น และเสาอากาศ 1 ต้น ไว้เป็นโบราณสถาน แม้กระทั่งทุกวันนี้ที่ตัวตึกเดิมไม่อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการยกเลิกหรือเพิกถอนสถานะโบราณสถานดังกล่าวแต่อย่างใด
พื้นที่ใดก็ตาม เมื่อมีสถานะเป็นโบราณสถานแล้ว การจะกระทำการใดก็ตามที่ต้องขุดเปิดผิวดิน ย่อมต้องมีความระมัดระวังสูง เพราะบางทีใต้ผืนดินนั้นอาจมีโบราณวัตถุหรือหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีหลงเหลืออยู่ก็เป็นได้ บางประเทศถึงกับตรากฎหมายเบิกทางให้นักโบราณคดีเข้าไปทำการสำรวจพื้นที่นั้นก่อนจะเริ่มการก่อสร้างอาคารใหม่ ซึ่ง โครงการ One Bangkok ได้ตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในด้านนี้ จึงรีบติดต่อคุณตู๋ผู้ได้ชื่อว่าผู้มีประสบการณ์ในการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่เมืองมาก่อน ให้เข้ามาดูแลโครงการนี้

“กรุงเทพฯ มีสภาพเป็นเมืองไปหมดแล้ว งานโบราณคดีที่นี่ส่วนหนึ่งเกิดจากการก่อสร้าง พอไปขุดเจออะไรสักอย่างมาก็ถึงได้แจ้งกรมศิลปากรให้เข้ามาตรวจสอบดู เหมือนกับงานกู้ภัย เมื่อก่อนจะเป็นลักษณะนี้ จนมีคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์เข้ามาดูแล มีกฎหมายควบคุมการก่อสร้างต่าง ๆ ในกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดีในกรุงเทพฯ มากขึ้น”
อุปสรรคที่ผู้เชี่ยวชาญด้านซากอดีตต้องเผชิญที่นี่เกิดตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุดอย่างการสำรวจ เพราะในวันที่กำลังจะเริ่มก่อสร้าง โครงการ One Bangkok พื้นที่บริเวณนี้ถูกทิ้งร้างมานานแรมปี ตั้งแต่สวนลุมไนท์บาซาร์ย้ายออกไป ภาพแรกที่คุณตู๋ได้เห็นคือต้นกระถินยักษ์ที่ขึ้นรกชัฏเป็นป่า มีเพียงจุดที่สันนิษฐานว่าเป็นซากอาคารถูกถางรอไว้ ซึ่งก็เป็นจริงตามที่คาดการณ์
ในฐานะคนต้นน้ำที่ต้องดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จ เพื่อให้งานส่วนอื่นไปต่อได้ คุณตู๋ต้องเร่งมือทำทุกอย่าง ตั้งแต่เก็บข้อมูล ถ่ายภาพ ตรวจสอบผังกรมศิลปากรว่าครอบคลุมขอบเขตถึงส่วนไหน ก่อนจะไล่ขุดเลาะตามขอบอาคารเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้ได้พบว่าพื้นที่ส่วนนี้ถูกปรับถมมาไม่ต่ำกว่า 3 – 4 ครั้ง

หลักฐานชิ้นสำคัญที่คุณตู๋ได้พบจากการขุดเปิดหน้าดิน คือตอม่อสะพานที่เชื่อมกับประตูทางเข้าด้านหน้าสถานีที่ตรงกับภาพถ่ายเก่าสีขาวดำ และระหว่างที่เธอขุดไปนั้น ยังได้เจอสิ่งละอันพันละน้อยอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นฉนวนแก้ว ถ้วยกระเบื้อง ขวดแก้ว ไพ่ พลาสติก และอื่น ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้าวของเครื่องใช้ของคนกรุงเทพฯ ในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
ซึ่งภายหลัง บรรดา ‘วัตถุโบราณ’ ที่ขุดพบใต้ชั้นดินเหล่านั้น ก็ได้รับคัดเลือกตัวอย่างที่โดดเด่นมาจัดแสดงไว้ใน The Wireless House One Bangkok เพื่อบอกเล่าอดีตของพื้นที่นี้ด้วย

งานของนักโบราณคดีที่พิถีพิถันไม่ได้จบแค่การขุดแต่งซากโบราณสถานหรือขุดค้นเพื่อหาโบราณวัตถุ หากยังมีส่วนช่วยด้านการอนุรักษ์ เช่น เนื้อไม้ที่ขุดพบ คุณตู๋ต้องส่งตัวอย่างให้กรมป่าไม้ช่วยวิเคราะห์ชนิดเนื้อไม้ หรือส่งดินจากชั้นดินที่ขุดค้นไปตรวจสอบ ช่วยให้ได้รู้ว่าในอดีตเคยมีพืชพรรณชนิดใดขึ้นอยู่บริเวณนี้มาก่อนบ้าง
ครั้นเมื่อ One Bangkok จะออกแบบภูมิทัศน์รอบอาคารสถานีวิทยุโทรเลขที่สร้างขึ้นใหม่ ก็ได้เลือกใช้ต้นไม้ในวงศ์เดียวกันหรือใกล้เคียงกับที่พบก่อนหน้านี้มาประดับ เช่น ต้นชมพู่ทับทิมจันทร์ ต้นมาการ์เร็ตบอร์เนียว หรือไอริสน้ำที่ลักษณะเป็นใบสีเขียวเรียวยาวล้อไปกับอดีตของทุ่งศาลาแดงที่เคยเป็นพื้นที่นาข้าว ถือเป็นคุณูปการของงานโบราณคดีที่เอื้อต่อดีไซน์ปัจจุบัน และยังเป็นเรื่องแปลกใหม่มากในสังคมไทยเราอีกด้วย
ปฏิสังขรณ์และเคลื่อนย้ายตัวอาคาร
ไม่ว่าใครที่ผ่านมาเห็น The Wireless House One Bangkok ในตอนนี้ ร้อยทั้งร้อยก็คงพานเข้าใจว่ามันคือสถานีวิทยุโทรเลขหลังเก่าที่ได้รับการขัดสีฉวีวรรณให้ดูงามเหมือนใหม่ แต่ความจริงกลับห่างไกลจากสิ่งที่เห็นมากโข เพราะตัวสถานีเก่าไม่ใช่แค่ถูกรื้อไปจนหมดแล้วเท่านั้น หากที่ตั้งของสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงเดิม ก็เป็นคนละจุดกับที่ The Wireless House One Bangkok ตั้งอยู่ด้วย
“บางคนอาจคิดว่าตึกมันเคยอยู่ตรงนี้ แต่เปล่านะครับ มันเคยอยู่กลางไซต์ก่อสร้าง ซึ่งก็คืออยู่ลึกเข้าไปใจกลางพื้นที่ One Bangkok อีกที” คุณจั๊วะรับช่วงเล่าต่อ

หลังกระบวนการทางโบราณคดีเสร็จลุล่วงแล้ว หน้าที่ของสถาปนิกอนุรักษ์คือการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ต่อว่าควรจะรังสรรค์อาคารสถานีวิทยุโฉมใหม่นี้ออกมาในทิศทางไหน เพื่อให้ 2 สิ่งที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันอย่างสถาปัตยกรรมเก่าและสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่อยู่ร่วมกันได้
ข้อสรุปซึ่งกลายเป็นโจทย์ที่คุณจั๊วะต้องทำคืองานที่เรียกว่า ปฏิสังขรณ์ (Reconstruction) คือการนำของที่สูญหายไปแล้ว ทำกลับขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยหลักฐานข้อมูลและองค์ความรู้ทั้งหมดเท่าที่มีมาบูรณาการร่วมกัน เช่น ผังสถานีวิทยุที่ค้นได้จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รูปด้าน เอกสารสำรวจขึ้นทะเบียนของกรมศิลปากร ภาพถ่ายสี ไม่เว้นแม้แต่ข้อมูลสำรวจทางโบราณคดีที่ได้จากคุณตู๋

“โปรเจกต์นี้เราเสนอต่อกรมศิลป์ที่จะทำการปฏิสังขรณ์ หรือ Reconstruction คือการสร้างมันกลับขึ้นมาตามรูปทรงเดิมทุกประการ ซึ่งในเกณฑ์การปฏิสังขรณ์ทั่วโลกคือถ้าจะทำได้ ข้อมูลต้องมากพอ ไม่ใช่นั่งเทียนเอาเอง เราโชคดีที่รูปถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 6 ยังพอหาได้ กรมศิลป์ก็เคยทำเรื่องขึ้นทะเบียนและทำรายงานไว้ เอกสารฉบับนั้นยังตกอยู่ในฝ่ายทะเบียนกองโบราณคดี มีรูปถ่ายตอนที่มันจมติดดินไปแล้ว ใต้ถุนอะไรไม่มีแล้ว แต่อย่างน้อยก็เห็นไม้ฉลุ เห็นสีอะไรอยู่”

โปรแกรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่อย่าง SketchUp มีส่วนแบ่งเบางานของคุณจั๊วะได้มากโข ค่าที่มันช่วยให้สถาปนิกเช่นเขาตรวจเช็กสัดส่วนขององค์ประกอบอาคารได้ดีกว่าแค่ภาพถ่ายไม่กี่ใบที่เห็น และยังปรับค่าต่าง ๆ ได้อิสระตามใจอย่างที่สมัยก่อนกะเกณฑ์ไม่ได้ด้วย
แต่ปัญหาต่อมาคือการเคลื่อนย้ายฐานรากอาคารสถานีวิทยุโทรเลขซึ่งพอหลงเหลืออยู่ไปยังที่ตั้งใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ในกรุงเทพฯ ไม่เคยมีการย้ายชิ้นส่วนอาคารชิ้นใหญ่ทั้งชิ้นมาก่อน เมื่อประเมินถึงความเสี่ยงและความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว คุณจั๊วะเลยต้องตกลงกับกรมศิลปากรให้ใช้วิธีตัดฐานออกเป็น 10 ชิ้น แล้วย้ายเป็นชิ้น ๆ ไป ซึ่งนับเป็นกรรมวิธีใหม่ที่ช่างไทยไม่ค่อยได้ปฏิบัติกัน การจะทำเช่นนี้ได้ต้องออกแบบโครงเหล็กมาหุ้มชิ้นส่วนทีละก้อน ซึ่งบางครั้งระหว่างเคลื่อนย้ายก็ต้องซ่อมไปพลาง เพราะอาจเกิดการชำรุดได้


ทุกขั้นตอนในระหว่างนี้เต็มไปด้วยความลุ้นระทึก นับแต่การยกฐานแต่ละชิ้นด้วยรถเครน การตัดซากอิฐในพื้นที่กลางแจ้งซึ่งช่างจำเป็นต้องประยุกต์ใช้องค์ความรู้เดิมกับเนื้องานใหม่ การขุดรากถอนเสาเข็มเก่าเพื่อนำไปฝังกลบในที่ที่โบราณวัตถุเหล่านี้จะไม่ถูกรบกวนอีก ตลอดจนการย้ายเสาสัญญาณสูง 60 เมตร ซึ่งไม่มีทางจะเอาลงมาทั้งท่อนได้ จึงต้องตัดเป็น 7 ท่อนแล้วหิ้วลงมาทีละส่วน ก่อนนำมาประกอบใหม่อีกครั้ง

ด้วยความช่วยเหลือของวิศวกรโยธาผู้มากฝีมือและบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วน ในที่สุดอาคารสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงฉบับปรับปรุงใหม่พร้อมด้วยฐานรากเดิมก็ได้รับการยกย้ายมาไว้ยังตำแหน่งปัจจุบันอย่างสมบูรณ์ จนเผยโฉมต่อสาธารณชนได้ในปี 2024 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้
ปรับประโยชน์ใช้สอยให้เหมาะกับปัจจุบัน
เวลาผ่านไปกว่า 20 ปี นับจากวันที่สถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงหลังเก่าถูกรื้อลง มาวันนี้ อาคารที่ดูคล้ายเดิมราวกับแกะได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่ในจุดที่ขยับมาจากเดิมเล็กน้อย และแปรสถานะจากอาคารราชการทหารที่คนนอกไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ มาเป็นโครงการอนุรักษ์อาคารสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงที่จัดแสดงอดีตของพื้นที่ซึ่งเปิดกว้างต้อนรับการมาเยือนของคนทุกผู้ทุกนาม
หากเดินตรงเข้ามาจากทางเข้าฝั่งถนนวิทยุ เราก็จะเห็น The Wireless House One Bangkok ที่เป็นอาคารยกพื้นสูง อวดความงามของสีเขียวเข้มตามบานหน้าต่าง เสา ประตู สะพานไม้ รวมถึงลายไม้ฉลุ เข้ากันได้ดีกับสีสันของต้นไม้ใบหญ้าในสวนหย่อมที่ประดับไว้รายรอบ และยังมีเสาสัญญาณที่สูงตระหง่านเป็นพื้นหลัง ราวจะช่วยบอกเล่าว่าอาคารที่เห็นนี้ไม่ใช่บ้านคน หากเป็นอาคารจำลองสถานีวิทยุโทรเลข

ทางเข้าออกด้านหน้าอาคารมีสะพานไม้ยาว 12 เมตรซึ่งตั้งใจสร้างขึ้นใหม่ตามหลักฐานเดิมที่มี โดยนำชิ้นส่วนตอม่อสะพานเดิม 2 ชิ้นที่ขุดพบมาประกอบกลับเข้าไป แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ร่วมสมัยกับปัจจุบันด้วยการติดกระจกที่ราวสะพานแทนราวไม้กากบาทแบบเก่า กระนั้นก็ยังคงราวรูปแบบเดิมให้เห็นไว้บางส่วนที่ด้านหลังอาคารนี้
เมื่อผ่านประตูเข้าไป ก็จะพบกับนิทรรศการถาวรที่นำเสนอความเป็นมาของสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงอย่างครบถ้วน พร้อมด้วยภาพถ่ายเก่าและเกร็ดสาระน่ารู้หลายประการ แต่จุดที่หลายคนเพ่งความสังเกตไปถึงมากที่สุดคือผนังฝั่งหนึ่งซึ่งอุดมไปด้วย ‘โบราณวัตถุร่วมสมัย’ นับร้อยชิ้นที่พบโดยคุณตู๋ ผ่านการล้างทำความสะอาด ทำทะเบียน และคัดสรรตัวอย่างมาโชว์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งของในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ สมัยต่าง ๆ ที่ได้พบในชั้นดินบริเวณนี้


บนพื้นห้องจัดแสดงบางจุดกรุด้วยกระจกใส เปิดเผยฐานรากชั้นใต้ดินว่ามีสภาพอย่างไร ซึ่งถ้าใครอยากลงไปเห็นใกล้กว่านี้ก็เดินอ้อมไปชมด้านหลังอาคารได้ด้วย
และภายในยังมีการเพิ่มเติมลูกเล่นหรือสื่อการเรียนรู้บางอย่างเข้าไปด้วย เป็นต้นว่าเครื่องจำลองการส่งวิทยุโทรเลขด้วยรหัสมอร์ส มักเป็นที่สนอกสนใจของบรรดาน้อง ๆ เยาวชนรุ่นที่เกิดหลังการยุบเลิกกิจการโทรเลข เมื่อมาที่ The Wireless House One Bangkok พวกเขาก็จะได้ทดลองใช้รหัสมอร์สอันเป็นเทคโนโลยีสื่อสารของคนรุ่นก่อน แล้วก็มักจะตามมาด้วยภาพน่ารัก ๆ ที่คนในครอบครัวได้แลกเปลี่ยนความทรงจำกัน เมื่อญาติผู้ใหญ่เล่าให้ผู้น้อยฟังว่าสมัยพวกท่านใช้รหัสมอร์สที่เห็น ชีวิตในยุคนั้นเป็นอย่างไร

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากว่าทีมผู้สร้างทุกฝ่ายไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของอดีตพื้นที่ และคิดจะนำข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าเหล่านี้มาพัฒนาต่อยอดจริงจัง
ในความรู้สึกของนักโบราณคดีเอกชนอย่างคุณตู๋ โครงการนี้ได้ให้อะไรกับเธอมาก ด้วยข้อจำกัดที่ต้องแข่งขันกับระยะเวลา ทำการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามอย่างการพัฒนา เหนืออื่นใดคือการสำรวจทางโบราณคดีของเธอได้รับการสานต่อให้เป็นโครงการอาคารอนุรักษ์และนิทรรศการที่นำพาคนมารู้จักกับอดีตของพื้นที่นี้ด้วย

ส่วนสถาปนิกอนุรักษ์อย่างคุณจั๊วะนั้น The Wireless House One Bangkok คงถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงอีกชิ้นหนึ่งในชีวิตเขา ด้วยงานนี้ท้าทายทุกขีดจำกัดการทำงาน ทั้งได้ทำงานที่ยากให้สำเร็จเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิสังขรณ์ การเคลื่อนย้าย ไล่ไปจนถึงกระบวนการสื่อความหมายเพื่อให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่อนุรักษ์ไว้ ในที่นี้คือการทำนิทรรศการให้คนเข้ามาเห็น มาสัมผัสกลิ่นอายอดีตที่ใช่ว่าจะต้องหายไปเมื่อการพัฒนาโครงการสมัยใหม่เข้ามาในพื้นที่
ทั้งนี้ The Wireless House One Bangkok เปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลา 10.00 – 20.00 น. ใครที่ประสงค์จะเรียนรู้เรื่องอดีตของย่านวิทยุหรือระบบวิทยุโทรเลขในไทย ลองเจียดเวลาไปเยี่ยมยลอาคารนี้สักหน่อย เชื่อเถอะว่าคุณจะได้รับความรู้และความทรงจำที่ดีกลับมาแน่นอน

