17 พฤศจิกายน 2020
3 K
Copy Link

01

“ผมเคยได้รับหัวข้อ ‘ชาติ’ ในการทำงาน คือมันยากนะ หลังจากที่ผ่านมาและเราเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น ตอนนั้นผมแอบด่าอาจารย์ในใจ ว่าไม่ควรไปให้โจทย์แบบนี้กับคนทำงานศิลปะ มันตีความได้เยอะ นามธรรมมาก สุดท้ายก็ไม่พ้นการหยิบเอาสัญลักษณ์ทั่วไปมาใช้ เพราะชาติมันเป็นความคิดที่ไม่มีรูป สำหรับผมเป็นฟอนต์เขียนว่า ‘ชาติ’ ด้วยซ้ำ 

“แต่เวลาคนพูดถึง ‘ประชาธิปไตย’ ก็จะมีรูปพานรัฐธรรมนูญลอยขึ้นมาบนหัว นี่คือปัญหาในสังคมไทย เพราะคนเสือกไปจำภาพพานรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นรูปภาพ ไม่ได้มีเนื้อหาเลย มันเลยไปไหนต่อไม่ได้ไง ก็เป็นพานอยู่อย่างนั้นแหละ

“ผมมีภาพจำเหมือนคนกรุงเทพฯ ทั่วไปว่าอีสานจะต้องมีความแห้งแล้ง ชนบท คนกรุงเทพฯ ในยุคเดียวกับผมก็คงเห็นภาพที่ไม่ต่างกันมาก และยังมีมุมมองในการเหยียดจากศูนย์กลางหรือคนกรุงเทพฯ ด้วย มีคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในศูนย์กลางที่เจริญที่สุด แล้วนอกนั้นอยู่ต่ำกว่า ยังมีวิธีมองแบบนี้อยู่แน่นอน แต่ทุกวันนี้เวลาคนวิจารณ์อะไรที่ไม่โอเคว่า ‘ลาวว่ะ’ ผมสะอึกเลยนะ คุณหลุดมาจากไหนเนี่ย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผมยก 2 ส่วนจากการสัมภาษณ์ หม่อม-ประทีป สุธาทองไทย อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาให้อ่าน พร้อมตั้งคำถามว่า “เห็นอะไรซ่อนอยู่ในข้อความข้างต้นบ้าง”

ทดคำตอบไว้ในใจก่อน เพราะต่อไปนี้จะพาไปทำความรู้จักกับศิลปินชายร่างเล็ก เจ้าของนิทรรศการ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ที่จัดแสดงจบไปเมื่อกลางปีที่แล้ว

แม้ดูเหมือนช้าที่เราเพิ่งตัดสินใจนัดหมายพูดคุยกับเขา แต่รับรองได้เลยว่าสารัตถะของงานนั้นยังทันสมัย และ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ซึ่งยังไม่จบบริบูรณ์นั้น น่าจะช่วยให้คำตอบของปริศนาที่ว่านี้ได้

02

ประทีป 101

หม่อม ประทีป คือคนกรุงเทพฯ และศิลปินโดยกำเนิด ผู้หลงใหลในการวาดภาพเหมือนจริง

เขาเล่าให้เราฟังถึงเสน่ห์ที่ตัวเองสัมผัสได้จากการเขียนภาพเหมือนว่า “จะทำให้เหมือนจริงได้มันยาก เลยท้าทาย การทำได้จึงเหมือนเราจำลองความจริงที่อยู่ในกรอบภาพได้สำเร็จ ดูเหมือนกับว่าเราสามารถจำลองโลกที่เห็นกับสายตามาอยู่ในกรอบภาพ”

โชคดีที่รู้วิถีทางของตัวเองอย่างแน่ชัด เขาจึงเลือกเรียนศิลปะมาตั้งแต่ระดับอาชีวะ แทนที่จะต่อ ม.ปลาย เหมือนนักเรียนคนอื่น แม้การศึกษาจะมาสุดทางที่วิทยาลัยเพาะช่าง แต่ความรักในงานศิลปะยังคงทำงานอยู่ในใจของเขาอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ทุ่มเทเรียนรู้จนมีทักษะเชี่ยวชาญและเข้าใจการเขียนภาพเหมือนอย่างถ่องแท้แล้ว ความชอบของเขาก็เดินมาถึงจุดอิ่มตัว

“โลกของการเรียนศิลปะแบบขนบที่เน้นเรื่องทักษะฝีมือมากกว่าการแสดงความคิดจบที่เพาะช่าง จริงอยู่ที่มันก็ตรงกับเป้าหมายของเราตอนแรกว่าอยากเขียนภาพเหมือน แต่พอเราทำมันได้ดีมากแล้ว ก็เริ่มคิดว่าศิลปะต้องมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากต้องแสดงความงามจากทักษะฝีมือแล้ว มันทำอะไรได้อีกไหม”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผ่านไปไม่นาน หม่อมก็ได้เจอกับอาจารย์ที่สอนให้เห็นมิติของการทำงานศิลปะในเชิงความคิด จึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากสำเร็จการศึกษา ทักษะที่เขาเคี่ยวกรำสะสมมาเนิ่นนานก็ทำให้เขาหันเห เบนความสนใจ เปลี่ยนมาใช้ภาษาศิลป์แขนงอื่นสื่อสารดูบ้าง

“ตอนนั้นก็เลยทดลองเพราะเป็นคนชอบถ่ายรูป หันมาทำงานชุดที่เป็นการทดลองเทคนิคภาพถ่าย ซึ่งเป็นจุดให้เราเปลี่ยนสื่อ งานเก่าๆ ก็จะเป็นภาพถ่าย เป็นงานในเชิงเทคนิค ซึ่งสุดท้ายก็อาศัยวิธีมองแบบคนทำงานจิตรกรรมอยู่ดี เหมือนกับที่คนอื่นเขาตั้งข้อสังเกต”

งานศิลปะภาพถ่ายของประทีปขณะนั้น คือเทคนิคการถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มบันทึกภาพวัตถุเดียวกันต่อเนื่องกันหลายๆ เฟรม เมื่อนำมาวางเรียงต่อกันก็จะได้ผลงานภาพถ่ายหนึ่งชิ้นที่เล่าเรื่องได้หลากหลาย เป็นเสมือนจิ๊กซอว์อันเกิดจากการประกอบขึ้นของแต่ละองค์ประกอบย่อย ทว่าไม่ได้นำเสนอภาพรวมอันสมบูรณ์ จริงอยู่ที่ผู้ชมรับรู้ได้ว่าผลงานศิลปะที่ตาไปกระทบสัมผัสคือสิ่งใด แต่ความบิดเบี้ยวของข้อมูลที่ใครๆ ต่างเคยรับรู้และคุ้นชิน ชักชวนให้คนตั้งคำถามเชิงปรัญชาว่าความจริงคือสิ่งใด พาให้ตระหนักถึงขีดจำกัดของปุถุชนในการรับรู้สัจจะอันสูงสุด

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

อาจารย์หม่อมคือศิลปินขนานแท้ เขาจะไม่ผูกตัวเองกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่กำหนดว่าจะใช้สื่อนี้ในการสร้างงานศิลปะไปจนถึงเมื่อไหร่ อยู่ที่ว่าความสนใจและความคิดของเขาจะนำพาไป

“ปกติเวลาผมทำงาน ผมจะไม่ได้ผูกตัวเองว่าผมจะทำงานแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ หรือเราจะทำแบบนี้ตลอดไป แต่ขึ้นอยู่กับการไปค้นหรือไปเจออะไรที่เราสนใจ แล้วก็ให้ตัวไอเดียพาไปมากกว่า สำหรับไอเดียนี้ จะทำด้วยสื่อหรือเทคนิคอะไรดี ฉะนั้น เวลาคิดงาน มันจะไม่ได้เริ่มที่ตัวสื่อหรือเทคนิค”

หลังจากเรียนจบไม่นาน ประทีปก็ต้องย้ายถิ่นฐานลำเนา ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างไม่ทันตั้งตัว และเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก ขณะนั้นเขาคือคนกรุงที่แทบจะไม่เคยรู้จักอีสานมาก่อน เมื่อรู้ว่าต้องย้ายไปมหาสารคาม ยังกลับไปพลิกแผนที่ดูเลยว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ

ศิลปินผู้หลงใหลอีสาน ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นผู้ใหลหลง เพราะเข้าใจว่าอีสานคือภูมิภาคชนบทอันสวยงามและเรียบง่าย ด้วยสาธารณูปโภคที่ยังเดินทางไปไม่ถึง

“ก่อนมาก็มีภาพจำเหมือนคนทั่วไป แต่ผมนิยามตัวเองได้ว่าผมเป็นชนชั้นกลางโรแมนติก คือปีแรกๆ มาเนี่ยเวลาขับรถผ่านทุ่งนาข้าวสีเขียวก็จะเห็นว่าสวยงาม ใหม่ๆ ก็ให้ลูกศิษย์พาไปดูคนทำนา พาไปเกี่ยวข้าว อีสานงดงามเหมือนในหนังสือ ชีวิตของชาวนา ของพระยาอนุมานราชธนยังไงยังงั้นเลย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

03

ประเทศเล็กที่สมบูรณ์

เมื่อไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง การเข้าใจท้องถิ่นนั้นอย่างละเอียดลึกซึ้งก็เหมือนการหลิ่วตาตามยามเข้าเมืองตาหลิ่ว หลังจากที่เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับอีสานอย่างลึกซึ้ง หม่อมจึงเห็นว่าอีสานถูกละเลยจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก และมีภาพจำอันบิดเบี้ยวมากแค่ไหน

ทว่ายิ่งค้นคว้า เขาก็ยิ่งเจอเสน่ห์ของห้องสมุดไปพร้อมกัน บรรดาหนังสือเก่าตามชั้นที่เขาพบเจอโดยบังเอิญระหว่างการเดินหาเล่มเป้าหมาย คือสิ่งละอันพันละน้อยที่ชักชวนให้เขาหันมาสนใจศิลปะที่ซ่อนอยู่บนหน้าปกหนังสือเก่า

ด้วยสายตาศิลปิน ประทีปเห็นองค์ประกอบศิลป์มากมายที่โดดเด้งออกมาจากหน้าปก เขาได้ยินคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่หนังสือเหล่านี้ต่างกระซิบกระซาบออกมาผ่านลวดลาย เส้นสาย และสีสัน ที่พันธนาการตัวเองอยู่ด้วยกันบนหน้ากระดาษ หม่อมตกหลุมรักปกหนังสือเก่าเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“เวลาดูปกหนังสือเราจะเห็นสภาพมัน บางเล่มอาจจะเห็นสภาพที่บอบช้ำมากจนดูไม่รู้เรื่อง ผมมีความสนุกในการไล่ดูข้อมูลบนปก บางเล่มอาจจะเป็นชื่อหนังสือ บางเล่มอาจจะเป็นภาพที่มันใช้ประกอบปก ซึ่งจะมีสารแฝงอยู่เสมอ ของพวกนี้สื่อสารอะไรบางอย่างกับเราตลอดเวลา”

อาจารย์ท่านนี้จึงเริ่มเปลี่ยนสถานะปกหนังสือเก่าที่เขาถ่ายสะสมเอาไว้ให้เป็นงานจิตรกรรมภาพเขียนสีน้ำมัน ที่ยังคงสภาพความเสียหายซึ่งกาลเวลาได้ทิ้งร่องรอยไว้ ทั้งยังแฝงไปด้วยบริบททางประวัติศาสตร์และนัยทางการเมืองที่น่าสนใจชวนคิด แรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการแห่งหนึ่ง

“หนังสือเล่มแรกๆ ที่เป็นไอเดียให้เอามาวาดคือหนังสือแบบเรียนวิชาสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน สภาพเก่ามาก ตัวหนังสือมันแทบจะอ่านไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว แต่มันกลับพูดถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันขณะนั้น ซึ่งขัดแย้งกันมาก ถ้าดูตอนนี้คือความรู้ในเล่มมันหมดอายุไปแล้ว แต่มันก็ยังสะท้อนชุดข้อมูลที่ถูกผลิตออกมาในยุคนั้นอยู่”

แต่พอได้เริ่มเขียน อาจารย์หม่อมก็ยิ่งเห็นว่าภาพปกหนังสือเหล่านี้สื่อสารคุณค่าบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น เขาตีกรอบประเด็นของนิทรรศการจนแจ่มแจ้ง คัดเลือกเฉพาะปกหนังสือยุคสงครามเย็น อันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เขาให้ความสนใจพิเศษ เพราะเพิ่งพ้นผ่านไปได้ไม่ไกลจากปัจจุบัน ทำความเข้าใจบริบทสังคม ณ ขณะนั้น และมรดกที่ส่งผลกระทบมายังทุกวันนี้ได้ไม่ยาก

ภาพจิตรกรรมเหล่านั้นคือปกสิ่งพิมพ์หลากหลายแขนงที่ล้วนถือกำเนิดในยุคสมัยดังกล่าว ทั้งแบบเรียนของหลวง สมุดแจกฟรีจากรัฐ และนิตยสารจากราชการ ซึ่งล้วนมีสภาพยับเยินยู่ยี่และแพร่สะพัดขจายไปทั่วประเทศ

“มีปกเล่มหนึ่ง ปกหนังสือชื่อ ทหารปฏิวัติทำไม หนังสือเก่ามาก หรือวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่ปกเป็นรูปฤษีในงานวัด แล้วก็มีพาดหัวว่าเมืองไทยกำลังเสื่อม หนังสือพวกนี้เก่า แต่เนื้อหาก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย ทำให้คนมองย้อนกลับไปดูแล้วเห็นว่าบางเรื่องซึ่งเป็นปัญหาที่พูดกันมาหลายสิบปีแล้วยังไม่เปลี่ยนเลย เรายังอยู่กับปัญหาเดิม”

ประทีปหยิบยืมชื่อ ประเทศเล็กที่สมบูรณ์ หนึ่งในหนังสือหัดอ่านชุด ‘นิทานร้อยบรรทัด’ แบบเรียนยุคสงครามเย็น สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาใช้เป็นชื่อนิทรรศการแสดงภาพวาดปกหนังสือเก่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการตอกหมุด ฝังภาพจำและชุดความรู้ที่รัฐจัดสรรแกมบังคับเสิร์ฟมาให้ประชาชนเสพ อันเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่เข้าใจในสังคมปัจจุบัน เพราะท่ามกลางชาติมหาอำนาจที่ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ ทั้งฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและฝ่ายคอมมิวนิสต์ อะไรเลยจะวิเศษไปกว่าการเชื่อว่า ‘ประเทศเล็กๆ ของเรานี้สมบูรณ์แบบที่สุด’

04

ประเทศเล็กที่ (ยังคง) สมบูรณ์

เป็นความจงใจของศิลปินที่คิดเล่นกับสถานะอันเป็นมายาของภาพปกหนังสืออย่างมีชั้นเชิง เมื่อกลายเป็นงานจิตรกรรมแล้ว ประสิทธิภาพที่ปกเหล่านั้นจะเอื้อนเอ่ยทักทาย และบอกกล่าวอรรถะแก่ผู้ชมได้อย่างตรงไปตรงมาก็มีมากขึ้น ยิ่งศิลปินยังคงสภาพขาดรุ่งริ่งของสรรพองค์ประกอบบนหน้าปกของแบบเรียน อันเป็นโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐเผด็จการไว้ ข้อความที่ภาพจิตรกรรมจะยิงตรงมายังผู้เสพก็ยิ่งแจ่มแจ้ง ชวนให้ตั้งคำถามถึงที่มาของความรู้และอายุขัยของมัน

ภาพเขียนสีน้ำมันเหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามกับความเข้าใจของตัวเอง สืบค้นไปจนถึงต้นตอและที่มาขององคาพยพต่างๆ ที่มีส่วนหล่อหลอมภาพจำ โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเปลือกอันผิวเผินสำหรับภาคอีสาน อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจตามที่รัฐต้องการ เชื้อเชิญให้ผู้ชมใช้วิจารณญาณของตนหาคำตอบว่า แม้วันเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ‘ประเทศเล็กของเรานี้สมบูรณ์ดีหรือยัง’

เขาไม่ให้คำตอบที่ตายตัวและนำเสนอแนวคิดที่ชัดเจนจบครบในนิทรรศการนั้นคราเดียว ทว่ายังคงใช้แนวคิดและวิถีการทำงานแบบเดียวกันนี้ สร้างสรรค์ผลงานขึ้นอีกชุดสำหรับจัดแสดงในนิทรรศการที่งาน Bangkok Book Festival ซึ่งนอกจากมีส่วนที่จัดจำหน่ายหนังสือแล้ว ยังเชิญศิลปินผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับหนังสือในมิติต่างๆ มาร่วมจัดแสดงงานศิลปะซึ่งเกิดจากหนังสืออีกด้วย เดิมมีกำหนดจัดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จำต้องเลื่อนไปปีหน้าโดยปริยายเพราะเหตุสถานการณ์โรคระบาด COVID-19

ประทีปเล่าให้เราฟังว่า เขาเพิ่มความพิเศษอันซับซ้อนลงไปในกลวิธีการเรียงร้อยชุดภาพวาดปกหนังสือในคราวนี้ เพื่อการสื่อสารความอันชัดเจน

“เวลาผมเรียงร้อยภาพในนิทรรศการ มันทำให้เกิดการสร้างความหมายและเชื่อมกันระหว่างรูปได้ ผมจะไม่คิดแค่เอาปกไหนมาต่อปกไหน แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสตอรี่บอร์ด แต่ผมพยายามทำให้เกิดการสร้างความหมาย การอ่านภาพทั้งหมดในนิทรรศการจะต้องอ่านได้หลายแบบ โดยไม่นำให้เขาคิดเชื่อมโยง ฉะนั้น ไอ้การวางแต่ละปกมันทำให้คนคิดบางอย่างได้อย่างหนึ่ง แต่ผมก็จะรีบผลักมันซะว่าไม่ใช่ ด้วยการเอาปกอื่นมาวางต่อ”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ขณะนั้นที่เราจินตนาการถึงนิทรรศการดังกล่าวอยู่ ก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับกลวิธีเทคนิคที่ประทีปเร่งเฉลยให้เราฟังล่วงหน้า คือขณะเดียวกับที่เราพบกับความเสียดายลึกๆ ภายในใจที่เราไม่อาจได้ชื่นชมนิทรรศการอันน่าสนใจนี้ในเร็ววัน

05

สู่ ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’

ฉับพลันนั้นความยินดีก็ได้แผ่ซาบซ่านทาบทั่วไปทั้งสรรพางค์กาย เมื่อประทีปปลอบใจเราว่าไม่จำเป็นต้องรอนานไปจนถึงปีหน้า เพราะปลายปีนี้เขาจะได้มีโอกาสนำผลงานภาพเขียนปกหนังสืออันเป็นอนุสนธิ์จาก ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ในงาน Khonkaen Manifesto 2020 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมนี้ 

ถ้าใครจำได้ ขอนแก่นมานิเฟสโต้ที่จัดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โด่งดังขึ้นมาจากสถานที่จัดงานซึ่งเป็นตึกร้างริมถนนมิตรภาพ นำเสนอศิลปะที่ชวนสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองขอนแก่น และชวนให้หันกลับมาคิดตั้งคำถามถึงเรื่องพื้นฐานทั่วไปอย่างสิทธิมนุษยชน

ถนอม ชาภักดี ผู้จัดงาน ได้ร่วมกับศิลปินท่านอื่น รีโนเวตอาคารสีขาวริมบึงแก่นนครขึ้นเป็น The Manifesto by MAIELIE สถานที่อันเป็นหมุดหมายสำหรับปฏิบัติการด้านศิลปะอย่างเสรีโดยเฉพาะ และเป็นที่สำหรับจัดงาน Khonkaen Manifesto ในช่วงปลายปีที่จะถึง

คราวนี้ประทีปนำเสนอเซ็ตภาพจิตรกรรมปกหนังสือ ภายใต้ชื่อซึ่งยังคงหยิบยืมมาจากชุดหนังสือหัดอ่าน ‘นิทานร้อยบรรทัด’ ว่า ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’ ผ่านแนวคิดและกลเทคนิควิธีการแบบเดิม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของเขาไปแล้ว

อาจารย์หม่อมเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่ออันแฝงแนวคิดเชิงเสียดสีอยู่ในทีว่า “ดูตลกร้ายตรงที่หนังสือ ประชาธิปไตยที่ถาวร เป็นแบบเรียนในยุคเผด็จการสฤษดิ์ แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยที่ถาวรได้ยังไง”

การค้นคว้าและสะสมหนังสือเก่าทำให้ศิลปินท่านนี้ได้พบเจอปกหนังสือที่น่าสนใจอยู่เรื่อยๆ เขาจึงดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานของเขาไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่มีหมุดหมายแห่งเวลาอันเป็นที่สิ้นสุดเป็นเส้นชัย

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“มีหนังสือเก่าที่เราเจออยู่เรื่อยๆ ผมจะเขียนปกที่สนใจอยู่ตลอด การจัดแสดงแต่ละครั้งก็จะเอาเท่าที่ปริมาณและเวลาจะอำนวย แต่พองานจบเราก็ยังคิดอยากทำต่อ เพราะยังมีเซ็ตแบบเรียนหรือหนังสือที่สร้างภาพจำเรื่องท้องถิ่นต่างจังหวัดอยู่อีกมาก”

แรงบันดาลใจอันวิเศษข้อนี้ทำให้อาจารย์ประทีปได้เจอลิสต์หนังสือต้องห้าม ซึ่งจะกลายมาเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญที่เขาจะนำไปร่วมจัดแสดงครั้งนี้ด้วย

“มีอีกอันที่เป็นเอกสารของทางราชการ คือประกาศรายการหนังสือต้องห้ามที่ถูกนำมารวมเล่มพิมพ์แจก เป็นเอกสารประมาณ พ.ศ. 2521 คือหลัง 6 ตุลา 2519 เหตุการณ์นั้นทำให้มีการสั่งห้ามหนังสือบางประเภท ซึ่งมันสะท้อนแนวคิดบางอย่างของรัฐบาลสมัยนั้น ผมเลยจะหยิบมาวาด”

หนังสืออีกกลุ่มที่จะถูกแต่งแต้มขึ้นเพื่อนำไปจัดแสดงคืออนุสาร อ.ส.ท. ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์จากรัฐสมัยจอมพลสฤษดิ์ เพราะประทีปเห็นอิทธิพลอันเป็นผลพวงที่หนังสือกลุ่มนี้ยังคงทำงานอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

“ตอนนั้นสฤษดิ์ตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อ.ส.ท.) เพราะไทยเหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับต่างชาติมาก รอบๆ เราเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมดแล้ว รัฐบาลจึงใช้จังหวะและความพร้อม โปรโมตภูมิภาคต่างจังหวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว การไปสุรินทร์เพื่อขี่ช้างก็เกิดขึ้นยุคนี้ เขาวาดภาพจำให้มันโรแมนติก ปกปิดภาพความเดือดร้อนและซ่อนเร้นเรื่องคอมมิวนิสต์ไว้เบื้องหลัง”

ใครที่พลาดประเทศเล็กที่สมบูรณ์ครั้งก่อนก็อดใจรออีกนิด แม้คราวนี้อาจารย์หม่อมจะนำไปร่วมจัดแสดงเพียงไม่กี่ปก แต่เชื่อได้เลยว่าพูดน้อยต่อยหนักแน่นอน

06

ดุสิตธานี

การสร้างสรรค์งานศิลปะที่เล่นกับอดีต การเมือง และภาพจำ อันเป็นผลพวงจากเส้นสายแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกาลเวลาและประวัติศาสตร์ น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของประทีป สุธาทองไทย ไปแล้วโดยปริยาย

ผลงานชิ้นสำคัญซึ่งกำลังจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งในงาน Bangkok Art Biennale 2020 ที่กำลังแสดงอยู่ คือนิทรรศการชุด ‘ดุสิตธานี’ ที่ The Prelude One Bangkok ซึ่งเป็นประจักษ์หลักฐานที่ชี้ให้เห็นวิถีการทำงานศิลปะอิงประวัติศาสตร์และการเมืองอย่างสืบเนื่องของศิลปินท่านนี้

“เกิดขึ้นจากที่ผมเห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะของการหาทางออกอะไรบางอย่างในสังคม ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีข้อถกเถียงมากมาย บางอย่างลึกซึ้งไปจนถึงขั้นว่าประชาธิปไตยเป็นยังไง ผมเลยนึกถึงดุสิตธานี เมืองจำลองของรัชกาลที่ 6”

นิทรรศการนำเสนอผังจังหวัดดุสิตธานีและภาพลายเส้นของอาคาร 6 หลังภายในเมือง ซึ่งล้วนเป็นผลิตผลแห่งการอุปโลกน์ขึ้นของประทีปโดยการศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เขาจงใจเล่นกับความจริงจังของเมืองจำลองประชาธิปไตยในอุดมคติแห่งนี้ ที่แม้จะดูคล้ายเพียงการละเล่นของเจ้านายก็ตาม

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“ผมพูดในมิติที่มันเป็นเมืองในจินตนาการมากกว่า การไปบอกว่าดุสิตธานีคือเมืองประชาธิปไตยแสดงว่าทรงพระกรุณามาก ถ้าทุกวันนี้ไปถึงจุดนั้นได้แล้ว เราก็คงจะเฉลิมฉลองกันได้เต็มที่ แต่แล้วมันใช่ไหมล่ะ”

นครแห่งสิทธิและความเท่าเทียมนี้จึงเป็นความฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อของชนชั้นนำไทย ที่รุ่มรวยไปด้วยสภาวะแห่งความสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้าน ทั้งผังเมือง สาธารณูปโภค และวิถีการปกครอง เรียกได้ว่าถอดแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติมาอย่างกับแกะ ชวนให้ตั้งคำถามถึงความตั้งใจในการเล่นอย่างจริงจัง

ดุสิตธานีถูกนำเสนอคู่กับภาพวิดีโอมุมสูงของ ‘หมู่บ้านผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ หรือ ‘หมู่บ้านน้อมเกล้า’ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร อันเป็นชุมชนของคอมมิวนิสต์ผู้อกหักจากระบอบการปกครองที่ฝ่ายตนปรารถนา หันออกจากป่า มุ่งหน้าสู่เมือง

ภาพทั้งสองคือคู่ปฏิพากย์อันขัดแย้งของความผิดหวังจากคน 2 กลุ่ม ที่แม้เกิดขึ้นด้วยเหตุเดียวกัน แต่กลับมีรูปร่างสาระที่แตกต่างกัน

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“บ้านน้อมเกล้าก็เป็นเมืองในฝันอีกมิติหนึ่ง พูดถึงสภาพแวดล้อมและชีวิตสมบูรณ์แบบที่แตกต่างจากลักษณะหมู่บ้านทั่วไป เป็นหน้าที่ของคนดูที่เขาจะต้องเชื่อมโยงเมืองจำลองของ ร.6 เข้ากับหมู่บ้านของคอมมิวนิสต์เก่า วันก่อนมีคนไปดูแล้วโพสต์ว่า ‘ดุสิตธานีคือเมืองในฝันของเจ้า บ้านน้อมเกล้าคือเมืองในฝันของบ่าว’ เป็นการคิดถึงเมืองในฝันของคนแต่ละชนชั้น

“ภาพรวมของงานไม่ได้นำเสนออะไรด้านเดียว มีเรื่องอกหักด้วยนะ ดุสิตธานีคือความอกหักของเจ้าที่ไม่มีคนทำต่อ สานต่อ ถูกทิ้งร้างไป ส่วนบ้านน้อมเกล้าก็เป็นความผิดหวังของพวกสังคมนิยมที่ต้องออกจากป่า สุดท้ายนิทรรศการอาจจะไม่ได้นำเสนอภาพสมบูรณ์ของความฝันก็ได้”

อรรถะของประทีปยังคงชัดเจนเหมือนเดิม นิทรรศการนี้นำผู้ชมไปสัมผัสภาพคติอันอุดมของกษัตริย์ไทยก่อนสมัยแห่งการอภิวัฒน์สยาม 2475 เปรียบเทียบเรียบเคียงไปกับภาพความปรารถนาสูงสุดของชนชั้นไพร่ผู้ฝักใฝ่ระบอบการปกครองอีกฝั่ง แล้วค่อยเชื้อเชิญให้ตั้งหลากคำถามในหลายประเด็นสังคม ทั้งเรื่องการปกครอง ความฝันใฝ่ ความปรารถนา และความจริงจัง รับรองได้เลยว่าแต่ละคนจะต้องฉุกคิดคำถามและมีคำตอบในใจต่างกัน

07

คำตอบที่ไม่ตายตัว

ถ้าจะกล่าวโดยกระชับเพื่อประหยัดเวลาอันกระชั้นให้มากที่สุด คงต้องกล่าวว่างานศิลปะของประทีปส่วนมากถือกำเนิดขึ้นจากความสนใจใคร่รู้ส่วนตัวทั้งสิ้น โดยมีเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ซึ่งเขาได้ทำพันธสัญญารักมาแต่เยาว์วัยเป็นความพิเศษจำเพาะ การศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งและกว้างขวางทำให้เขาเห็นภาพ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นประเด็นให้แก่งานของเขา

“ข้อมูลที่เราสนใจจะขยายจากจุดหนึ่งไปหาอีกจุดหนึ่ง จนวันหนึ่งมันค่อยๆ ขยับไปเติมเต็มกันเอง กลายเป็นงานศิลปะขึ้นมาได้จากชั่วขณะแวบเดียวที่เกิดขึ้นมาว่าอยากทำ โดยที่ไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่ามันจะสื่อสารอะไรได้ในตอนแรก ต่อมาเราก็ค่อยๆ ตีกรอบ ทำเป็นงานขึ้นมาแต่ละครั้ง”

เพียงความปรารถนาที่ผุดขึ้นมาท่ามเศษเสี้ยวกษณะเดียวในสมอง ก็ก่อเกิดขึ้นมางานศิลปะที่สื่อสารัตถะอันซับซ้อน ทว่าไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ด้วยคำตอบตายตัวเพียงหนึ่ง ผู้ชมจึงจำเป็นต้องใช้กำลังแห่งปัจเจกชนในการพิเคราะห์หาเนื้อความของผลงานแต่ละชิ้น

“ไม่ใช่ว่าผมไม่บอกเมสเสจนะ แต่ผมไม่ให้คำตอบที่ตายตัวมากกว่า อย่างผลงานภาพถ่าย อยู่ที่ว่าจะมองอะไรตรงไหนก่อน แต่ละคนก็มองไม่เหมือนกันตามประสบการณ์ เหมือนผมนำเสนอฟอร์มหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมองได้หลายด้าน บางครั้งเห็นก่อนเห็นหลังก็ต้องมาคุยกันว่ามันต่างกันไหม เห็นอันนี้ก่อนกับเห็นอันนี้ที่หลัง แต่ถ้ามาคุยแล้วว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ใช้ได้”

กระโดดถอยย้อนหลังกลับไปในตอนต้น คราวนี้ขอให้ทุกอ่านกลับไปอ่านคำตอบที่ทดเอาไว้

ความไม่ตายตัวคือหนึ่งในสามัญลักษณะของสรรพสิ่งบนโลกนี้ ผมจึงขอแสดงความเสียใจที่สุดท้ายแล้วไม่อาจมีคำเฉลยอันสัมบูรณ์ให้ได้ เช่นเดียวกันกับงานศิลปะของประทีปที่ไม่ชี้ชัดฟันธงลงไปว่าอะไรคืออะไร แต่กระบวนการซึ่งจะทำให้ได้ฉุกคิดและหันมาตั้งคำถามกับประเด็นต่างๆ ที่เขานำเสนอแต่ละคราว คือตะกอนความคิดอันเป็นดอกผลซึ่งน่าอภิรมย์กว่าคำตอบถูกผิดสีขาวดำที่อยู่ตรงกันข้ามเพียง 2 ขั้วเท่านั้น

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ภาพ : ภาณุพงษ์ อันสนธิ์ และ 100 ต้นสน แกลเลอรี่

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey