16 สิงหาคม 2024
4 K

ใครเป็นสาวกข้าวมันไก่ ขอเชิญมามุงที่ทายาทรุ่นสองตอนนี้

เชื่อว่าคนรักข้าวมันไก่ที่สืบเสาะตามรอยร้านอร่อยน่าจะรู้จัก ‘โรงแรมมณเฑียร’ ที่โด่งดังเรื่องเมนูนี้เป็นอย่างดี เพราะโรงแรม 5 ดาวริมถนนสุรวงศ์แห่งนี้ถือเป็นจุดหมายที่ Chicken Rice Lover ทั้งหลายต้องมาให้ได้สักครั้ง 

เราไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะข้าวมันไก่มณเฑียรที่เสิร์ฟมา 40 กว่าปีไม่ได้โด่งดังแค่ในบ้านเรา แต่ คุณมณเฑียร ตันตกิตติ์ ทายาทรุ่นสามของโรงแรมแอบเล่าให้ฟังว่า คนต่างชาติบางคนถึงกับยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาพักที่โรงแรมเพื่อกินข้าวมันไก่ แถมข้าวมันไก่สูตรลับเฉพาะยังเป็นที่รักของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวไทยและชาวต่างชาติที่บินมาชิม / ถ่าย กันไม่หวาดไม่ไหว

จะพูดว่าข้าวมันไก่จานดังทำให้โรงแรมมณเฑียรกลายเป็น Food Destination ประจำกรุงเทพฯ ก็ไม่ผิดนักหรอก

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือนอกจากโด่งดังเรื่องข้าวมันไก่ โรงแรมมณเฑียรนับได้ว่าเป็นหน้าตาของคนไทย เพราะนอกจากงานออกแบบและการตกแต่งจะชูความเป็นไทยแบบเต็มเปี่ยม การบริการระดับ 5 ดาวที่นี่ยังถือเป็นหนึ่งในโรงแรมซึ่งบริหารโดยคนไทยที่เปิดมายาวนานที่สุด

โรงแรมมณเฑียรผ่านร้อนหนาวมาอย่างไร และอะไรคือเคล็ดลับของข้าวมันไก่ในตำนาน เราชวนคุณมณเฑียรมานั่งคุยกันตั้งแต่เรื่องการรับช่วงต่อไปจนถึงส่วนผสมบนจานอาหาร เพื่อหาคำตอบว่าแนวคิดแบบไหนที่ทำให้โรงแรมมณเฑียรอยู่มาได้นานขนาดนี้

ธุรกิจ : โรงแรมมณเฑียร

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2510

อายุ : 57 ปี

ประเภท : ธุรกิจโรงแรม

ผู้ก่อตั้ง : คุณวรรณ ตันตกิตติ์

ทายาทรุ่นสอง : คุณบุญเนตร ตันตกิตติ์ และ คุณหญิงทิพยวรรณ ตันตกิตติ์

ทายาทรุ่นสาม : คุณมณเฑียร ตันตกิตติ์

โรงแรมไทย โดยคนไทย

ถ้าคุณค้นหาชื่อโรงแรมมณเฑียรในเสิร์ชเอนจิน ประโยคแรก ๆ ที่จะได้เห็นอาจ ‘หนึ่งในโรงแรมแรก ๆ ของไทยที่บริหารงานโดยคนไทย’ หรือ ‘หนึ่งในโรงแรมไทยที่เปิดมายาวนานที่สุด’

โรงแรมมณเฑียรเปิดทำการครั้งแรกเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2510 โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดโรงแรม เป็นโรงแรมแรกและไม่กี่โรงแรมที่พระองค์ท่านทรงให้ความกรุณา

คุณวรรณ ตันตกิตติ์ ผู้ก่อตั้งและคุณปู่ของคุณมณเฑียร ตั้งชื่อโรงแรมว่า ‘มณเฑียร’ แปลว่า ‘เรือนหลวง’ สื่อถึงสถานที่พักพิงสำหรับอาคันตุกะและท่านทูตที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าเฝ้า ในหลวงฯ รัชกาลที่ 9 ณ เวลานั้น โรงแรมออกแบบโดย หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี ศิลปินแห่งชาติที่เคยทำงานร่วมกับคุณวรรณเมื่อครั้งที่เขาได้ถวายงานในหลวงฯ รัชกาลที่ 9 ในการสร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่เชียงใหม่

เมื่อมีโอกาสก่อตั้งโรงแรมของตัวเอง คุณวรรณจึงชวนคุณ ไพบูลย์ มาเป็นหนึ่งในผู้ออกแบบ 

“คอนเซปต์ที่คุณปู่ตั้งไว้คือโรงแรมกลิ่นอายไทยที่ภูมิใจกับความเป็นไทยจริง ๆ ซึ่งเราเป็นแบบนี้มาตลอด ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน” คุณมณเฑียรเน้น 

“เราอยากทำโรงแรมเพื่อต้อนรับแขกที่มาใช้บริการ คนที่มากินข้าวกับเรา ให้เขาได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำ นี่คือความตั้งใจและความภูมิใจตั้งแต่รุ่นคุณปู่”

ปรับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลง

จากคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่าก่อน ในยุคที่โรงแรมมณเฑียรเปิดใหม่ โรงแรมที่บริหารโดยคนไทยยังมีไม่มากนัก อันที่จริงบนถนนเส้นสุรวงศ์ที่ทอดยาวก็แทบจะมีโรงแรมตั้งอยู่แค่แห่งเดียว ซึ่งภายหลังโลเคชันนี้ก็กลายเป็นจุดแข็งให้กับโรงแรม เพราะอยู่ใกล้ทั้ง MRT และ BTS ทำให้ผู้มาใช้บริการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

ทว่าเปิดและบริหารโรงแรมได้ไม่นาน คุณวรรณก็ถึงแก่กรรม คุณบุญเนตร ผู้เป็นลูกชายจึงได้มารับช่วงต่อ 

“คุณพ่อรักก๋ง (คุณปู่) มาก คุณพ่อเล่าให้ฟังตลอดว่าก๋งเป็นคนสู้ชีวิต เพราะแกนั่งเรือสำเภามาจากเมืองจีน แต่งงานกับคุณย่าที่เป็นคนไทย เคยเป็นช่างไม้จนต่อยอดมาสู่ช่างสร้างบ้านจนได้มีโอกาสสร้างบ้านให้ผู้ใหญ่หลายท่าน และในที่สุดก็ได้ทำโรงแรมของตัวเอง จุดเด่นของก๋งเป็นคนอดทน ละเอียด ทำงานหนัก และฉลาด ซึ่งคุณพ่อผมก็เป็นเหมือนกัน” คุณมณเฑียรหัวเราะ

ในรุ่นที่ 2 คุณบุญเนตรช่วยกันบริหารงานกับ คุณหญิงทิพวรรณ ผู้เป็นภรรยา แบกชื่อเสียงโรงแรมมณเฑียรเดิมและพัฒนาให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเก่า 

“ในยุคของคุณพ่อเป็นช่วง พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ประเทศไทยเศรษฐกิจดีขึ้น การแข่งขันเรื่องโรงแรมมีเยอะขึ้น มีบริษัทต่างชาติมาลงทุนกับไทย เราคงคอนเซปต์โรงแรมที่ชูเรื่องวัฒนธรรมไทยไว้ แต่ปรับรูปแบบการบริหารโดยจ้าง GM เก่ง ๆ จากต่างประเทศมาช่วยงาน คุณพ่อก็บินไปเลือกมาเอง ซึ่งตอนนี้เราก็ยังทำอย่างนั้น”

โรงแรมของมณเฑียร

ก่อนจะมาที่นี่ มีปริศนาข้อหนึ่งที่เราสงสัยมานาน

โรงแรมมณเฑียรตั้งชื่อตามคุณมณเฑียร หรือคุณมณเฑียรตั้งชื่อตามโรงแรมกันแน่

“จริง ๆ โรงแรมเกิดก่อน คุณพ่อท่านมีความรักและเห่อโรงแรม เลยตั้งเป็นชื่อลูกชาย” ทายาทรุ่นสามเฉลยให้เราร้องอ๋อ แล้วเล่าต่อ

“ผมเกิดและเติบโตที่นี่ ในความหมายคือโรงแรมเป็นบ้าน เพราะคุณพ่อไม่อยากฝ่ารถติดในกรุงเทพฯ มาทำงาน เขาเลยให้ครอบครัวนอนกันที่นี่ เพื่อที่จะช่วยงานสำคัญ ๆ ของแขกได้เร็วด้วย”

เมื่อคุณมณเฑียรลืมตาดูโลก ภาพแรก ๆ ที่เขาเห็นคือพ่อแม่ที่ทำงานอย่างหนัก ในวัยเยาว์ เด็กชายมณเฑียรจึงได้วิ่งเล่นเตาะแตะในโรงแรมระหว่างรอพ่อแม่เลิกงาน มีเพื่อนเล่นเป็นพี่น้องพนักงานที่สนิทสนมกัน โดยคิดมาตลอดว่าวันหนึ่งจะต้องได้รับช่วงต่อ

วันหนึ่งวันนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่คุณมณเฑียรเรียนจบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา เขากลับมาเมืองไทย ไปทำงานในสายการเงินอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาช่วยพ่อแม่บริหารโรงแรมมณเฑียรเต็มตัวตอนที่โรงแรมมีแผนจะขยายอีกสาขาบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา

“ผมไม่มีตำแหน่งในโรงแรมเลยเกือบ 2 ปี เพราะคุณพ่อจับผมให้ไปฝึกงานทุกแผนก พูดง่าย ๆ คุณพ่อจับผมมาเป็นลูกน้องทุกคน” คุณมณเฑียรเล่าย้อนความในช่วงแรก “ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะผมจะรู้หมดเลยว่าระบบทั้งหมดของโรงแรมทำงานยังไง ทำให้ตอนขึ้นมาเป็น Assistant Managing Director ผมจะมองเห็นระบบการทำงาน ค่าใช้จ่าย และเห็นหนทางปัญหาได้เพราะผมเคยไปสัมผัสเอง”

ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม

หนึ่งในหลักคิดที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงทายาทรุ่นสาม คือหลักคิดเรื่องการทำงานหนัก 

“เพราะถ้าเราไม่ทำงานหนัก โรงแรมมณเฑียรคงอยู่มาไม่ถึง 57 ปีหรอก ยังไงก็ตาม เราต้องถามตัวเองว่าเราทำงานหนักไปเพื่ออะไร คำตอบของผมก็คือเราทำงานหนักเพื่อสิ่งที่เรารัก เรามองโรงแรมมณเฑียรเหมือนบ้าน ถ้าคุณกลับบ้านแล้วคุณเห็นท่อแตก คุณก็ต้องซ่อม ผมอาจจะแตกต่างจากทายาทคนอื่น ๆ ที่ทำงานหลายอย่าง เพราะผมทำโรงแรมแค่อย่างเดียว แต่เชื่อไหมว่าแต่ละเช้าที่ตื่นมา ผมไม่เคยคิดว่าต้องตื่นมาทำงานเลย นี่คือชีวิตของผม”  

มากกว่าหลักคิดเรื่องการทำงานหนัก การปรับตัวตามยุคสมัยและการรับฟังลูกค้าอย่างจริงใจยังเป็นสิ่งที่ทายาทรุ่นสามของโรงแรมมณเฑียรให้ความสำคัญ

“ทุกคนจะชอบคำชม แต่ผมชอบคำติ คำต่อว่า คำที่เขาคิดว่าเราต้องปรับปรุง เพราะนั่นเป็นกระจกที่สะท้อนการทำงานของเรา เรามีพนักงาน 400 กว่าคนจริง แต่เราเดินดูทุกตารางเมตรของโรงแรมไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่แขกเขาเห็นแล้วมาฟีดแบ็กกับเรา เราจะไม่นิ่งนอนใจ ทุกสัปดาห์ประชุมกับหัวหน้าแผนกเพื่อปรับปรุง

“พ่อแม่จะชอบบอกเสมอว่า เราจะต้องไม่เชื่อว่าเราทำได้ดีตลอดเวลา ต้องยอมรับคำติชมของลูกค้า เพราะถ้าเราไม่ยอมรับ คงไม่อยู่มานานขนาดนี้ อีกอย่างคือถ้าลูกค้าเขาไม่เชื่อว่าเราดีขึ้นได้ เขาคงไม่บอกเราหรอก ถูกไหม”

ตอนที่เจอปัญหา คำพูดไหนของพ่อแม่ที่พาให้คุณผ่านช่วงเวลายากลำบากไปได้ – เราสงสัย

“ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม” คุณมณเฑียรตอบเร็ว “พ่อแม่ชอบให้ผมถามตัวเองว่าหนักไหม สิ่งที่คุณแบกอยู่ในสมอง แบกอยู่ที่ไหล่ แบกอยู่ที่ใจ ถ้าหนักก็วางมันลง ถ้าวางลงก็หายหนัก ถ้าคิดได้เท่านี้ เจอปัญหาใหญ่ขนาดไหน คุณก็ผ่านไปได้

“อีกอย่างที่คุณพ่อสอนเสมอ คือวันหนึ่งคุณจะเจอปัญหาเป็นร้อย ๆ เรื่อง มันไม่มีทางที่คุณจะแก้ได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น คุณเลือกปัญหาที่คุณแก้ได้ก่อน แล้วแก้ไขมัน ส่วนปัญหาที่คุณยังแก้ไม่ได้ คุณเก็บไปคิด ถ้าคิดไม่ออกให้ถามคนที่รู้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้คุณจะมานั่งกังวลในจุดเดิม ๆ อยู่นั่นแหละ และคุณจะไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน” ชายหนุ่มบอก

มาเพื่อกิน

หนึ่งในสิ่งที่เป็นตำนานของโรงแรมซึ่งทำให้ใครหลายคนอยากกลับมาซ้ำ คือข้าวมันไก่สูตรเฉพาะของโรงแรม

เมนูนี้ฮอตขนาดไหน คุณมณเฑียรเล่าให้ฟังว่าข้าวมันไก่ที่เสิร์ฟในห้องอาหารเรือนต้น ทำให้แขกบางคนยอมบินจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมาพักที่นี่ กินข้าวมันไก่ ช้อปปิ้งนิดหน่อยแล้วบินกลับ มากไปกว่านั้น ข้าวมันไก่มณเฑียรยังคว้ารางวัลมิชลินไกด์ใน พ.ศ. 2562 บวกกับมีบล็อกเกอร์หลากหลายชาติมาทำคอนเทนต์ที่นี่ ทำให้ข้าวมันไก่ที่ขายดีอยู่แล้วยิ่งบูมขึ้นไปอีก ถึงขนาดที่ครัวของโรงแรมต้องมีทีมข้าวมันไก่โดยเฉพาะเพื่อเตรียมต้มไก่กว่า 80 ตัวเสิร์ฟในวันธรรมดา และเพิ่มเป็น 100 ตัวในวันหยุด 

แต่กว่าจะได้จานนี้มาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณบุญเนตรผู้รักการกินข้าวมันไก่เป็นชีวิตจิตใจต้องคิดสูตรอยู่เป็นปี ตระเวนกินข้าวมันไก่ทั่วกรุงเทพฯ และประเทศเพื่อนบ้านมาหลายที่ จนสุดท้ายก็ติดใจรสชาติข้าวมันไก่สิงคโปร์ และเชิญเชฟมาช่วยพัฒนาสูตรถึงที่

“กว่าจะได้ข้าวมันไก่มณเฑียรมา คุณพ่อเขาบอกว่ากินไก่ไปเป็นพันตัว” คุณมณเฑียรบอกกลั้วหัวเราะ แต่พูดจริง “เขาทดลองสูตรโดยเชิญคุณแม่ เชิญเพื่อน ๆ มาชิม จนได้สูตรที่พอใจ”

คุณมณเฑียรยังชำแหละ ‘สูตรที่พอใจ’ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ Day 1 ให้เราฟังอย่างไม่หวงว่า ข้าวมันไก่ที่ดีสำหรับเขาแบ่งเป็น 4 ส่วน คือไก่ ข้าว น้ำซุป และน้ำจิ้ม

ไก่ต้องเป็นไก่ตอนน้ำหนัก 3.8 – 4.2 กิโลกรัมต่อตัว จะได้ไก่ที่เนื้อนุ่มและหวาน ถ้าตัวเล็กกว่านี้เนื้อจะแห้ง และต้องเป็นไก่สดที่ไม่ผ่านการแช่แข็งเลย

ข้าวต้องเป็นข้าวที่ทานเฉย ๆ แล้วอร่อย เคล็ดลับคือใช้ข้าวหอมมะลิกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ทำให้ข้าวไม่แฉะหรือแห้งเกินไป แต่ได้ข้าวเมล็ดสวยกำลังดี หุงด้วยหม้อพิเศษของโรงแรมที่หุงอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และทิ้งไว้สักพักก่อนเสิร์ฟเพื่อตักแล้วข้าวจะไม่แตกออกจากกัน

น้ำซุปมีส่วนผสมของฟักแก่ที่มีน้ำหนัก 7 กิโลกรัมขึ้นไป จะทำให้ต้มแล้วไม่เปื่อยยุ่ยเป็นเศษฟัก 

ส่วนสุดท้ายคือน้ำจิ้ม ข้าวมันไก่มณเฑียรมีน้ำจิ้ม 4 แบบให้เลือก ให้น้ำจิ้มข้าวมันไก่ออริจินัล น้ำจิ้มซีอิ๊วหวาน น้ำจิ้มขิง และน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว 

ทั้งหมดนี้ทำให้ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน รสชาติข้าวมันไก่ของที่นี่จึงไม่เคยเปลี่ยน 

“ถ้าถามว่าทำไมโรงแรมมณเฑียรจึงขายข้าวมันไก่แล้วได้รับความนิยมขนาดนี้ อาจเพราะมันทานได้ทุกเพศทุกวัย เราพยายามคงคุณภาพเหล่านี้ไว้ และพยายามนำเสนอเมนูอื่น ๆ ที่เราพัฒนาอยู่ตลอดให้กับลูกค้าด้วย”

ที่พักในความทรงจำ

ใน พ.ศ. 2563 โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ มีแผนจะปรับปรุงครั้งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ Revival of the Original

“เราพยายามนำความออริจินัลของมณเฑียรกลับขึ้นมานำเสนอในทางที่โมเดิร์นขึ้น” ทายาทรุ่นสามผู้เป็นหัวเรือใหญ่ในการรีโนเวตบอกกับเรา แล้วยกตัวอย่างห้อง ‘มณเฑียรทิพย์’ ที่เราอยู่ตอนนี้ให้ฟัง ในห้องเต็มไปด้วยการตกแต่งกลิ่นอายไทยและงานหัตถกรรมที่ทำด้วยมือทุกชิ้น แต่ในดีไซน์ขรึมขลังเหล่านั้นมีระบบไฟใหม่ซ่อนอยู่ข้างหลัง เพื่อให้รองรับการจัดงานได้หลากหลายรูปแบบ

ห้องพักทุกห้องรีโนเวตใหม่ แต่อะไรที่เคยเป็นตำนานของมณเฑียรก็ยังคงไว้ อย่างบันไดวนหน้าล็อบบี้ที่แขกไปใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปด้วย อาจดูเหมือนเป็นบันไดธรรมดา แต่สำหรับแขกผู้เข้าพักอีกหลายคน บันไดวนแห่งนี้คืออนุสรณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ

“เรารีโนเวตในช่วงล็อกดาวน์ หลังจากนั้นที่โรงแรงเปิดรับนักท่องเที่ยวได้แล้ว มีคุณแม่คนหนึ่งพาลูก ๆ มาถ่ายรูปที่บันได เขาเล่าให้ผมฟังว่าเคยแต่งงานกับสามีที่นี่ ถ่ายรูปตรงนี้ แต่ตอนนี้สามีเขาไม่อยู่แล้ว เขาเลยพาลูก ๆ มากินข้าวที่มณเฑียรและถ่ายรูปที่บันไดวนจุดเดียวกับที่เขาเคยถ่าย ผมพูดไม่ออกเลย รู้แค่ว่านี่คือสิ่งที่คุณพ่อแม่มอบไว้ให้ผม ผมต้องดูแลต่อ 

“ผมเจอแบบนี้บ่อยมาก ทุกครั้งที่ผมเจอลูกค้าที่เคยเข้ามาพักที่นี่ เขาก็จะเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง แล้วเวลาที่เขาเล่า แววตาของเขาจะฉายรอยยิ้มออกมา ทำให้เราเห็นว่าในช่วงชีวิตหนึ่งที่เขาเคยมาใช้บริการมณเฑียร เขามีความสุขมาก แล้ววันหนึ่งเขาก็กลับมา Relive Memory ได้ใช้เวลากับความทรงจำนั้นอีกครั้ง”

ไม่ใช่แขกที่กลับมาที่นี่เท่านั้น แต่สำหรับคุณมณเฑียร ทุกครั้งที่ได้ก้าวขาเข้ามาในโรงแรมที่ชื่อเหมือนตัวเอง มีความทรงจำหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาทุกครั้ง

“คิดถึงคุณพ่อครับ” เขาบอก “คุณพ่อทำงานอย่างทุ่มเทให้มณเฑียรมา 40 กว่าปี เพราะฉะนั้น ทุกส่วนในโรงแรมที่ผมมองไป จะเห็นคุณพ่อหมด และผมก็จะพยายามสานต่อสิ่งที่ท่านอบรม ปลูกฝัง สั่งสอนไว้ในรูปแบบของผม”

คำแนะนำจากทายาทที่จะรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว
จากทายาทรุ่นสาม โรงแรมมณเฑียร

“อย่างแรกสุด คุณต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจที่บ้านคุณทำอะไร ไม่ว่าจะธุรกิจหลักหรือธุรกิจรอง และคุณจะรับช่วงต่อในส่วนไหน

“ข้อสอง คุณต้องยอมรับก่อนเลยว่า คุณไม่ได้เก่งร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณจะมีปัญหากับการทำงานร่วมกับที่บ้านแน่นอน คุณเป็นเด็กจบใหม่ แต่อีกฝ่ายเป็นคนที่อยู่ในธุรกิจนั้นมา 30 – 40 ปี คุณจะกล้าและยอมรับในการจะปรับเปลี่ยนความคิดของคุณหรือเปล่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณจะเปลี่ยนการทำงานของธุรกิจให้เข้ากับตัวเอง “ข้อสุดท้าย คุณต้องมีความฝัน ผมเรียนรู้เรื่องนี้จากหนังสือที่ผมชอบมากคือ The Alchemist เขียนโดย Paulo Coelho นักเขียนชาวบราซิล เขาเปรียบความฝันเหมือนขุมทรัพย์ และบอกว่าการจะพิชิตขุมทรัพย์นั้นต้องมีความเพียร ความกล้า และต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายนั้น ที่สำคัญคือฟังจิตวิญญาณของคุณเพื่อจะเดินทางไปสู่ความฝัน” 

Writer

พัฒนา ค้าขาย

นักเขียนชาวเชียงใหม่ผู้รักทะเลและหนังสุขซึ้ง สนใจประเด็น gender ความสัมพันธ์ และเรื่องป๊อปทุกแขนง

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์