บ่ายวันหนึ่งในฤดูหนาว ท้องฟ้าสีครามเข้ม อุณหภูมิลดลงจนต้องเปิดกระจกให้ลมเย็นพัดเข้ามา รถที่เรานั่งแล่นเข้าไปกลางเขาในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หมุดหมายคือปราสาทลับกลางสวนกว้างในเขาวง
ริมทางเป็นฟาร์มสตรอว์เบอร์รี เนินเขาสูงค่อย ๆ ปรากฏ รถเลี้ยวเข้าซอยเล็ก และหยุดหน้าประตูรั้วแห่งหนึ่ง เมื่อประตูเปิดออก เผยทางยาวที่โอบล้อมด้วยต้นมะฮอกกานีเรียงราย ลมพัดจนใบไม้ไหวราวโบกมือต้อนรับผู้มาเยือน ก่อนเลี้ยวไปเจอปราสาท มีต้นตีนตุ๊กแกเลื้อยปกคลุมบางส่วน ได้รับการตัดแต่งอย่างละเมียด ภาพตรงหน้าสวยจนเราเริ่มเครียดว่าจะถ่ายทอดออกมาอย่างไรให้สมกับที่ตาเห็นและใจรู้สึก

สถานที่แห่งนี้คือ ‘Maison Mystique’ บูทีกโฮเทล 23 ห้อง บนพื้นที่ 44 ไร่ของบ้านเขาวง โอบล้อมด้วยภูเขาชนิด 360 องศา และอาจเป็นหนึ่งในโรงแรมไม่กี่แห่งในไทยที่รังสรรค์ขึ้นจาก ‘วรรณกรรม’
Maison Mystique (บ้านที่น่าค้นหา) คือ Art Piece ที่อยู่อาศัยได้จริง สร้างโดย เฟิร์น-เกศชนก ธาดาสีห์ เธอเรียนจบด้านศิลปะภาพพิมพ์ แม้ไม่ได้เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่เธอออกแบบทุกอย่างเอง ตั้งแต่วางแปลนบ้าน ภายนอก ภายใน การตกแต่ง ไปจนถึงการเลือกและวางตำแหน่งต้นไม้ทุกต้นในสวน

เฟิร์นคิดไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อดอกไม้ผลิบาน สีของดอก ใบ และความสูงของลำต้น จะสร้างสุนทรียภาพแบบไหนให้แขกผู้มาเยือน เธอคิดเผื่อถึงยามฤดูกาลผลัดเปลี่ยน พรรณไม้จะผลัดใบออกมาเป็นเฉดสีใด ราวกับศิลปินที่ค่อย ๆ จรดพู่กันลงบนผืนผ้าใบสีขาว แต่งแต้มสีสันจนกลายเป็นจิตรกรรมชิ้นเอก

หากคุณหลงใหลวรรณกรรมคลาสสิก ชอบความลึกลับน่าค้นหา และเคยมีความคิดอยากหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ Maison Mystique อาจทำให้ความฝันนั้นของคุณกลายเป็นจริง

Chapter 1
The Hall of Curiosity AThrough the Looking Glasswaits
The Hall of Curiosity Awaits
เราได้รับการต้อนรับจากบัตเลอร์ ทวี ปานพุ่ม (Maître de Maison) เขาพาเราเดินเข้าสู่โถงล็อบบี้โทนสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับไม้สีอุ่น บันไดทางขึ้นดูอลังการ จนเผลอจินตนาการถึงฉากเจ้าหญิงในปราสาทที่กำลังเดินลงบันไดมาชมสวนในแสงแรกของวัน

เราเข้าไปในห้อง The Botanist’s Bible ห้องน้ำชาสำหรับต้อนรับแขก ภายในประดับด้วยภาพวาดรอบห้อง นั่งบนโซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม มองออกไปยังหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เห็นทุ่งหญ้าและดอกไม้หลากสี ใกล้กันมีเปียโนตั้งอยู่ 1 หลัง
พนักงานสวมยูนิฟอร์มคล้ายพนักงานในแมนชันยุโรปยุคเก่าเดินเข้ามาเสิร์ฟ Welcome Drink

เฟิร์นเป็นผู้ออกแบบชุดและวางคาแรกเตอร์พนักงาน เพื่อให้ทุกคนมีบทบาทที่เข้ากันกับชุด แต่ยังคงความเป็นมนุษย์ เพราะเธอเชื่อว่า Spirit ของคน คือสิ่งที่จะเปลี่ยน House ให้กลายเป็น Home
เราเห็นภาพนั้นชัด หลังได้สัมผัสการดูแลจากพนักงานทุกคนของ Maison Mystique

หลังจากเพลิดเพลินกับน้ำชา บัตเลอร์นำทางเราไปเช็กอินยังห้องอีกฝั่ง เคาน์เตอร์หน้าตาคล้ายฉากในภาพยนตร์ The Grand Budapest Hotel (ปี 2014) ด้านหลังมีชั้นแขวนกุญแจสีเขียวครามสีเดียวกับชุดพนักงาน กุญแจห้องซ่อนอยู่ในหนังสือปกแข็ง ต้องเปิดออกถึงพบพวงกุญแจทองเหลืองโบราณ ประดับพู่สีเขียวคราม เฟิร์นคัดสรรวัสดุจากหลายที่มาประกอบกันเพื่อให้ใกล้กับภาพในหัวมากที่สุด
เราใจเต้นแรง
อดใจแทบไม่ไหวที่จะไขกุญแจเข้าไปสำรวจรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในโรงแรมลึกลับ ณ เขาใหญ่ แห่งนี้
Hidden Library
เมื่อเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กข้างบันได เราเจอห้องหนังสือที่ภายในตกแต่งด้วยสัตว์สตัฟฟ์ ดอกไม้ และผีเสื้อ บรรยากาศชวนให้นึกถึงห้องสารภัณฑ์ที่มีของสะสมจากธรรมชาติมาอยู่รวมกัน

ชั้นหนังสือไม้โบราณเรียงรายด้วยวรรณกรรมคลาสสิกและสารานุกรมที่จัดเรียงเฉดสีให้อยู่ในโทนเดียวกัน มีบันไดวนขึ้นไปยังชั้นลอย เพิ่มความสนุกให้กับการสำรวจ เพราะเฟิร์นหลงใหลในวรรณกรรมเยาวชนและนิทานปรัมปราที่กระตุ้นจินตนาการ เธอจึงสะสมเรื่องราวที่อ่าน ศิลปะที่ชอบ พิพิธภัณฑ์ที่เคยไป และประสบการณ์การท่องเที่ยวไว้ในคลังความคิด ก่อนประทุออกมาเป็น Maison Mystique
การเดินไปทั่วในโรงแรมแห่งนี้จึงเหมือนได้สำรวจโลกในจินตนาการของเธอ

เดินออกจากห้องนี้ไปเข้าห้องนู้น มีประตูซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ มีของประดับตกแต่งที่เสริมให้พื้นที่ดูลึกลับ เชื้อเชิญให้เข้าไปดู และยังมีประตูลับซ่อนอยู่ด้านหลังชั้นหนังสือ เมื่อเปิดเข้าไปจะเจอห้อง Hidden Adam เหมือนในหนังสือนิยายที่เคยอ่านตอนเด็ก

ในคืนวันเสาร์ ห้องสมุดแห่งนี้จะกลายเป็นบาร์แจ๊ส มีดนตรีสดและค็อกเทลที่ออกแบบตามคอนเซปต์ห้องพักแต่ละห้อง ใครอยากสัมผัสเรื่องราวผ่านรสชาติ แนะนำให้มาลองจิบที่ Bar Mystère

Chapter 2
Goodnight Moon
Great Glass Elevator
ลิฟต์โบราณเหมือนในหนังย้อนยุคพาเราขึ้นสู่ชั้น 2
แม้ลิฟต์จะเคลื่อนขึ้นช้า ๆ แต่เฟิร์นยืนยันว่าปลอดภัย เพราะเป็นลิฟต์โรงงานที่เอามาทำใหม่ บริเวณชั้น 2 เป็นห้องพักทั้งหมด ระหว่างทางเดินไม่ปล่อยให้ว่าง ทุกมุมจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม มีดอกไม้ ผีเสื้อ ขวดปรุงยา เป็นกิมมิกเล็ก ๆ จากวรรณกรรมคลาสสิกช่วยเสริมความเพลิดเพลินใจ
เราเดินตามเงาแดดที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างจนเจอระเบียง ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำหรับถ่ายรูป
จากมุมนี้เห็นสวนและภูเขาอีกฝั่ง มองไกลอีกนิดเห็นรูปปั้นแบบยุโรปซ่อนในดงไม้ มีน้ำพุกลางลาน ตรงพื้นวางโมเสกเหลือใช้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ครอบครัวเฟิร์นทำธุรกิจก่อสร้าง จึงคัดเลือกวัสดุเหลือใช้จากไซต์งานอื่นมาคราฟต์ในตำแหน่งที่เหมาะสม และสอดคล้องกับคอนเซปต์ของโรงแรม Maison Mystique อย่างแนบเนียน

A Place to Lay Your Head
นอกจากเป็นศิลปิน นักอ่าน และนักจินตนาการภาพ เฟิร์นยังเป็นนักวางคอนเซปต์ที่แม่นยำ
ห้องพักทุกห้องใน Maison Mystique มีคอนเซปต์เป็นของตัวเอง และไม่มีห้องใดตกแต่งซ้ำกันเลย ราวกับแต่ละห้องคือแต่ละบทในหนังสือเล่มเดียวกัน
ห้องพักแบ่งออกเป็น 4 คอนเซปต์ ได้แก่ Botanica Obscura (พฤกษศาสตร์ลึกลับ), Nocturnal Curiosity (ความอยากรู้อยากเห็นยามค่ำคืน), Siren Reverie (ความเพ้อฝันอันล่อลวง) และ Celestial Lullaby (เพลงกล่อมแห่งสรวงสวรรค์)

เราพักในห้อง Celestial Lullaby ธีมเพื่อนของนักดูดวงจันทร์ ได้แรงบันดาลใจจากท้องฟ้ายามค่ำคืน ภายในตกแต่งด้วยโทนสีน้ำเงินเข้ม ประดับด้วยพระจันทร์ตั้งแต่เสี้ยวเล็กไปจนถึงเต็มดวง ทั้งในรูปของภาพวาดและของตกแต่ง มีขวดปรุงยาและปีกผีเสื้อซ่อนไว้ให้ค่อย ๆ สังเกต
ภายในห้องมีโซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินขนาดใหญ่วางอยู่ริมหน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ผสมผสานระหว่างของแอนทีกและงานคัสตอมที่ออกแบบขึ้นใหม่ ทำให้ห้องนี้ดูเหมือนพื้นที่พักผ่อนของใครบางคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางดวงดาว
พระอาทิตย์ค่อย ๆ คล้อยต่ำ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู เราเปิดประตูระเบียงออกไปชมวิว เห็นภูเขาลูกเล็กใหญ่สลับกัน สนามหญ้าเขียวขจี เขาวงกต และสวนดอกไม้อีกฝั่งหนึ่ง บัตเลอร์บอกว่าเราโชคดี เพราะดอกไม้ของฤดูหนาวเพิ่งผลิบานเมื่อวานนี้เอง สีขาวจึงชอุ่มไปทั่วพื้นที่

จังหวะที่ยืนมองทิวทัศน์ตรงหน้า เราเพิ่งนึกได้ว่าการมาที่นี่ทำให้เราหลุดออกจากชีวิตประจำวันโดยสิ้นเชิง เราเริ่มไม่แน่ใจว่ากำลังพักอยู่ในโรงแรมหรือกำลังเดินอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของใครบางคนที่มีจินตนาการชัดเจนมาก จนมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปตรงไหน ทุกเฟรมคงกลายเป็นโปสต์การ์ดได้หมดเลย

ก่อนถึงเวลาอาหารเย็น เราเอนตัวลงบนเตียงนุ่มฟู ทางโรงแรมเตรียมผ้าปิดตาและสเปรย์ฉีดหมอนสำหรับพักผ่อนมาให้ กลิ่นอ่อน ๆ ชวนผ่อนคลายจนเราเผลอหลับตาลง
ท่ามกลางสีของท้องฟ้าและแสงของพระจันทร์ เราค่อย ๆ ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา ฝันว่าปีกผีเสื้อในห้องนอนขยับไหว บินขึ้นไปหยอกล้อกับแสงระยิบระยับของดวงดาว เป็นฝันดีที่เกิดขึ้นก่อนมื้อค่ำพอดี

Chapter 3
The Snail Restaurant
The Vivarium
ห้องอาหารของที่นี่เป็นเรือนกระจกอยู่ติดสวน เพดานตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพรรณ เพราะห้องพักมีเพียง 23 ห้อง บรรยากาศจึงไม่วุ่นวาย เชฟของที่นี่มาจาก Featherstone ร้านอาหารอิตาเลียนในซอยเอกมัยของเฟิร์น พวกเขาคุ้นเคยและพัฒนาสูตรอาหารร่วมกันมานาน

อาหารเย็นของที่ Maison Mystique เสิร์ฟเป็นคอร์ส เป็นอาหารยุโรป วัตถุดิบมาจากฟาร์มออร์แกนิกที่ปลูกอยู่ด้านหลังโรงแรม อาหารรสชาติดี ซอสและซุปรสพิเศษไม่ซ้ำใคร จนต้องเอ่ยปากชมทุกครั้งที่มีพนักงานมาเสิร์ฟ และที่สำคัญคือเป็นไฟน์ไดนิงที่เสิร์ฟรวดเร็วทันใจแบบไม่ขาดตอน

เรานั่งเพลินอยู่ในร้านอาหารจนค่ำดึก โดยมีบัตเลอร์ทวีแวะเวียนเข้ามาพูดคุยเป็นระยะ เราประทับใจเขามาก นอกจากจะเป็นคนมี Sense of Humor ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นกันเองแล้ว เขายังรักงานบริการมาก ทำงานมากว่า 40 ปี ผ่านการทำงานในหลายประเทศก่อนจะมาประจำที่นี่ แม้จะเกษียณไปแล้วก็ยังถูกเรียกตัวกลับมา

ปัจจุบันบัตเลอร์ทวีตั้งใจถ่ายทอดความคิดและความเชื่อในการบริการของตัวเองให้คนรุ่นใหม่ เป็นการส่งต่อทั้งทักษะและจิตวิญญาณของการบริการอย่างแท้จริง
Chapter 4
The Secret Garden
The Garden of Curiosity
เช้าตรู่ในอากาศ 12 องศาเซลเซียส สวนส่งเสียงเรียกเราลงไปสำรวจ หลังจากอาบแดดอุ่นตอนทานมื้อเช้า เราออกเดินชมสวนที่อยู่ล้อมปราสาททั้งหลัง เดิมทีผืนดินตรงนี้เคยเป็นสวนมะม่วง ดินอุดมสมบูรณ์ดี ปลูกอะไรก็เจริญงอกงาม
เฟิร์นออกแบบสวนทั้งหมดอย่างพิถีพิถัน อย่างบริเวณปีกหน้าของสวนที่แบ่งออกเป็น 4 ห้อง แต่ละห้องใช้โทนสีแตกต่างกัน ได้แก่ ขาว ชมพู เหลืองส้ม และม่วงฟ้า ความพิเศษคือสวนเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ด้านใน ต้องเดินเข้าไปสำรวจ
สวนคือหัวใจหลักของ Maison Mystique และอาจเป็นงานศิลปะชิ้นเดียวในโรงแรมที่ผู้สร้างเองก็ไม่อาจกำหนดผลลัพธ์สุดท้ายได้ เพราะไม้ดอกยังคงผลิบาน เปลี่ยนโฉมไปตามฤดูกาล สร้างเซอร์ไพรส์ใหม่ ๆ ให้ผู้สร้างที่รังสรรค์และวางแผนงานมาอย่างพิถีพิถันตื่นเต้นเสมอ
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ สวนแห่งนี้จึงมีแขกพิเศษมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย ทั้งผีเสื้อ นกหายาก และกระต่ายป่า การได้เห็นสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้เราก้าวช้าลง ค่อย ๆ สังเกตและซึมซับรายละเอียดรอบตัวอย่างเต็มที่

Chapter 5
The End
การเข้าพักที่ Maison Mystique เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ เหมือนเราได้พลิกเปิดหน้าหนังสือสักเล่ม แล้วพาตัวเองย่างเท้าเข้าไปเป็นตัวละครในนั้น ต่อยอดเรื่องราวไปตามจินตนาการ โดยมีตัวกระตุ้นคือบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับเรื่องราวในจินตนาการที่เราผูกพัน
เรานั่งรถออกจากอำเภอปากช่องด้วยใจอิ่มเอม ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วพบปีกผีเสื้อเล็ก ๆ ขยับไหวเบา ๆ ราวกับได้หยิบมนต์วิเศษกลับบ้านมาด้วย

3 Things you should do
at Maison Mystique

01
ลองดื่มค็อกเทลที่ออกแบบตามคอนเซปต์ห้องพักที่ Bar Mystère

02
ลองเดินตะลุยเข้าไปในเขาวงกต เรียกเหงื่อยามเช้า

03
ลองเดินสำรวจฟาร์มออร์แกนิก เล่นกับไก่เลี้ยงที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ เตรียมออกไข่คุณภาพดี










