29 พฤษภาคม 2025
3 K

ภาพถ่ายฟิล์มกระจกเป็นชื่อที่เริ่มคุ้นหูมากขึ้น เพราะมีการแสดงนิทรรศการภาพถ่ายอยู่หลายครั้ง และครั้งล่าสุดก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

ฟิล์มกระจก’ เป็นวัสดุที่ประกอบด้วยแผ่นกระจกและชั้นฟิล์ม สำหรับใช้ในการบันทึกภาพ (ก่อนที่เราจะใช้ฟิล์มในภายหลัง) เริ่มมีใช้ในสยามสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล้องฟิล์มกระจกก็ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการใช้บันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญ รวมถึงใช้บันทึกภาพระหว่างการเสด็จประพาสทั้งในและต่างประเทศ และด้วยฟิล์มกระจกเป็นวิทยาการสมัยใหม่ในขณะนั้นจึงมีผู้ใช้กล้องฟิล์มกระจกมากมาย ภาพถ่ายฟิล์มกระจกจึงบันทึกเรื่องราวที่หลากหลายในราวช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7

ภาพถ่ายฟิล์มกระจกจำนวนมากเก็บรักษาอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เราเรียกภาพชุดนี้ว่า ‘ภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณ’ ตามชื่อสถานที่ที่เก็บรักษาเป็นครั้งแรก ภาพชุดนี้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกเมื่อ พ.ศ. 2560

ฟิล์มกระจกเหล่านี้รวบรวมมาจากแหล่งต่าง ๆ เก็บรวมกันไว้ในกล่องไม้สักอย่างดี จัดเก็บในคลังที่ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ จนกระทั่งสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาถ่ายโอนข้อมูลจากฟิล์มกระจกสู่การเป็นภาพดิจิทัล และนำภาพดิจิทัลนั้น ราว 1,000 ภาพ มาจัดทำคำบรรยายภาพ ด้วยการร่วม ‘อ่านภาพ’ โดยผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง ว่าเรื่องราวในภาพนี้คืออะไร

ภายหลังจากจัดทำคำบรรยายภาพเรียบร้อยแล้ว สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติและคณะกรรมการจะคัดเลือกภาพราว 200 ภาพ นำมาจัดพิมพ์หนังสือในชื่อ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ขณะที่ผู้ออกแบบและเรียบเรียงบทนิทรรศการจะคัดภาพจำนวนที่เหมาะสมกับการจัดแสดงนิทรรศการต่อไป อย่างงาน ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) ใน พ.ศ. 2561 และงาน ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ เมื่อ พ.ศ. 2563

ปีนี้แนวทางในการดำเนินงานยังอย่างคงเป็นเช่นที่เคยเป็นมา และได้กลายมาเป็นนิทรรศการ ชื่อ ‘Glass Plate Negatives : Circles of Centres’ ภายใต้การจัดนิทรรศการพิเศษภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก ชุด หอพระสมุดวชิรญาณ ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดโดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ จัดแสดงระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ความพิเศษของงานนี้มีอยู่ 3 อย่าง

หนึ่ง ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ เช่นเดียวกับนิทรรศการครั้งที่แล้ว

สอง เป็นการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของสยาม ผ่านมุมมองแบบนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เกิดเป็นการผสมผสานระหว่างงานศิลปะร่วมสมัยกับงานด้านประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน

สาม อยากให้ผู้ชมเดินชมด้วยความ ‘รู้สึก’ ก่อนเป็นอย่างแรก แล้วค่อย ‘รู้’ เรื่องราวในภาพ
ถ้าอยากรู้จักนิทรรศการนี้แบบรวบรัด อ่านบทความนี้ก่อนเลย

ถ้าอยากเข้าใจประวัติศาสตร์ฟิล์มกระจกในประเทศไทย รอฟัง ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เล่าใน The Rest is History พอดแคสต์รายการใหม่เอี่ยมของ The Cloud
ถ้าอยากเข้าใจเบื้องหลังนิทรรศการนี้ รอชมวิดีโอสารคดี Cloud Documentary ได้ทาง YouTube

และถ้าอยากเดินทางเข้าไปในภาพถ่ายด้วยกัน รอชมรายการท่องเที่ยวซีรีส์พิเศษ Time Traveler ที่ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน จะพาเราเดินทางไปเรียนรู้เรื่องราวในภาพถ่ายทั้งในและต่างประเทศ

โปรดติดตาม

เปิดกล่อง

กระบวนการที่น่าสนใจที่สุดกระบวนการหนึ่งของการเก็บรักษาฟิล์มกระจก คือการอ่านภาพ

ในการอ่านภาพ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติจะนำภาพถ่ายที่อยู่ในรูปดิจิทัล ราว 1,000 ภาพ เสมือนการเปิดกล่องเก็บฟิล์มกระจก ซึ่งแต่ละรอบต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงมาร่วมกันอ่านภาพว่าเรื่องราวในภาพนี้คืออะไร คนในภาพคือใคร สถานที่ไหน ทำอะไร และมีความพิเศษอื่นใดอีกที่น่าสนใจ เช่น สถาปัตยกรรม ยานพาหนะ เครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงใครเป็นผู้ถ่ายภาพ

เมื่อได้ทั้งภาพและข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเผยแพร่ให้คนได้เห็นมากที่สุด เพื่อให้มีการนำไปใช้งานต่อในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากการจัดพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว นิทรรศการก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เข้าถึงคนจำนวนมาก และทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับงานได้

ความท้าทายคือภาพทั้งหมดที่เปิดออกมาไม่เกี่ยวข้องกันเลย ไม่ใช่ภาพเซตเดียวกันแบบที่เราคุ้นเคย เช่น ภาพถ่ายบุคคล แต่นี่เป็นภาพที่เป็นคนละเรื่อง มาจากคนละยุค รวมไปถึงภาพที่หลายคนอาจเรียกว่าเสีย แต่เราจะได้เห็นเทคนิคแบบฟิล์มกระจกเปียก (Wet Plate) ฟิล์มกระจกแห้ง (Dry Plate) มีความฟุ้ง ความเสีย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของฟิล์มกระจก ท่านผู้หญิงสิริกิติยาพูดถึงความยากของงานนี้

นั่นกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของงาน เพราะทำให้เกิดการคัดเลือกภาพและจัดแสดงภาพแบบใหม่ ที่เปลี่ยนจากการเข้าไปดูภาพถ่ายโบราณ เป็นเข้าไปชมนิทรรศการศิลปะที่มีลีลาการเล่าเรื่องและการจัดแสดงที่ทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่างจากภาพที่หลากหลายเหล่านั้น

การรู้สึกถึงบางสิ่งที่มีอยู่ แต่เราไม่เห็นในภาพถ่าย

ท่านผู้หญิงสิริกิติยาเล่าถึงหนึ่งในแนวคิดการจัดแสดงครั้งนี้ว่ามาจากหนังสือเรื่อง Camera Lucida: Reflections on Photography ของ โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เขาโศกเศร้ากับการสูญเสียแม่จึงค้นภาพถ่ายที่มีเพื่อตามหา ‘แม่’ แล้วเขาก็พบว่า บางภาพทำให้เขารู้สึกถึงแม่ได้แม้ว่าจะไม่มีแม่อยู่ในภาพ จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า เราจะเปลี่ยนวิธีมองภาพได้อย่างไร

ไม่ใช่แค่เห็นสิ่งที่อยู่ในภาพ แต่รู้สึกกับภาพนั้น

อีกแนวคิดหนึ่งคือ Mandala หรือวงกลมศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นคติของชาวฮินดูที่ใช้เพ่งทำสมาธิ ความสำคัญอยู่ที่จุดศูนย์กลางที่ใช้รับพลังจากจักรวาล

ท่านผู้หญิงสิริกิติยาใช้ Mandala อธิบายเปรียบเทียบรูปแบบการปกครองในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะมาเป็นระบบรัฐชาติในยุคปัจจุบัน คืออาณาจักรต่าง ๆ เป็นดังวงกลมศักดิ์สิทธิ์ หรือ Mandala หรือ มณฑล โดยมีศูนย์กลางของอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง ซึ่งกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจ ในยุคที่เริ่มมีชาติตะวันตกเข้ามา หนึ่งในวิธีการรักษาเอกราชเอาไว้ให้ได้ คือเปลี่ยนการปกครองจากระบบมณฑลไปสู่ระบบรัฐชาติ

จากคำว่า Mandala ถูกถ่ายทอดเป็นชื่องานผ่านคำว่า ‘Circles of Centres’ เล่าถึงช่วงเวลาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราจะเห็นพระองค์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลาแห่งความสับสนของยุคเปลี่ยนผ่าน ได้เห็นภาพสะท้อนชีวิตอันหลากหลายของพระองค์ ไม่เพียงในกรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงหัวเมืองสยามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา ไปจนถึงรัฐสุลต่านต่าง ๆ ทางตอนใต้

เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจาก ‘มณฑล’ ตามคติโบราณที่ไร้พรมแดน ไปสู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่มีเขตแดนชัดเจนและโครงสร้างราชการที่เป็นระบบ

Mandala ไม่ได้หมายความถึงแนวคิดในเชิงการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเดินทางจากศูนย์กลางสู่ชายขอบ ซึ่งไม่ปรากฏชัดว่าเป็นที่ใด ไม่มีอาณาเขต ไร้พิกัด แต่กลับเห็นสิ่งที่รู้สึกคุ้นเคย เพราะมีองค์ประกอบสำคัญบางอย่างแทรกซึมอยู่ในเรื่องราว เช่นเดียวกับงานของโรล็องด์ บาร์ตส์ ที่ค้นพบ ‘แม่’ ของเขาในภาพถ่ายที่ไม่มีรูปแม่ของเขา

แนวคิดนี้ยังถูกใช้ในการออกแบบนิทรรศการด้วย ท่านผู้หญิงสิริกิติยาอธิบายว่า นิทรรศการนี้ออกแบบการจัดแสดงให้มีความฟุ้ง ออกจากศูนย์กลางแล้วไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน เคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ ดูแล้วเหมือนอยู่ในความฝัน มีความนิ่ง ความสบาย ได้เห็นภาพที่คนไม่คิดว่าจะได้เห็นอย่างภาพที่ไม่สมบูรณ์เพราะมันฟุ้ง แต่ดูแล้วเหมือนอยู่ในความฝัน

เลือกภาพ

ไม่มีหลักในการเลือกภาพ ไม่มีภาพที่ชอบมากกว่าภาพอื่น ตอนแรกพรินต์ภาพ 300 กว่าภาพมาวางบนพื้น ดูอยู่ 2 – 3 เดือน ตื่นมาก็สลับตำแหน่ง เอาออกเอาเข้า ตัดสินใจจากความรู้สึกว่ารูปไหนควรอยู่ด้วยกัน รูปที่เหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันแต่ไม่เข้ากัน ไม่เชื่อมโยงกันเลย เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็ทำให้มีเรื่องราว มีชีวิตขึ้นมา ท่านผู้หญิงสิริกิติยาพูดถึงวิธีคัดสรรภาพจาก 300 กว่าภาพให้เหลือราว 100 ภาพ

แล้วก็ยังมีภาพอีกส่วนที่คนยุคนี้น่าจะเรียกว่าภาพเบลอ หรือ ‘ภาพเสีย’ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของน้ำยาที่ผิดพลาด แม้จะเห็นรายละเอียดของรูปไม่ชัด แต่กลับเห็นแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็นฟิล์มกระจก และความรู้สึกฟุ้ง ๆ ฝัน ๆ หรืออะไรบางอย่างที่ผู้ถ่ายคงไม่ได้ตั้งใจ

ภาพถ่ายเทคนิค 3 มิติก็มีให้ชม

ตอนนี้เราอายุเยอะแล้ว ไม่กล้าทำอะไรเหมือนตอนที่ยังเด็กกว่านี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยาเล่าถึงความตั้งใจในการทำงานนี้ เราคิดเยอะมากว่า ทำไปแล้วคนจะรับได้ไหม จะมีใครได้รับผลกระทบไหม คนมักจะพูดว่า อายุเยอะแล้วทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่เรากลับรู้สึกว่า ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ระหว่างทำก็ต้องมั่นใจในตัวเอง ทำเต็มที่ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็จะนำมาเป็นบทเรียน ถ้ามีคนไม่ชอบ ให้คำแนะนำก็ถือว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาต่อ

แน่นอนว่าแนวคิดในการจัดแสดงครั้งนี้ไม่ง่าย แต่ท่านผู้หญิงสิริกิติยาบอกว่า อย่าเพิ่งกลัว อยากให้เข้าไปดูภาพ มองภาพให้เห็นเป็นภาพภาพหนึ่ง รู้สึกกับภาพนั้น ไม่ใช่ต้องเข้าใจข้อมูลเพื่อเข้าใจภาพ

งานนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนชม เดินไปดูได้เลยไม่ต้องกลัว รอบแรกเดินดูภาพเลยโดยไม่ต้องอ่านข้อมูลอะไร รู้สึกกับภาพอย่างไร รู้สึกกับบรรยากาศที่บางภาพมาวางใกล้กันอย่างไร รอบที่ 2 ค่อยอ่านข้อมูล แล้วดูว่าความรู้สึกของเราเปลี่ยนไปอย่างไร วิธีคิดเปลี่ยนไปไหม ถ้าดูแล้วชอบก็กลับไปค้นข้อมูลศึกษาประวัติศาสตร์ต่อ ท่านผู้หญิงสรุปทิ้งท้ายถึงผู้ชมทุกท่านว่า

เป้าหมายหลักของงานนี้ เราอยากให้คนเปลี่ยนวิธีมองศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เข้ามาดูงาน มีปฏิสัมพันธ์กับงาน รู้สึกกับงาน และเปลี่ยนวิธีในการมองงานให้ต่างไปจากที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

นิทรรศการ Glass Plate Negatives: Circles of Centres

จัดแสดงวันที่ 22 พฤษภาคม – 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง