มาแต่ขะไหน
ไปกินอาหารทะเลมา ลาต๊ะกันอะหรอยนิ
ขออนุญาตซ้อมตอบกลับด้วยภาษาสะกอม เผื่อไปถึงถิ่นแล้วเจอคนสะกอมทักทายว่า มาจากไหน จะได้ตอบว่า เพิ่งไปกินอาหารทะเลกันมาและกินเล่นอย่างเอร็ดอร่อย ได้แบบเต็มคำ
เพราะวันนี้เรากำลังเดินทางไปเยือน ‘สะกอม’ ชุมชนเล็ก ๆ ริมชายทะเลจะนะ จังหวัดสงขลา กับ Tour ลาต๊ะ ทริปท่องเที่ยวแบบ One Day Trip ทริปพิเศษสำหรับ Pakk Taii Design Week 2024 ที่จะชวนไปรู้จักสะกอมให้มากขึ้นผ่านอาหาร วัฒนธรรม ท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ และรอยยิ้มกว้าง ๆ ของนิ (พี่ / น้าผู้หญิง) มะ (แม่) และบัง (พี่ / น้าผู้ชาย) เจ้าบ้านที่รอต้อนรับเราอย่างอบอุ่น
ก่อนวันเดินทาง 1 วัน พี่แก๊ส-ศุภวรรณ ชนะสงคราม ผู้จัดการ Tour ลาต๊ะ โทรมาหาเพื่อขอชื่อเฟซบุ๊กสำหรับประสานงานกันในกลุ่มและแนบลิงก์ ‘ชวนเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนไปเยือนโลกใหม่ ใกล้ ๆ ตัวที่สะกอม’ เพื่อเรียนรู้คำศัพท์สะกอมพื้นฐานและคำแนะนำก่อนมาเยือน เช่น การแต่งกายให้มิดชิด เพราะเดินทางเข้าพื้นที่ที่มีคนมุสลิมอาศัยอยู่ การพกหมวกเพื่อกันแดดกันฝน รวมถึงการพกกระบอกน้ำดื่มส่วนตัวเพื่อช่วยลดขยะพลาสติก
ส่วนอีกหน้าหนึ่งมีคำศัพท์สะกอมพื้นฐานให้เรียนรู้ หลังจากไล่ดูคำศัพท์แล้วในฐานะสาวใต้พลัดถิ่นอย่างฉันเจอคำคุ้นเคยคือคำว่า พรื่อโฉ้ (เพลง หัวใจพรือโฉ้ ขึ้น!) ที่แปลว่ารู้สึกไม่สบายใจ แต่นอกนั้นเป็นคำที่เคยเห็นเป็นครั้งแรก เช่น ฆ่าโด๊ะ – ตื่นเต้น, ได้หัว – หัวเราะ ขำ ตลก, สาราฆา – โล่งใจ ค่อยยังชั่ว และอีกมากมายหากให้แบ่งแยกย่อยลงไป
แม้เป็นคนสงขลาโดยกำเนิด แต่ฉันไม่เคยเดินทางไปจะนะ และไม่เคยรู้จักสะกอมอย่างลึกซึ้ง คำศัพท์สะกอมที่เห็นผ่านตาและความตั้งใจของคนสะกอมที่สัมผัสได้ตั้งแต่วันที่ยังไม่ออกเดินทางนั้น ‘ฆ่าโด๊ะ’ ที่จะได้ไปสะกอมมากทีเดียว
นั่งรถไฟไปสะกอม กินขนมพื้นบ้านรองท้อง
สะกอม เป็นตำบลเล็ก ๆ ติดทะเล ตั้งอยู่ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เดินทางไปได้หลายทาง ทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสาร และรถไฟ สำหรับทัวร์วันเดย์ทริปสุดพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของอาหารปันรัก พวกเราจะนั่งรถไฟไปสะกอม
“รถไฟตรงเวลา” มีใครคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อม ๆ กับเสียงประกาศจากทางสถานีดังพอดี ผู้ร่วมทริปราว ๆ 10 คนพากันเดินไปที่ชานชาลา 1 ในตั๋วรถไฟระบุขบวน 169 ชั้น 3 เวลาเดินทางจากชุมทางหาดใหญ่ 09.28 น. ถึงสถานีรถไฟจะนะ 09.56 น. ราคา 28 บาท


ฉันเลือกที่นั่งตรงข้าม 2 สาวเพื่อนสนิทที่มาร่วม Tour ลาต๊ะ ลมเย็น ๆ พัดเข้ามาทางหน้าต่าง วันนี้แดดจ้า สีท้องฟ้าสดใส หลังจากที่เมื่อวานฝนตกตลอดวัน สองข้างทางมองเห็นภูเขาสีเขียวลูกใหญ่อยู่ไกล ๆ จากเดิมที่เคยลงรถไฟสุดสายแค่ชุมทางหาดใหญ่ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งรถไฟไปต่อในรางเดิม


ระหว่างที่กำลังเพลิน ๆ กับสองข้างทาง พี่แก๊สและทีมเดินมาแจกของว่างเป็นขนมพื้นบ้านของชาวสะกอม “ในถุงกระดาษนี้มีขนม 2 อย่าง ห่อหนึ่งเรียกว่า ‘ขะเหนียวกลุ่ม’ (ข้าวเหนียวกลุ่ม) เป็นข้าวเหนียวนึ่งน้ำตาลทรายคลุกมะพร้าวและข้าวคั่ว อีกห่อคือ ‘ขะเหนียวหัวกับ’ (ข้าวเหนียวหัวกับ) ที่ 3 จังหวัด เรียกว่า ‘สมัน’ คือเนื้อปลาผัดกับเครื่อง” พี่แก๊สอธิบาย ฉันกางใบตองออกก่อนจะใช้ช้อนไม้ไผ่ที่ให้มาด้วยค่อย ๆ ตักชิม ขนมทั้ง 2 ชนิดอร่อยถูกปากจนไม่ได้ละเลียด ทั้ง 2 ห่อจึงหมดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับหัวข้อสนทนาของเพื่อนใหม่ยังไม่ทันเปลี่ยน พวกเราก็เดินทางมาถึงสถานีรถไฟจะนะแล้ว

เยือนบ้านสะกอมใหญ่ หมู่บ้านพหุวัฒนธรรม
พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอจะนะเป็นพื้นที่เกษตร มีสวนยาง สวนแตงโม หลายบ้านเลี้ยงแพะและเลี้ยงนกเขาที่ถือเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และสร้างอาชีพต่อเนื่องมากมาย เห็นได้จากหอนาฬิกาที่เป็นรูปปั้นกรงนกเขาและรูปปั้นนกเขาตัวใหญ่ตั้งโดดเด่นกลางห้าแยกหอนาฬิกา
ส่วนตัวอำเภอของจะนะจะมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม เดินรถได้ทางเดียว ตลาดนัดประจำสัปดาห์จะมีในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ ชาวประมงพื้นบ้านบางคนจะนำอาหารทะเลที่หาได้มาขายที่นี่ แต่ส่วนใหญ่จะนำไปขายตามแพในหมู่บ้าน อย่างที่แพปลาจิรา มีเรือประมงเข้ามา 30 – 40 ลำต่อวัน แม้แพจะไม่มีเวลาปิด แต่วัตถุดิบท้องทะเลตามฤดูกาลก็หมดตั้งแต่ช่วงบ่าย ๆ แม้กระทั่งวันนี้ที่พวกเรามาถึงแพในช่วงเที่ยง ๆ ยังพอจะได้เห็นปูม้า เห็นหอยโข่งอยู่บ้าง แต่เจ้าปลาทั่วไปจากทะเลจะนะอย่างปลาลิ้นหมา ปลาหลังเขียว ปลากุเลาก็เหลือไม่มากแล้ว เพราะมีคนจากหลากหลายพื้นที่ทั้งหาดใหญ่และคนในตัวเมืองสงขลาก็ต่างมาซื้ออาหารทะเลสด ๆ จากที่นี่


ได้เห็นวัตถุดิบสด ๆ เรียกน้ำย่อยก็ได้เวลาเดินทางกันต่อสู่จุดหมายถัดไป นั่นคือบ้านสะกอมใหญ่ เมืองหลวงของภาษาสะกอม ที่นี่เราได้เจอกับ นิรอชะ ไกด์นำทัวร์หมู่บ้าน นิรอชะชวนพวกเราลัดเลาะตามตรอกซอกซอย พื้นที่เดียวกันนี้มีทั้งคนไทย-พุทธ คนไทย-มุสลิม และคนไทย-จีน อาศัยอยู่ ที่นี่จึงมีทั้งวัด ศาลเจ้า มัสยิด และสุเหร่าเก่าแก่ รวมถึงอาคารไม้หลังเก่าที่เคยเป็นศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ก็กำลังสืบหาว่ามีอายุมาแล้วกี่ร้อยปี
นิรอชะเล่าว่า “บ้านสะกอมใหญ่เป็นชุมชนพหุวัฒนธรรม พวกเราคนมุสลิม คนไทย คนจีนอยู่ด้วยกันมานานอย่างสันติ บ้านคนจีนสังเกตไม่ยาก เพราะจะมีโคมแดงแขวนอยู่หน้าบ้าน”
พี่แก๊สเสริมต่อ “ในอำเภอจะนะ คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเราจะเห็นบังขี่มอเตอร์ไซค์ให้พระซ้อน หรือบังเอากับข้าวไปให้พระ เป็นเรื่องปกติของที่นี่”


ได้เวลาลาต๊ะแบบติดฉาวริมหาดบ่อโชน
ไม่ไกลจากบ้านสะกอมใหญ่ รถตู้ก็พาพวกเรามาถึงหาดบ่อโชน ข้างหน้าเป็นทะเลกว้าง มีเรือประมงลำใหญ่จอดอยู่บนหาดทราย ทั้งนิและมะนั่งล้อมวงกันอยู่บนเสื่อคล้ายกำลังเตรียมตัวปิกนิก
แต่ก่อนจะไปขอนั่งร่วมวงด้วย นิสน ต้อนรับทุกคนอย่างเป็นทางการอีกครั้งด้วย Welcome Drink น้ำคนที ต้นไม้ชื่อคนทีขึ้นอยู่ตามชายหาด โดยนำใบมาตากแห้งทำเป็นชา หากบีบมะนาวลงไปสักนิดก็ดื่มแล้วสดชื่นเหมือนดื่มชามะนาวเลยทีเดียว บนโต๊ะใกล้ ๆ กันมีฮิญาบและผ้าถุงหลากลวดลายและสีสันให้สาว ๆ ในทัวร์เลือกนุ่ง ก่อนที่มะจะลามอแป้ง คือการเอาแป้งผสมน้ำมาลามอหรือทาหน้าให้ทุกคน จนโดนแซวกันว่า “หานักท่องเที่ยวไม่เจอแล้ว” พวกเราสาว ๆ หันมายิ้มให้กัน รู้สึกตีเนียนเป็นคนสะกอมได้สำเร็จ
เอาล่ะ! ความสนุกอีกมากมายกำลังจะเริ่มต้นหลังจากนี้ เพราะได้เวลาล้อมวง เท่ม (ทิ่ม) ข้าวดอกราย อาหารพื้นบ้านของคนสะกอม ด้วยครกดอกราย ครกของคนสะกอม ครกไม้มีหลุมตรงกลางและมีบ่ายื่นออกมาเป็นเขียง จะหั่น สับ หรือซอยก็ปาดลงครกได้ทันที
เริ่มจากโขลกตะไคร้ที่นิซอยเตรียมไว้ให้ละเอียด ตามด้วยหอมแดง พริก มะขามเปียก กะปิสะกอมหอม ๆ เนื้อปลาสุก โขลกให้เข้ากัน นิที่นั่งอยู่ติดกันบอก “เท่ม (ทิ่ม) ให้แรง ๆ” ฉันหัวเราะดัง สำหรับคนไม่ค่อยเข้าครัวอย่างฉัน นิเลยกระซิบเทคนิคว่าให้เลื่อนมือมาจับตรงด้านบนสุดของสากแล้วตำ ทำแบบนั้น น้ำหนักจะลงดีและตำได้ละเอียดขึ้น
เมื่อโขลกส่วนผสมเข้ากันดีแล้วก็เอาข้าวเย็นลงไปเท่มเบา ๆ เพื่อคลุกให้ทั่วแล้วตักใส่จาน วางปลาทอดและผักเหนาะไว้ข้าง ๆ ลองกินเข้าไปคำแรกเท่านั้นล่ะ ขอตะโกนว่าหรอยจังฮู้ดัง ๆ 3 ที


พี่แก๊สอธิบายเพิ่มเติมถึงที่มาของข้าวดอกรายว่า “ข้าวดอกรายมีที่มาจากการการแปรรูปข้าวที่เย็นแล้วมาคลุกกับวัตถุดิบต่าง ๆ เกิดเป็นอาหารมื้อพิเศษ และยังเป็นอาหารที่แสดงวัฒนธรรมของคนในชุมชนที่ชอบกินข้าวด้วยกัน โดยมีคำภาษาสะกอมเรียกว่า ‘ราไหม’ ที่แปลว่าความสนุกสนานที่ต้องทำร่วมกัน บางทีจะมีการตะโกนบอกว่า เดี๋ยวมากินข้าวราไหมกันนะ คนนี้เอาปลามา คนนี้เอากะปิมา เมื่อเอาวัตถุดิบมารวมกันจึงเกิดเป็นข้าวดอกราย 1 มื้อ”
ส่วนพวกเราหลังจากได้ข้าวดอกรายคนละจานแล้ว ก็โยกย้ายตัวเองไปนั่งบนโต๊ะเตรียม ติดฉาว (ปิ้งย่างอาหารทะเลสด ๆ ด้วยตัวเอง) บนเตาที่นิเตรียมไว้มีทั้งกุ้งแชบ๊วย กุ้งกับ (กั้งกระดาน) หมึก ปู และปลาจาและ (ปลาหางแข็ง) ที่กำลังสุก
“ในหม้อก็มีปลาทูต้มไปนัด” นิบอกแล้วเปิดหม้อให้ดู ปลาทูตัวใหญ่พร้อมเสิร์ฟลงจาน สำหรับ Tour ลาต๊ะ นอกจากจะมีรูปแบบการกินแบบติดฉาวแล้ว ยังมีรูปแบบการกินแบบ ติดนิ ไปกินที่บ้านให้นิทำให้กิน และ ติดเล คือกินริมเลหรือกินกลางทะเลอีกด้วย
ส่วนน้ำจิ้มหรือน้ำจุ้มที่คนสะกอมเรียกขอบอกว่าเป็นทีเด็ด เพราะนอกจากมีน้ำจุ้มซีฟู้ดสุดแซ่บแล้ว ยังมีน้ำจุ้มที่เวลาจะออกเสียงแล้วทุกคนจะดูเขิน ๆ หน่อย คือน้ำจุ้มเงี่ยน รสชาติจะคล้าย ๆ น้ำจิ้มถั่ว คนสะกอมใช้กินกับของที่ใช้ลวกหรือดิบ ส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบเป็นพริกกระเทียม ตะไคร้ ถั่ว และมะนาว
มาถึงบรรทัดนี้ขออธิบายถึงคำว่า ลาต๊ะ ที่เป็นชื่อทัวร์ของเราสักนิด โดยคำว่า ลาต๊ะ ในภาษาสะกอมแปลว่า กินเล่น เนื่องจากเป็นชุมชนชายทะเล ทำให้อาหารทะเลที่นี่มีเยอะจนชาวบ้านเอามากินเล่นหรือกินกับมากกว่ากินข้าวได้
วันนี้ฉันเข้าใจคำว่าลาต๊ะอย่างถ่องแท้ เพราะพวกเราเล่นไม่พูดไม่จา คว้าปู กุ้ง กั้งมานั่งแกะเข้าปากกันไม่หยุด นิสนที่เห็นพวกเราตั้งใจกินเลยมาช่วยแกะให้เรากินกันได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น (มาถึงตรงนี้ต้องขออนุญาตลูบพุง 1 ครั้ง)
“ปูหวาน หวานมาก”
“แกะจนนิ้วล็อกไปเลย” (หัวเราะ)
“อยากมากินอีก”
“กินไม่สนใจทะเลเลย”
เพิ่งได้ยินเสียงของสมาชิกดังหลังจากอาหารบนโต๊ะพร่องลงไป พอมีใครคนหนึ่งพูดคำว่าทะเลขึ้นมา ทุกคนจึงพร้อมใจกันเงยหน้ามามองทะเลที่อยู่ตรงหน้า
“คนทั่วไปเห็นทะเลก็นึกว่าเป็นที่ท่องเที่ยวหรือว่าเป็นน้ำ น้ำทะเล น้อยคนนักที่นึกขึ้นว่ามันเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งทำมาหากิน โดยเฉพาะทะเลจะนะไม่ได้กินกันแค่ในชุมชน แต่มันเป็นทะเลของโลก เป็นแหล่งอาหารของโลก
“เรานั่งกินกันท่ามกลางวิถีของชุมชนประมง บางทริปจะมีเรือวิ่งเข้ามาตรงนี้เลย ชาวประมงก็จะยกอวน ยกปู ยกกุ้งออกจากเรือเลยนะ แล้วเราเอามาทำอาหารเลย คือสดมาก ถ้าอยากให้สดกว่านี้ต้องลงไปกินในทะเลแล้วนะ” พี่แก๊สอธิบายถึงความสำคัญของทะเลจะนะและความสดของวัตถุดิบที่เรียกเสียงหัวเราะจากพวกเราได้ทุกคน


เวิร์กช็อปปาแรแต๊ะ โปะเทียน กินหมึกจุกเหนียว
อิ่มกับอาหารทะเลสด ๆ ก็ได้เวลาขยับร่างกายสักนิดให้ย่อยสักหน่อยกับเวิร์กช็อปปาแรแต๊ะ การประดิดประดอยเปลือกหอย โดยนำ ส็อกแส็ก คือเปลือกหอยที่เป็นขยะติดอวนมาล้างให้สะอาด บนโต๊ะเราจึงเห็นทั้งเปลือกหอยกริช หอยไม้เท้ายายม่อม หอยโนรี หอยเชลล์ หอยปิ่น และหอยหนามที่นิเจาะรูเล็ก ๆ เตรียมไว้ให้ทุกคนนำมาร้อยด้วยเชียก (เชือก) ไนลอน เชือกที่ชาวประมงใช้มัดเสาธง มัดทุ่น มัดตีนอวนที่มีน้ำหนักเยอะ ๆ ออกแบบใหม่เป็นโมบายหรือเครื่องประดับ


นั่งร้อยสร้อยคอยังไม่เสร็จดีก็เห็นนิถือสากถือครกมานั่งตำอีกแล้ว เพราะกิจกรรมต่อไป คือการโปะเทียน หรือการรักษาเล็บแบบชาวสะกอม เพราะใช้มือใช้เล็บปลดส็อกแส็ก อีกความหมายหนึ่งคือเพื่อความสวยงาม โดยเฉพาะเจ้าสาวจะโปะเทียนก่อนแต่งงาน เพื่อให้เล็บเป็นสีส้ม วิธีการคือนิจะเด็ดใบเทียนมาล้างให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด จากนั้นนำมาผสมกับข้าวสวย น้ำส้มแขก ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ (มีหลายสูตร) และโปะลงบนเล็บ ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เล็บก็จะกลายเป็นสีส้ม หากพรมน้ำต่อไปเรื่อย ๆ เล็บก็จะกลายเป็นสีส้มเข้ม
ฉันที่เคยสงสัยมาตลอดว่าเพื่อนร่วมห้องเรียนสมัยประถมทำไมถึงทาเล็บมาโรงเรียนกันได้ วันนี้ได้คำตอบแล้ว


“ได้เวลาหมึกจุกเหนียว” นิรอชะพูดขึ้น นิชวนเรากินแล้วหล่าว (กินอีกแล้ว) แม้เล็บยังโปะใบเทียนอยู่ แต่ไม่ใช่อุปสรรค เมื่อนิเปิดหม้อ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกะทิก็โชยมาแตะจมูกทันที หมึกกล้วยตัวอ้วน ๆ หลายสิบตัวนอนนิ่งอยู่ในนั้น เมนูนี้มีชื่อว่า หมึกจุกเหนียว เมื่อกัดผ่านเนื้อหมึกนุ่ม ๆ จะเจอข้าวเหนียวนิ่ม ๆ โดยเมนูนี้เกิดจากชาวประมงหาหมึกมาได้เยอะ เยอะจนเหลือจากการทำกับข้าว ซึ่งสูตรของแต่ละบ้านจะแตกต่างกัน แต่วิธีการใกล้เคียงกัน คือเอาหัวเอาตาหมึกออก ใส่ข้าวเหนียวลงในตัวหมึก ใส่หัวกลับลงไป จากนั้นเอาไม้กลัดไว้ แล้วใส่กะทิ ตั้งไฟให้สุก ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย เกลือ เพิ่มกลิ่นหอมด้วยใบตะไคร้ ใบเตย กลายเป็นของหวานที่หลายคนชิมแล้วต้องขอเบิลตัวที่ 2 เลยทีเดียว

ก่อนจากกันวันนี้ พี่แก๊สชวนทุกคนมาล้อมวงสนทนาใต้ต้นสนที่กำลังปลิวไสว ฉากหลังยังคงเป็นทะเลจะนะ มีบังยืนทอดแหในทะเล เด็ก ๆ วิ่งไล่จับกันส่งเสียงดังที่ทำให้รู้ว่ากำลังสนุก ครูกอเฉม นำการสนทนา นอกจากการรับรู้ความในใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักของทุกคน ทำให้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Tour ลาต๊ะ เป็นการต่อยอดมาจากโครงการอาหารปันรักที่ชาวบ้านในชุมชนจะนะเชิญชวนมาชิมอาหารทะเลอันเป็นทรัพยากรหลักในพื้นที่ จากนั้นได้เสริมเติมกิจกรรมที่ล้วนมีที่มาจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยคนในชุมชนกลุ่มเดิม คือ ‘กลุ่มนักรบผ้าถุง’ ผู้คนที่รักและหวงแหนท้องทะเลจะนะอย่างบริสุทธิ์ใจและเพียรพยายามที่จะอนุรักษ์ผืนทะเลแห่งนี้มายาวนาน จนทำให้วันนี้ทุกคนที่นี่รวมถึงพวกเรายังได้มายืนสูดอากาศบริสุทธิ์ เรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่าง และกินอาหารทะเลสด ๆ อยู่ตรงนี้
ฉันไม่รู้จะฉายภาพความประทับใจที่เกิดขึ้นของทริปที่สะกอมตลอด 1 วันให้หมดได้อย่างไร นอกจากจะชวนทุกคนไป Tour ลาต๊ะ กินน้ำกินขะด๋ม แค่เตรียมตัวและเตรียมพุงให้พร้อม แล้วทักไปที่ Facebook : อาหารปันรัก ได้เลย


