เมื่อ 2 ปีที่แล้ว The Cloud นำเสนอเรื่องราวของ ‘นาคกี้’ โปรเจกต์หยิบสัตว์ในตำนานของจังหวัดบึงกาฬมาออกแบบให้น่ารักและปั้นเป็นของฝากประจำจังหวัด โดย พระมหาศรายุทธ อคฺคธมฺโม รองเจ้าอาวาสวัดศรีสามัคคีธรรม เพื่อนำรายได้จากการขายของมาเป็นทุนการศึกษาให้เณรและเด็กวัด
นาคกี้เป็น 1 ใน 54 โปรเจกต์ภายใต้ ‘โครงการสุดยอดนวัตกรรมช่างชุมชน ช.การช่าง’ โครงการที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของช่างชุมชนให้ได้พัฒนาฝีมือตัวเอง และต่อยอดนวัตกรรมที่มีในมือ
คำว่า ‘ช่าง’ หมายถึงผู้ชำนาญในการฝีมือหรือศิลปกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อจับมารวมกับคำว่า ‘ชุมชน’ คำคำนี้จึงหมายถึงคนที่นำความเชี่ยวชาญของตัวเองมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนาชุมชนของตัวเองให้ดีขึ้น
“The Cloud เป็นสื่อแรกนะที่ขอคุยกับผม ส่วนมากจะติดต่อมาเพื่อขอเบอร์ติดต่อช่างชุมชนที่เขาสนใจ” ประโยคหนึ่งที่ แจ็ค-นาวี นาควัชระ หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการทำโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง บอกกับเรา

ในความเป็นจริง หากเราอยากนำเสนอความดีงามของโครงการเพื่อสังคมสักโครงการหนึ่ง ก็ควรเล่าผ่านการทำงานที่เป็นรูปธรรม แต่การได้คุยกับคนที่อยู่เบื้องหลังก็สำคัญและน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเราจะได้เข้าใจแนวคิดตั้งต้นและเห็นกระบวนการทำงานที่อยู่เบื้องหลังการสร้างนวัตกรรมดี ๆ ออกมาพัฒนาสังคมมากมาย อย่างเช่นโปรเจกต์นาคกี้
แจ็คพร้อมแล้วที่จะมาเล่าเรื่องราวการทำงานของเขากับโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง มาตลอด 5 ปี
นวัตกรรมชาวบ้าน
ก่อนจะได้มาปลุกปั้นทำโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง เส้นทางชีวิตของแจ็คคล้ายกับเอ็นจีโอส่วนใหญ่ ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยเขามีโอกาสไปเป็นอาสาพัฒนาชุมชนหลายแห่ง เห็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ แม้จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ แต่กลับแก้ปัญหาได้จริง และทำให้คนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริง ๆ
“ลักษณะการทำงานของเราคือไปศึกษาภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น แล้วถ่ายวิดีโอเก็บไว้สำหรับทำเว็บไซต์เพื่อเก็บรวบรวมองค์ความรู้เหล่านี้”
แจ็คตกตะกอนได้ว่า ภูมิปัญญานับเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่ในอดีตเพื่อแก้ปัญหาของคน ผ่านการทดลองทำซ้ำไปซ้ำมาเพื่อพิสูจน์ว่าแก้ได้จริง แต่พอสิ่งนี้ถูกเรียกว่า ‘ภูมิปัญญา’ ความน่าสนใจอาจถูกลดทอนลงไป ภูมิปัญญาบางอย่างจึงสูญหายไปตามกาลเวลา
“เรามีความเชื่อว่า ทุกคนมีศักยภาพที่จะแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหาที่ชุมชนส่วนใหญ่พยายามแก้ คือการทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากความยากจน เขาพยายามคิดนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองลืมตาอ้าปากได้ เขาแค่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนให้เขาใช้ศักยภาพที่มีทำสิ่งนี้ได้”

ตอนที่ยังเป็นนักศึกษา ชายหนุ่มได้แต่ทดในใจว่า อนาคตข้างหน้าจะต้องหาวิธีรวบรวม เก็บรักษา และส่งต่อให้องค์ความรู้ไม่สูญหายไป ซึ่งแจ็คก็ทำได้จริง ๆ หลังเรียนจบได้ระยะหนึ่ง เขาตัดสินใจเปิดวิสาหกิจเพื่อสังคม ‘บริษัท นวัตกรรมชาวบ้าน จำกัด’ เมื่อ พ.ศ. 2552 เพื่อเก็บรวบรวมนวัตกรรมในภาคเกษตรกรรม
“เราค้นพบว่าในเวลานั้นมีเกษตรกรหลายคนที่เป็นผู้สูงอายุ เขาต้องการอุปกรณ์ที่ช่วยทุ่นแรงและเงินในกระเป๋า เราจึงทำหน้าที่รวบรวมนวัตกรรมที่ช่วยเขาได้” งานนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้แจ็คได้เข้าไปสัมผัสโลกของนวัตกรรมท้องถิ่น
เวลาผ่านไป แจ็คได้รู้จักกับ ChangeFusion องค์กรสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่สนใจงานของเขา และรู้ว่ามีภาคเอกชนที่อยากสนับสนุนงานดี ๆ แบบนี้อย่าง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 3 องค์กรจึงจับมือร่วมกันทำ ‘โครงการช่างชุมชน ช.การช่าง’ โดยมีเป้าหมายรวบรวมและพัฒนาฝีมือช่างชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วไทย

ช่างชุมชน
รูปแบบการทำงานของโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง จะเข้าไปค้นหาช่างชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีความพยายามพัฒนานวัตกรรมของตัวเอง พวกเขาจะเข้าไปสนับสนุนให้ช่างคนนั้นมีทักษะที่มากพอในการพัฒนานวัตกรรมของตัวเอง และเกิดการต่อยอดที่สร้างรายได้ความมั่นคงให้ช่างคนนั้น
“ตอนแรกที่ตัดสินใจทำโครงการ เราก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนทำเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน รู้แค่ว่ามีคนทำแน่ ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะมากพอที่จะทำโครงการได้หรือไม่”
ช่วงแรก ๆ ของการทำงานจึงมีอุปสรรคใหญ่อยู่ที่การตามหาช่างชุมชน ทีมงานใช้วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดอย่างการท่องโลกอินเทอร์เน็ต ค้นหาช่างชุมชนทุกหัวมุมทั่วไทยในเว็บไซต์ข่าวต่าง ๆ จนได้ช่างชุมชนมาร่วมโครงการประมาณ 10 คน อาจเป็นตัวเลขที่ไม่ได้มากจนน่าตกใจ แต่ก็ทำให้แจ็คใจชื้นว่า ช่างชุมชนที่เขากำลังตามหามีอยู่จริง

ปีแรกของการทำโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง เน้นทำงานกับช่างในภาคเกษตรกรรม เพราะเป็นแวดวงที่แจ็คคุ้นเคย ช่างกลุ่มนี้จะสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยทุ่นแรงในการทำการเกษตร เขายกตัวอย่างผลงานรถตัดหญ้าโซลาร์เซลล์ของช่างชุมชนในจังหวัดลำปาง งานนี้เกิดจากความตั้งใจที่อยากลดต้นทุนการใช้เครื่องตัดหญ้า ซึ่งส่วนมากใช้พลังงานจากน้ำมัน เขาสร้างเครื่องตัดหญ้าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน ช่วยลดต้นทุนซื้อน้ำมันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ฟังแล้วอาจคิดว่าการจะสร้างเครื่องตัดหญ้าลักษณะนี้ได้ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่แจ็คออกตัวเลยว่า นวัตกรรมเกือบทั้งหมดในโครงการทำได้จริงด้วยอุปกรณ์ที่มีในร้านขายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีอยู่แทบทุกจังหวัด


ในมุมมองของแจ็ค ความแตกต่างของโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง กับโครงการแก้ปัญหาสังคมที่มีอยู่มากมาย ตรงที่พวกเขานำทักษะช่างมาใช้คิดวิธีแก้ปัญหา
“ช่างหลายคนมีความตั้งใจดี อยากพัฒนาชุมชน อยากแก้ปัญหา แต่คำถามสำคัญคือเราจะทำให้ความตั้งใจดีหรือไอเดียที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
“ผมคิดว่าทักษะของช่างช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สมมติทุกคนอยากแก้ปัญหาไฟป่า คงจะมีไอเดียเป็นร้อย แต่จะมีไอเดียไหนที่ทำได้จริง ไม่ใช่เป็นแค่แนวคิด ซึ่งทักษะช่างจะช่วยให้เราพิจารณาและลงมือทำได้จริง”
นาคกี้หรือรถตัดหญ้าโซลาร์เซลล์เป็นตัวอย่างของความตั้งใจดีจากเหล่าช่างชุมชนที่เกิดขึ้นจริง
“สังคมเรามีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นในทุกวัน ซึ่งทักษะของช่างช่วยให้เรารับมือสิ่งนี้ได้ สำหรับผม ช่างชุมชนไม่ใช่แค่คนซ่อมแซม แต่เป็นคนคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา”

สภาพแวดล้อมทีี่เหมาะสม ทำให้คนเติบโต
“ผมว่าช่างชุมชนมีศักยภาพอยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ในจุดที่คนไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาทำ เขาอาจจะขาดความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์บางอย่าง ขาดทุนทรัพย์ในการพัฒนา โครงการนี้จึงต้องเข้าไปอุดรอยรั่วเหล่านี้”
บทบาทของโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง จึงอยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนให้ช่างพัฒนาทั้งตัวเองและงาน
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของแจ็คประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ
หนึ่ง คัดเลือก ตามหาช่างชุมชนที่มีไอเดียอยากแก้ปัญหาในบ้านตัวเอง
สอง บ่มเพาะ เมื่อได้คนที่ต้องการก็พาเขามาเรียนรู้ เติมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน
สาม ต่อยอด เมื่อช่างได้รับการพัฒนา ก็ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของตัวเอง ซึ่งแจ็คมองว่าการต่อยอดมี 2 แบบ คือต่อยอดนวัตกรรมให้ดีขึ้น และต่อยอดในเชิงการขยายผล เพราะถ้านวัตกรรมนั้นใช้ได้แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งคงยังไม่เพียงพอ เพราะนวัตกรรมที่ดีต้องใช้ได้ในทุกพื้นที่ที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน
2 องค์ประกอบสุดท้าย คือเชื่อมต่อและขยายผล จัดกิจกรรมให้ช่างชุมชนที่อยู่ห่างไกลได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ เปิดโอกาสให้ได้พบกับคนที่จะช่วยเติมเต็มนวัตกรรมของพวกเขาให้สมบูรณ์มากขึ้น

ระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมดที่เล่ามานี้ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นจะเป็นการตัดสินใจของช่างชุมชนว่าเขาจะพัฒนานวัตกรรมของตัวเองต่ออย่างไร ซึ่งทางโครงการก็จะช่วยสนับสนุนอีกแรง
“มีงานหนึ่งที่ผมชอบ เป็นโปรเจกต์ทำเตียงกายอุปกรณ์ เป็นเตียงสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว หรือคนที่มีปัญหาทางร่างกาย เตียงจะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยเขาบริหารร่างกาย ซึ่งราคาเตียงลักษณะนี้ในท้องตลาดค่อนข้างสูง ประมาณหลักหมื่น ช่างชุมชนจึงหาวิธีสร้างเตียงที่ใช้งบไม่เกิน 5,000 บาท และใช้อุปกรณ์ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ต้นไม้ที่มีในชุมชน หรือซื้ออุปกรณ์จากร้านขายวัสดุก่อสร้าง
“โปรเจกต์ทำเตียงกายอุปกรณ์ขยายผลด้วยการส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่คนที่สนใจ ลูกค้าหลัก ๆ เป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ให้ประชาชน แต่มีงบประมาณจำกัด ก็จะให้ช่างชุมชนไปช่วยสอนทำเตียง หรือบางคนก็ต่อยอดเอาความรู้ที่ได้ไปทำเตียงขายก็มี เกิดการขยายผลไม่มีที่สิ้นสุด”

แก้ปัญหาสังคมไปพร้อมกับทำให้ตัวเองอยู่รอด
เป้าหมายใหญ่ของช่างชุมชนคือการแก้ปัญหา แต่แจ็คมองเห็นว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเจ้าตัวต้องอยู่รอดได้ด้วย เพราะถ้าตัวเรายังลำบาก คงไม่มีแรงไปช่วยสังคม นั่นจึงเป็นเหตุผลให้โครงการช่างชุมชน ช.การช่าง พยายามส่งเสริมให้ช่างชุมชนสร้างรายได้จากนวัตกรรมตัวเอง ผ่านการพัฒนาเป็นธุรกิจ
“กลุ่มช่างที่ผลิตเครื่องตัดหญ้าโซลาร์เซลล์ตอนนี้กำลังพัฒนาอุปกรณ์ดับไฟป่าโซลาร์เซลล์ เพราะที่ลำปางมีปัญหาไฟป่า เวลาจะไปดับไฟป่าทีหนึ่งต้องแบกทั้งเครื่องดับไฟ ทั้งน้ำมัน สร้างภาระให้คนทำงาน จึงพัฒนาทำอุปกรณ์ดับไฟป่าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน”

จากความตั้งใจที่อยากรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ต้องเจอกับอุปสรรคอย่างความไม่แน่ใจว่าจะมีคนทำสิ่งนี้มากพอให้เขาเก็บรักษาหรือไม่ หรือการที่โควิด-19 เข้ามาเป็นอีกหนึ่งบททดสอบ ปัจจุบันโครงการช่างชุมชน ช.การช่าง ดำเนินการมาถึงปีที่ 5 มีช่างชุมชนในเครือข่ายกว่า 50 คนที่กำลังพัฒนาผลงานของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาสังคมในทางใดทางหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ทำให้คนเบื้องหลังอย่างแจ็คยิ้มได้ และพร้อมจะเดินหน้าทำโครงการต่อไป
“ในแต่ละปีเราสูญเสียงบประมาณจำนวนมากไปกับการทำบางอย่างที่มองจากข้างบนว่า ชุมชนมีปัญหานี้ ก็จัดงบไปแก้ปัญหา แต่สุดท้ายอาจแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้เข้าใจปัญหาหรือบริบทของชุมชนนั้น ๆ
“การที่เราเข้าไปสนับสนุนช่างชุมชนซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ช่วยเขาพัฒนานวัตกรรมภายใต้งบประมาณที่เขาทำได้ ผมมองว่าช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ได้เยอะมาก เช่น งานพัฒนาอุปกรณ์ดับไฟป่าที่เล่าไป ถ้าคนในชุมชนแก้ปัญหาไฟป่าได้จริง ลดฝุ่น PM 2.5 ได้จริง คนเมืองก็ได้ประโยชน์ด้วย
“สิ่งที่ผมให้คุณค่าเสมอมาคือศักยภาพของคนในชุมชน ต้องมองก่อนว่าชุมชนมีศักยภาพ เพียงแต่เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ ถ้าเราสนับสนุนเขา สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ให้เขาได้คิด แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง มันจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนกว่า”


Facebook : ช่างชุมชน ช.การช่าง
