ถ้าดูด้วยตา บ้านหลังเล็กในเมืองน่านหลังนี้ก่อสร้างด้วยไม้ผสมปูน
แต่หากดูด้วยใจ หัวใจสำคัญที่กำหนดเส้นร่าง สัดส่วน และฟังก์ชันของบ้าน คือความรักที่มีต่อคุณพ่อและคุณแม่ อยากให้ท่านมีบ้านอยู่สบายในทุกฤดู สอดคล้องกับสภาพอากาศ และวันเวลาในวัยเกษียณ
การสร้างบ้านให้คุณพ่อและคุณแม่คงเป็นหนึ่งในความฝันของใครหลายคน เช่นเดียวกับ คุณเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์สถาพร เจ้าของบ้านที่สร้างพื้นที่ให้พ่อแม่ยามที่ท่านเดินทางจากบ้านในกรุงเทพฯ มาเยี่ยมพี่ชายคุณเต้ที่เป็นคุณหมออยู่ที่จังหวัดน่าน และหลานสาวหัวแก้วหัวแหวน
ตัวบ้านประยุกต์ภูมิปัญญาพื้นถิ่นทางล้านนาให้เข้ากับยุคสมัย ผสมความดั้งเดิมและทันสมัยสำหรับผู้สูงวัย เช่น หน้าต่างด้านบนรอบห้องโถงที่เปิด-ปิดได้อิสระเพียงแค่กดสวิตช์ เปิดเมื่อระบายอากาศและปิดเพื่อกันฝุ่นควันได้อย่างมิดชิด ประตูทุกบานเป็นบานเลื่อนที่ใช้วีลแชร์เข็นผ่านได้ทุกห้อง ไปจนถึงเหล่าต้นไม้รอบบ้านที่ให้ความเย็นสบายตา ความร่มรื่น และเก็บผลทานได้ตามฤดูกาล

บ้านหลังนี้มีที่มาอย่างไร วันนี้เราได้คุยกับคุณเต้ เจ้าของบ้าน พร้อมด้วย อาจารย์จุลพร นันทพานิช และ ทราย-กฤติกา ใจมูล สถาปนิกจากป่าเหนือสตูดิโอ ถึงเบื้องหลังการสร้างบ้านที่ใช้ทั้งหัวและใจ ผสมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในหลังเดียวกัน
จากบ้านพี่สู่บ้านน้อง
แม้สมาชิกในครอบครัวจะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่พี่ชายอย่าง หมอต่อง-นพ.ณัฐธร ดาราพงศ์สถาพร ซึ่งเคยฝึกงานที่โรงพยาบาลน่าน กลับตกหลุมรักจังหวัดนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขนาดว่าเรียนจบแล้วก็ยังเลือกกลับมาเป็นแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่โรงพยาบาลจังหวัดน่านอีกครั้ง
“อยู่ที่น่าน ผมรักษาคนไข้ได้มากกว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ อีก” หมอต่องตอบหลังจากที่เราถามเขาว่าทำไมถึงเลือกกลับมาที่น่านอีกครั้ง
เพราะกรุงเทพฯ นั้นวุ่นวาย โดยเฉพาะการเดินทาง พอมาสร้างบ้านที่น่าน คุณหมอจึงเลือกทำเลติดถนนที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล และเป็นพื้นที่สูงเพื่อเลี่ยงอุทกภัย
นอกจากสร้างบ้าน หมอต่องยังสร้างครอบครัว จนมีลูกสาวที่เกิดและเติบโตที่จังหวัดน่านอีก 1 คน
ด้วยความรัก ความคิดถึง และความกลมเกลียวเหนียวแน่นในครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ และคุณเต้ จึงยกโขยงจากกรุงเทพฯ ไปที่น่านอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเยี่ยมเยียนหมอต่องและหลานสาว
พอบ่อยครั้งเข้า คุณเต้ก็เริ่มอยากสร้างบ้านให้พ่อแม่มีพื้นที่ของตัวเอง โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง บ้านจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่อยู่สบาย ระบายอากาศได้ดี มีพื้นที่ที่ปรับเปลี่ยนให้ผู้สูงอายุได้ และมีภาพรวมที่แปลกแยกไปจากบ้านพี่ชายมากนัก
“ตอนแรกจะทำบ้านให้พ่อแม่ พอดีได้ที่ดินที่อยู่ข้างบ้านพี่ชายมา เลยอยากทำบ้านที่มีกลิ่นอายแบบล้านนาล้อไปกับบ้านของพี่ชายที่อยู่ข้าง ๆ กัน เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ และเน้นว่าให้ผู้สูงอายุอยู่อาศัยง่าย” คุณเต้เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจทำบ้าน
โดยบ้านขนาด 180 ตารางเมตรหลังนี้นำวัสดุจากการสร้างบ้านพี่ชายมาใช้สร้างบ้านน้องสาว เมื่อเดินดูภายในตัวบ้าน จึงเห็นการนำวัสดุไม้มาประกอบตามจุดต่าง ๆ ทั้งพื้น เสา หลังคา ไปจนถึงผนัง

โดยเฉพาะกระเบื้องดินขอที่ปูบนประตูรั้วบ้าน และชานบ้านที่มีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นไม้เก่า ไม้แต่ละแผ่นที่ใช้อาจไม่ได้เนี้ยบมาก เพราะต้องการโชว์ความงามของผิวสัมผัสและลวดลายของวัสดุแบบดั้งเดิมโดยไร้การปรุงแต่ง สอดคล้องกับแนวคิดแบบวาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ที่หมายถึงความงามตามธรรมชาติและความไม่สมบูรณ์แบบ

ทีมป่าเหนือสตูดิโอมาลงสำรวจพื้นที่ วัดขนาดหนากว้าง ก่อนออกแบบ ตัดแต่ง ขัดผิว ทาน้ำยาเคลือบไม้ แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในส่วนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เช่น ไม้แดงและไม้ประดู่ นำไปทำพื้นไม้ด้านนอกเพราะเป็นไม้เนื้อแข็งและทนทาน ส่วนพื้นไม้ด้านในใช้ไม้สักมาปูเป็นแบบไม้ปาแก้ นอกจากนี้ยังนำไปทำเป็นเสาไม้หรือติดคลุมผนังปูน ตกแต่งเสริมให้บรรยากาศอบอุ่นสบายตา

ส่วนประตูหน้าต่างรอบนอกก็เป็นของมือสองหรือของโบราณที่พี่ชายเลือกซื้อมาจากพม่าและอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งมีกลิ่นอายแบบ Colonial ผสมผสานตะวันตกและตะวันออก หรือบางบานก็เป็นประตูทำขึ้นจากไม้หน้าใหญ่ที่หาได้ยากในปัจจุบัน
ส่วนทางเดินรอบบ้านปูด้วยอิฐมอญปั้นมือ ซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นซึ่งหาได้ที่ชุมชนบ้านพวงพยอม จังหวัดน่าน โดยมีความแข็งแรงใกล้เคียงกับอิฐมอญทั่วไป และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในจังหวัดน่านไปในตัว
บ้านเย็นอยู่สบาย
ด้วยบ้านหลังนี้ถูกคิดและออกแบบโดยที่มีพื้นฐานการประยุกต์จากภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ทำให้พื้นที่ทั้งหมดในบ้านอยู่สบายและเย็นสบาย
โดยเฉพาะส่วนชานบ้านหลังนี้ที่นั่งเล่นรับลมได้ตลอดทั้งปี

ชานทิศใต้ได้ร่มเงาในช่วงเช้า รับลมมรสุมตั้งแต่เดือนมีนาคม-ตุลาคม ส่วนชานทิศเหนือมีร่มเงาในช่วงบ่าย รับลมหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เป็นพื้นที่นั่งเล่นเอกเขนกนั่งชมต้นไม้รอบ ๆ บ้าน


เมื่อลมไหลจากชานเข้ามาจะเข้ามายังห้องโถงที่มีเพดานสูง มีคานแต่ไร้เสา เน้นให้โล่งและปลอดโปร่ง สำหรับเป็นพื้นที่กิจกรรมหรือพื้นที่รวมตัว ทานอาหาร พักผ่อน นั่งเล่นกับหลาน และเชื่อมไปยังห้องครัวอีกที มีหน้าต่างไว้เสิร์ฟอาหารโดยตรงจากครัว

บริเวณห้องโถงและห้องครัวมีช่องหน้าต่างบานกระทุ้งที่เรียกว่า ‘คอสอง’ อยู่ด้านบน
คอสองเป็นช่องระบายอากาศ เมื่ออากาศร้อนไหลขึ้นด้านบนจะไหลออกจากช่องนี้ไป ช่วยให้อากาศร้อนไม่สะสมอยู่ในบ้าน เพราะถ่ายเทออกไปได้ทันที
ในขณะที่ฤดูฝุ่น ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน หน้าต่างคอสองก็เปิด-ปิดได้อย่างอิสระด้วยการกดสวิตช์ เป็นระบบที่ป่าเหนือสตูดิโอคิดค้นและติดตั้งเข้าไป เป็นการอัปเกรดการระบายอากาศของภูมิปัญญาพื้นถิ่น ให้กันฝุ่นได้ในเวลาเดียวกัน และช่วยให้บ้านมีความมิดชิดมากขึ้น

แม้ในฤดูฝุ่นประตูหน้าต่างในบ้านจะปิดหมด แต่บ้านก็ยังคงเย็นสบาย เพราะโครงสร้างบ้านชั้นเดียวแบบยกใต้ถุนประมาณ 1 เมตรนี้เป็นภูมิปัญญาจากสถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นเช่นเดียวกับหน้าต่างคอสอง

บวกกับโอ่งปูนซีเมนต์ที่นอกจากเก็บน้ำฝนไว้รดน้ำต้นไม้ได้ทั้งปีแล้ว ยังเป็น Cool Source หรือแหล่งทำความเย็นของบ้าน
เมื่อลมพัดผ่านโซนโอ่ง โอ่งจะแผ่อากาศเย็นไหลเข้าสู่ใต้ถุนบ้าน ความชื้นจึงไม่สะสม มีเพียงอากาศเย็นที่จะไหลเวียนอยู่ด้านล่าง หล่อเลี้ยงให้บ้านเย็นตลอดทั้งวัน

“อยากให้บ้านมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี จึงเสนอว่าให้ทำระบบรับน้ำจากน้ำฝน เป็นโอ่งซีเมนต์จากเชียงรายที่ราคาไม่แพงมาก เป็นข้อดีอีกอย่างก็คือเป็น Cool Sorce ของบ้าน ทำให้บ้านเย็นได้ด้วย” ทรายเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ติดตั้งโอ่งไว้รอบบ้าน
“เดิมทีบอกให้คุณหมอซื้อโอ่งไว้สัก 6 ใบ ไป ๆ มา ๆ คุณหมอซื้อมาเพิ่มเป็น 18 ใบเลย” อาจารย์จุลพรเสริม
ในมุมผู้อยู่อาศัย คุณเต้รีวิวให้เราฟังว่า วิธีการนี้เวิร์กมาก ตอนย้ายมาอยู่ พอเริ่มปลูกต้นไม้และเริ่มมีน้ำฝนเก็บในโอ่ง ในตอนกลางวันมีลมพัดสบาย ๆ อยู่ตลอด ทำให้อยู่ได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บ้านเย็นคือต้นไม้ที่ช่วยสร้างร่มเงารอบบ้าน มีคนสวนดูแลอยู่เป็นประจำ ที่เน้นปลูกไม้ผลที่เก็บกินได้ มีทั้งน้อยหน่า สับปะรด มังคุด ลำไย ฝรั่ง ไล่เรียงไปตามฤดูกาล
ส่วนในฤดูหนาว ในบ้านก็ไม่หนาวเย็นมากจนเกินไปเหมือนบ้านไม้ทั้งหลังทั่วไป เพราะก่อสร้างด้วยอิฐมอญ ฤดูหนาวภายในบ้านจึงยังคงอบอุ่น

นอกจากนี้ บ้านหลังนี้ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติม ในบ้านมีห้องนอน 2 ห้อง ห้องใหญ่เป็นห้องของคุณพ่อคุณแม่ ห้องเล็กเป็นของคุณเต้ ซึ่งห้องนอนจะไม่ได้มืดทึบ แต่มีโซนที่รับแสงธรรมชาติผ่านหลังคาโปร่งแสง แต่ไม่ได้รับแดดโดยตรง เพราะติดตั้งในจุดที่มีร่มไม้
เมื่อรวมกันแล้วทั้งหมด การสร้างบ้านด้วยภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตในปัจจุบัน ทำให้บ้านโอบรับทั้งลมและแดดอย่างเหมาะสม ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่เดินทางมายังน่านช่วงไหนของปี ฟังก์ชันต่าง ๆ ก็เสริมให้อยู่อาศัยได้สบายทุกฤดูกาล
บ้านเล็กดูแลง่าย
อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน คือการจัดการดูแลง่าย หลายส่วนในโครงสร้างจึงไม่ได้มีความซับซ้อนมาก เพื่อให้ช่างท้องถิ่นซ่อมแซมได้ และเผื่อปรับปรุงเสริมพื้นที่ในอนาคต
“ผมว่าส่วนใหญ่คนไทยพออยู่ไปสักพักหนึ่งข้าวของก็เริ่มเยอะ แต่ว่าส่วนโถงบ้านและห้องครัว พยายามนำเสนอให้ไม่เอื้อกับการมีข้าวของมาตั้งไปเรื่อย ๆ” อาจารย์จุลพรเล่าว่าบ้านหลังนี้ยังคิดมาให้ดูแลรักษาง่าย เพราะเป็นบ้านที่เจ้าของไม่ได้อยู่ประจำ พื้นที่ต่าง ๆ จึงคิดมาให้ไม่มีจุดอับสำหรับเก็บข้าวของเยอะ

ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่เสริมให้บ้านทนทาน แข็งแรง และกันมดกันแมลงได้อยู่หมัด
อย่างส่วนฐานเสาบ้านแข็งแรงด้วยการเชื่อมแบบหูกระต่าย คือการใช้เหล็ก 2 เส้นฝังอยู่ในตอม่อให้ปลายออกมายึดกับตัวเสาไม้ด้วยน็อต ปิดด้วยทาน้ำมันขี้โล้ที่ฐานเสา ช่วยกันแมลงไม่ให้ไปกัดเนื้อไม้
ส่วนโอ่งเล็ก ๆ ที่วางอยู่ตรงทางขึ้นบ้านหรือวางไว้เชิงเสา นอกจากจะให้กลิ่นอายแบบบ้านพื้นถิ่นที่ใช้ล้างเท้ากันก่อนขึ้นบ้านแล้ว ยังช่วยกันมดกันแมลงอีกด้วย

และเสาไม้บริเวณชานบ้าน ใช้ไม้จากบ้านพี่ชาย นาน ๆ ครั้งจะมีผึ้งหรือกระรอกเข้ามาทำรังในรูหรือร่องไม้ที่มีอยู่แต่เดิม แต่ไม่นานพวกมันก็ออกไป ไม่ได้สร้างปัญหามากมายในการดูแลรักษา
และที่สำคัญ คุณเต้เผื่อไว้ว่าวันใดวันหนึ่งคุณพ่อหรือคุณแม่อาจต้องใช้วีลแชร์ ประตูส่วนมากจึงเลือกใช้เป็นประตูบานเลื่อน เข็นวีลแชร์เข้า-ออกได้ทุกห้องในบ้าน
ส่วนโครงสร้างบ้านยกใต้ถุนที่ในปัจจุบันต้องขึ้นบันได ก็มีการเผื่อพื้นที่บริเวณชานไว้เผื่อต่อเติมทำทางลาดสำหรับเข็นวีลแชร์ขึ้นบ้านอีกด้วย

โดยรวมแล้วตัวบ้านผสมผสานทั้งการใช้ไม้และโครงสร้างปูน แต่ก็ครบครันด้วยการใช้พื้นที่ว่างอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีเทคนิคที่สร้างฟังก์ชันการอยู่อาศัยที่เหมาะสมกับสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาว
มีระบบระบายอากาศที่ถ่ายเทความร้อนจากช่องคอสองที่เปิด-ปิดได้อิสระ ระบายความชื้นผ่านใต้ถุนบ้าน สร้างความเย็นจากโอ่งซีเมนต์และต้นไม้รอบ ๆ แถมยังดูทนทานและช่วยกันฝุ่น ซึ่งเป็นการประยุกต์จากภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมไทยและความรู้พื้นถิ่น
กลายเป็นบ้านหลังเล็กที่อยู่สบายได้ทุกฤดูและดูแลรักษาง่าย
และที่สำคัญที่สุด คือเป็นบ้านที่คิดเผื่อไว้สำหรับผู้สูงอายุในอนาคต บ้านจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ความกลมเกลียวของครอบครัวที่แม้จะอยู่ห่างกัน กรุงเทพฯ-น่าน แต่ก็ไปมาหาสู่จนเกิดเป็นบ้านหลังนี้ขึ้นมา เป็นพื้นที่ของครอบครัวได้มารวมตัวกันอย่างแท้จริง
