บ้านที่ดูแลตัวเองได้ บ้านที่สร้างผลกระทบน้อยให้กับสิ่งแวดล้อม
นี่คือโจทย์ข้อแรกจาก เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ Executive Creative Director หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ที่ได้ฤกษ์แพ็กของย้ายออกจากบ้านแม่ยาย พาครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ-แม่-ลูก มาอยู่ในบ้านของตัวเอง
บ้านที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีพื้นที่จัดเก็บสิ่งของอย่างเป็นระบบ
นี่คือโจทย์ข้อที่ 2 จาก เล็ก-กฤติยา วังอุดม ภรรยาของเป้าที่มีอุปนิสัยรักในความเป็นระเบียบเรียบร้อย จัดของเป็นสัดส่วน และเป็นแฟนตัวยงของ มาริเอะ คนโดะ แม่บ้านตัวอย่างที่เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบ

บรีฟ 2 ข้อนี้กลายเป็นกระดูกสันหลังหลักของ ‘บ้านสะสาง’ บ้านชั้นเดียวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสวนอยู่ตรงกลาง ตั้งอยู่ริมคลองบ้านม้าในเขตสวนหลวง
เมื่อบรีฟ 2 ข้อ (และข้ออื่น ๆ) ได้ผ่านกระบวนการออกแบบจากป่าเหนือสตูดิโอ ที่มี อาจารย์จุลพร นันทพานิช และ หลิว-วิภาวี อมฤตโกมล เป็นสถาปนิกที่ดูแลโปรเจกต์นี้ และออกแบบภายในโดยทีมจากสตูดิโอ Plan & Objects
บ้านสะสางจึงหล่อหลอมขึ้นจากการอ้างอิงถึงพฤติกรรมเจ้าของบ้าน เพื่อช่วยให้ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนตัวตนเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี และเต็มไปด้วยระบบที่รบกวนสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ราวกับเป็นการสอดแทรกบ้านเข้าไปในวงจรธรรมชาติ ผ่านความรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
คุณพ่อชอบสิ่งแวดล้อม
“Low Impact หมายถึงว่าเราสร้างผลกระทบต่อโลกน้อย การอยู่ของเราไม่เบียดเบียนสิ่งต่าง ๆ โดยรอบ และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม” เป้าอธิบายหลังจากที่เราถามหาคำนิยามของคำว่า Low Impact สำหรับเขา
ด้วยวิชาชีพของเป้าที่เป็นครีเอทีฟโฆษณาและหนึ่งในผู้ก่อตั้งชูใจ กะ กัลยาณมิตร เอเจนซี่ที่มีประสบการณ์ทำงานใกล้ชิดกับองค์กรเพื่อสังคมและ NGO มาอย่างโชกโชน

จากโครงการแรกผ่านมา 14 ปี งานโฆษณาหลาย ๆ ชิ้นพาเป้าไปพบกับกลุ่มคนที่ผลักดันด้านความยั่งยืน
โดยเฉพาะ ‘โครงการคนกล้าคืนถิ่น’ ซึ่งชวนคนที่รู้สึกว่าวิถีชีวิตไม่ลงตัวกับโครงสร้างในเมืองใหญ่ อย่างคนต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง มาร่วมกันเสริมความรู้ด้านการเกษตร ทั้งในแง่การเพิ่มผลผลิตและเพิ่มคุณภาพให้ออร์แกนิกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้กลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรอย่างมีคุณภาพ
กระบวนการไม่ใช่แค่ทำงานส่งลูกค้า แต่เป้าได้เข้าคอร์สเรียนรู้ความยั่งยืนอย่างจริงจัง ความรู้ที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้เป้าให้เห็นถึงมุมมองต่อสิ่งแวดล้อมของตนว่า เขามองมันผ่านสายตาของคนเมืองที่มือไม่เคยเปื้อนดินมาโดยตลอด
และการพบกับ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ที่ให้ความรู้เรื่องการเกษตรและทำปุ๋ย ทำให้เป้ามองโลกแบบวงจรซึ่งทรัพยากรต่างหมุนเวียนเป็นวัฏจักร เริ่มเห็นความสำคัญในสิ่งที่มนุษย์ไม่ต้องการว่ามันสร้างผลประโยชน์ให้กับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
อีกคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้บ้านหลังนี้คือ เอก-ยุทธการ มากพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ผ่านการร่วมมือกันจัดนิทรรศการที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องพลังงาน

“ผมยังจำประโยคพี่เอกพูดได้อยู่เลย เขาบอกว่า ทุกเช้า ดวงอาทิตย์จะส่งพลังงานมายังโลก แล้วทุกชีวิตก็จะเก็บพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ต้นไม้เก็บมาเป็นใบไม้หรือกิ่งไม้ แล้วมนุษย์ล่ะ จะเอาพลังงานไปทำอะไร”
เป้าเล่าด้วยท่าทีตื่นเต้นเมื่อนึกย้อนถึงช่วงเวลาที่เขาได้ฟังประโยคนี้ครั้งแรก และพี่เอกคนนี้ก็กลายมาเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญให้เรื่องการวางระบบพลังงานภายในบ้าน โดยเฉพาะระบบสร้าง Biogas จากสิ่งปฏิกูลและเศษอาหาร
“ถังหมักเศษอาหารสร้าง Biogas เป็นถัง PVC ฝังใต้ดินทั่วไปที่รองรับเศษอาหารและสิ่งปฏิกูลได้สูงสุด 10 กิโลกรัม ตอนที่ติดตั้ง เราโทรคุยกับพี่เอกแล้วเรียกผู้รับเหมามาฟังด้วย เขาพูดชิลล์มาก บอกว่าต่อระบบเป็นท่อ PVC ปกติ

“ส่วนเตา เราส่งเตาไปให้พี่เอกประยุกต์นิดหน่อย เผื่อ Biogas ใช้ไม่ได้ก็ยังใช้แก๊สหุงต้มแทน ส่วนใต้ซิงก์มีที่ปั่นเศษอาหารต่อลงไปในถังเลย พอปั่นลงไปปุ๊บบวกกับสิ่งปฏิกูลจากห้องน้ำ 2 ห้อง ผ่านไป 3 – 4 วันก็มีแก๊สวิ่งขึ้นมาตามท่อ ติดไฟ ใช้ได้แล้ว และมีเตาฟืนที่หาฟืนใช้จากเศษไม้รอบ ๆ บ้านด้วย
“ส่วนเรื่องความปลอดภัย พี่เอกบอกว่าแก๊สนี้ปลอดภัยกว่าแก๊สหุงต้มทั่วไป เพราะเวลาโดนอากาศมันจะกระจายตัวเร็วและไม่ได้มีการอัดแรงดัน”
เป้าเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เพราะเขาทดลองวางระบบสร้าง Biogas ในบ้านเป็นครั้งแรก ระหว่างทางจึงหาข้อมูล หาอุปกรณ์ และขอคำแนะนำอย่างหนักหน่วง จนสุดท้ายระบบนี้ก็ใช้งานได้จริง และยังมีของแถมเป็นปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้รดน้ำต้นไม้ได้ด้วย
แต่ก็มีข้อควรระวัง คือห้ามใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ เพราะน้ำยาจะไหลลงท่อไปฆ่าจุลินทรีย์ในถังหมัก

ในบ้านหลังนี้มี 2 จุด คือครัวฝรั่งและครัวไทยที่มีเตาฟืนอยู่ด้วย เมื่อรวมกับ Biogas ที่ผลิตเอง จึงเพียงพอต่อการใช้งานโดยไม่ต้องใช้แก๊สหุงต้ม
อีกมุมในบ้านที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือมุมแยกขยะที่มีกล่องแยกถึง 8 ใบ แยกขยะได้ 12 ประเภท ตั้งแต่ขวดพลาสติก ขวดแก้ว ขวดโลหะ พลาสติกยืด ขยะอันตราย พลาสติกแข็งใส พลาสติกแข็ง-ดำ ซองวิบวับ กระดาษ กระดาษลัง โลหะ และกล่องนม

นี่ก็เป็นองค์ความรู้จากโปรเจกต์ Zero Waste ที่ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขยะทั้งหมดต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนนำไปส่งต่อให้ซาเล้งกับ Wastebuy Delivery บริษัทรถรับซื้อขยะที่ทำร่วมกับกรุงเทพมหานคร รับขยะตามจุดต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากประจำการอยู่ที่ Makro

อีกเรื่องที่สำคัญคือการจัดการอุณหภูมิในบ้าน ด้วยความที่เป้าเป็นคนขี้หนาว แต่เล็กเป็นคนขี้ร้อน จึงบอกกับทีมป่าเหนือสตูดิโอว่า อยากให้บ้านหลังนี้ระบายอากาศได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ เป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างคนขี้ร้อนกับคนขี้หนาว
บ้านหลังนี้จึงเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีการยกใต้ถุน มีลานสวนตรงกลางที่ระบายอากาศได้ดี ให้อากาศเย็นไหลเวียนอยู่ตรงใต้ถุนบ้านได้ ส่วนอากาศร้อนก็ลอยออกไปด้านบนได้โดยไม่มีอะไรกั้น เกิดการหมุนเวียนอากาศที่ดี

ห้องนอนก็ยังมีฟังก์ชันพิเศษ คือมีเกล็ดไม้ระบายอากาศอยู่ด้านล่าง ในตอนกลางคืนถ้าไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ มีมวลอากาศเย็นจะไหลเข้ามาผ่านช่องนี้ได้
ยังมีโอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่หน้าบ้าน และโอ่งเล็ก ๆ รอบบ้านเพื่อรองน้ำฝนทุก ๆ 10 เมตร นอกจากจะรองรับน้ำฝนจากหลังคามาเก็บไว้ในโอ่งสำหรับใช้รดน้ำต้นไม้ ยังเป็น Cool Source หรือแหล่งความเย็นของบ้านได้ด้วย

สุดท้ายกับระบบโซลาร์เซลล์ ทีมป่าเหนือสตูดิโอเลือกติดตั้งไว้ที่หน้าบ้าน บริเวณเหนือที่จอดรถที่เป้าเล็งไว้ว่าจะซื้อรถไฟฟ้ามาใช้งาน ตามหลักการแล้วการติดโซลาร์เซลล์ทางทิศใต้จะดีที่สุด เพราะได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ด้วยบ้านด้านหลังสูงจนบังแดด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำมาติดหน้าบ้านฝั่งทิศเหนือแทน
คุณแม่ชอบจัดระเบียบ
บ้านสะสางยังเป็นผลงานที่อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกหลักของป่าเหนือสตูดิโอ ออกแบบโดยอิงจากคีย์เวิร์ดจากเจ้าของบ้านซึ่งเป็นคนชอบเก็บของ นำมาขยายผลผ่านงานออกแบบให้ส่งเสริมพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย
“ในบรีฟเราถ่ายภาพให้ดูว่าอยากได้ที่เก็บของเยอะ ๆ กะว่าบ้านในฝันของเราต้องมีที่เก็บของแน่น ๆ แต่อาจารย์จุลตีสวนอีกทางมาเลย
“ภาพร่างดราฟต์แรกผมกับภรรยาช็อกเลย แต่พออาจารย์อธิบาย ผมก็เข้าใจว่า นี่สินะ การออกแบบที่อยู่อาศัย ถ้าบ้านเป็นที่เก็บสันดานไม่ดีของเรา เราจะยิ่งแย่ เพราะเราใช้เวลาอยู่บ้านเยอะ มันยิ่งส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่ดีของเราไปเรื่อย ๆ สมมติว่ายังเหลือที่เก็บ งั้นอัดของเข้าไปเพิ่มเลย อาจารย์เลยสวนกลับมาว่า ไม่มีที่เก็บ แต่มีที่บริจาค
“ผมว่านี่คือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่เข้าใจจะรู้สึกหงุดหงิด แต่ถ้าเข้าใจ ทุก ๆ วันที่เราอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ จะเหมือนเราได้ตะไบชีวิตให้ดีขึ้น”
เป้าเล่าว่าการทำบ้านหลังนี้เป็นเหมือนอีกหนึ่งบทเรียนของชีวิต เขาได้เรียนรู้ว่าที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่สะท้อนตัวตนไปพร้อมกับบ่มเพาะนิสัย บ้านเป็นอย่างไร ก็ส่งเสริมให้เราเป็นแบบนั้น


“ทางทีมนำเสนอว่า อยากให้บ้านบังคับให้เราเดินวนวนรอบบ้าน เดินจากห้องนอนมาเข้าห้องครัวผ่านห้องรับแขก และมีชานไม้ตรงกลางใช้เดินสอดส่องตามห้องรอบ ๆ การเดินวนจะทำให้เห็นอะไรที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่อยู่ในร่องในรอย จะได้จัดการให้เรียบร้อย และการเดินวนจะทำให้เกิดการตรวจตราและเกิดการจัดข้าวของ” อาจารย์จุลพรเล่าเสริมถึงกลอุบายที่ออกแบบมาเพื่อสร้างพฤติกรรมการเดินตรวจตราความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้าน
เมื่อเรากวาดสายตารอบบ้านหลังนี้ เห็นข้าวของกระจุกกระจิกวางตามจุดตามมุมต่าง ๆ ของบ้าน ทั้งหมดถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดตา และทำหน้าที่เป็นของแต่งบ้านไปในตัว ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ มาริเอะ คนโดะ ปรมาจารย์ด้านการจัดบ้านที่เล็กถอดแนวคิดมาใช้กับบ้านของเธอ

“ถ้าเทียบกับที่บ้านเก่า เราไม่เห็นของที่เก็บไว้ในตู้ อย่างของในครัวมันเยอะมาก พอขนออกมาก็พบว่ามีของที่หมดอายุโดยที่เราไม่รู้ตัว
“จากหนังสือของ มาริเอะ คนโดะ ที่นำปรับใช้มากสุดคือการเห็นสิ่งที่ต้องใช้และไม่เก็บลึก อย่างเช่นของในตู้ เราควรเห็นของทุกอย่าง ต้องจัดเรียงไซซ์ เรียงสี ถ้าเห็นแวบแรกต้องรู้ว่าเสื้อตัวนั้นคืออะไร แต่การจะทำแบบนี้ต้องมีเวลา ต้องรู้จักรักของ และมีสติรู้ตัวตลอดว่าจัดเก็บอะไรไว้ตรงไหน” เล็กเล่าถึงแนวคิดที่เธอได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้
สิ่งของหลายอย่างในบ้านหลังนี้จึงเก็บไว้อย่างไม่ลึก มองเห็นโดยไม่ต้องพยายามเพราะตู้ต่าง ๆ มีช่องให้มองลอดเข้าไป หรือไม่ก็เปิดโชว์ให้เห็น หลีกเลี่ยงการเก็บของลึกจนเกินระยะสายตา

“ของลูกที่เป็นผลงานก็เอามาวางรอบ ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เขา บางทีเขาไปเรียนศิลปะและมีผลงานกลับมาเราก็เอามาตั้งโชว์ เขาจะได้มีกำลังใจ” เล็กเล่าด้วยแววตาอมยิ้ม เมื่อเธอมองผลงานศิลปะของ น้องติน ลูกชายวัย 10 ขวบที่จัดแสดงอยู่ตามมุมต่าง ๆ ซึ่งสร้างบรรยากาศรื่นรมย์ให้บ้านได้เป็นอย่างดี
คุณลูกชอบเรียนรู้
บ้านที่ส่งเสริมพฤติกรรมเรียนรู้ คือสิ่งที่อาจารย์จุลพรเสริมเพิ่มเข้าไปในบรีฟของบ้านสะสาง
“บ้านต้องคิดถึงการเป็นพื้นที่เติบโตของลูกด้วย บ้านสร้างมาเพื่อกำหนดพฤติกรรมของลูกที่จะได้อยู่กับธรรมชาติ พอบ้านสร้างเสร็จก็ให้เป้าส่งรูปลูกซึ่งอยู่ตามมุมต่าง ๆ มาให้ดู เพื่อเก็บข้อมูลไว้ว่าบ้านกำหนดพฤติกรรมให้ลูกได้อยู่กับธรรมชาติอย่างไร จึงมีภาพน้องตินเอกเขนกตามมุมต่าง ๆ หรือเล่นกับเพื่อนในมุมต่าง ๆ ของบ้าน”

น้องตินมีมุมโปรดอยู่ที่ชานไม้ ซึ่งทีมป่าเหนือสตูดิโอออกแบบให้มีบาร์ไว้นั่งเล่น เล็กเล่าให้ฟังว่าน้องตินมักจะชวนพ่อกับแม่ไปกินข้าวด้วยกันตรงนั้น รวมกับนิสัยที่ชอบพายเรือ จุดที่อยู่ใกล้น้ำจนมองเห็นคลองจึงกลายเป็นมุมโปรดของเด็กชายวัย 10 ขวบไปโดยปริยาย

ซึ่งมุมชานไม้ก็ได้ใช้ประโยชน์ในการทำงานของเป้าด้วย เพราะเป็นพื้นที่เพิ่มเติม เมื่อเขาเรียกทีมมาระดมสมองกันที่บ้าน นอกเหนือจากพื้นที่ในห้องทำงานที่มีหน้าต่างเปิดโล่งเห็นวิวคลองเต็มที่ ยังเปลี่ยนบรรยากาศมารวมตัวกันที่มุมชานไม้ได้ด้วย
บ้านหลังนี้ยังมีกลิ่นอายธรรมชาติจากวัสดุไม้ เป้าบอกว่าอยากได้ไม้สีอ่อน ป่าเหนือสตูดิโอจึงเลือกไม้ตะเคียนและไม้ตะแบกมาใช้ก่อสร้าง โดยเฉพาะไม้ตะแบกป่าที่มีผิวสัมผัสเรียบเนียนละเอียด ยิ่งใช้ไปนาน ๆ ไม้จะยิ่งเงางามเป็นธรรมชาติ ส่วนไม้ตะเคียนนั้นแข็งแรง ทนทาน ยืดหยุ่น และสีสวย

การสร้างบ้านที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ก็ส่งเสริมการเรียนรู้ให้น้องตินไปในตัว
“จากในรูปที่คุณเป้าถ่ายมา เราเห็นว่าเด็กชอบสัมผัสกับไม้ ชอบเกลือกกลิ้งกับพื้นไม้ พอได้อยู่กับพื้นผิวที่เป็นธรรมชาติ จะทำให้การพัฒนาสติปัญญาดีกว่าการอยู่กับพื้นผิวสังเคราะห์
“ถ้าน้องตินเติบโตไป เขาจะนึกถึงบ้านหลังนี้ คิดถึงการนั่งดูคลองตรงระเบียง ภาพจำในวัยเด็กของเขาจะเต็มไปด้วยธรรมชาติ บ้านจะหล่อหลอมและปลูกฝังให้เขาใกล้ชิดและรักธรรมชาติ” อาจารย์จุลพรเล่าขณะเปิดภาพของน้องติน
เป้าเล่าเสริมว่า บางทีน้องตินก็ชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้าน นำรถของเล่นมาเล่นตรงสวนกลางบ้าน บางทีก็เอาลังกระดาษไปต่อเป็นถ้ำจำลอง

นอกจากนี้ ยังมีห้องอเนกประสงค์อยู่ระหว่างห้องนอน 2 ห้อง เปิดออกไปเห็นวิวสวนกลางบ้าน และใช้งานได้หลากฟังก์ชัน ทั้งออกกำลังกาย เล่นโยคะ เป็นห้องสังสรรค์ ห้องนอนแขก แต่ส่วนมากจะใช้เป็นพื้นที่เล่นของน้องติน
บ้านใกล้ธรรมชาติ
เป้ามีนิสัยอีกอย่างคือชอบปลูกต้นไม้ และรู้สึกเสียดายเมื่อรู้ว่าเศษอาหารหรือเศษขยะที่จะถูกทิ้งไปมีประโยชน์ต่อธรรมชาติ
“บ้านแม่ยายทำสวนแนวฝรั่ง แต่พอมีขยะเศษอาหารผมก็ไม่อยากทิ้ง ไม่อยากใส่ถุงพลาสติก พอดึก ๆ ผมเลยแอบไปขุดดินในสวน เทเศษขยะแล้วกลบ แม่ยายมาเห็นอีกทีมันก็มีต้นต่าง ๆ ขึ้นมา ตะปุ่มตะป่ำเต็มไปหมด พอมีบ้าน เราเลยอยากได้พื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ”

จากเดิมที่เคยแอบขุดสวนเพื่อฝังกลบเศษอาหาร วันนี้เป้าเปลี่ยนเศษอาหารมาเป็น Biogas ส่วนสวนในบ้านก็กลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อย โดยที่มีต้นจามจุรีอยู่ด้านข้างบ้านฝั่งติดคลอง ซึ่งเป็นแนวคิดการจัดสวนจากใจบ้านสตูดิโอ
“ผมเลือกใจบ้านสตูดิโอเพราะเห็นว่าเขาทำสวนครัว ตอนแรกผมอยากทำเอง แต่มีปัญหาคือตอนไม่มีสวน เกิดการกัดเซาะของน้ำจากหลังคา ส่วนดินก็โดนกัดเซาะเป็นหลุมแถมกระเด็นโดนบ้านด้วย เราไม่มีความรู้ในการจัดการ ความฝันที่จะจัดสวนเองเลยต้องพับไป
“พอใจบ้านสตูดิโอมาดู เขาก็เปลี่ยนเป็นสวนที่ให้สรรพสัตว์มาอยู่ได้ พวกแมลงปอ ผีเสื้อ ผึ้ง กบ ปาด เขียด มาหมด”

บ้านหลังนี้เป็นเหมือนบ้านในฝันและเป็นดั่งงานกลุ่มของสามีภรรยาที่พยายามหาตรงกลางของความต้องการ แม้ในตอนเริ่มต้น บรีฟจะเป็นแบบหนึ่ง แต่เมื่อผ่านกระบวนการออกแบบที่เข้าใจผู้อยู่อาศัยอย่างลึกซึ้ง บ้านก็ตอบโจทย์และส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีให้สมาชิกทุกคน
“บ้านอย่างที่เราฝันมันเกิดขึ้นจริง ทั้งเรื่องไฟฟ้าและน้ำ รู้สึกว่าเราได้พิสูจน์แล้ว และส่งสารบอกคนอื่นว่ามันทำได้นะ และอยากทำให้ดีขึ้นด้วย
“โดยเฉพาะห้องทำงาน การที่ห้องมีหน้าต่างขนาดใหญ่มาก จึงมองเห็นความเปลี่ยนแปลงโดยรอบอย่างกว้างขวาง มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสรรพชีิวิต กลางฤดูฝนเราเห็นลูกกระรอกตัวใหม่ มีตัวเงินตัวทองตัวใหม่ว่ายผ่านมา มีนกตัวใหม่
“ตอนแรกเรากลัวการไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่พอมาอยู่จริง ๆ ลมก็ถ่ายเทดี อยู่ได้และอยู่สบายด้วยจนเริ่มชิน ระหว่างนั่งทำงานบรรยากาศภายนอกก็สงบ เราเป็นคนขี้เกรงใจ เวลาชวนเพื่อนมาบ้านก็กลัวว่าจะร้อน แต่ทุกคนที่มาก็โอเค” เป้าและเล็กเล่าด้วยรอยยิ้ม เมื่อเราถามคำถามสุดท้ายถึงชีวิตหลังได้อยู่ในบ้านในฝัน
