ทุ่งนาหลังบ้าน ต้นโพระหว่างทาง พ่อไก่ในวัด พระอาทิตย์ยามเช้า และบทสนทนาก่อนนอน
ถ้าถามว่าเลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง สำหรับ พ่อตั้ม-เทพฤทธิ์ ฟักทอง และ แม่เปิ้ล-ชัชชษา หิริพงษ์ ทั้งคู่ยกให้ธรรมชาติรอบตัวเป็นพี่เลี้ยงของลูกชาย สกิล-เด็กชายปณัฐฑรณ์ ฟักทอง ส่วนหัวใจหลักในการเลี้ยงดู คือการปล่อยให้เด็กคนหนึ่งเติบโตอย่างมีอิสระและเปิดกว้างทางจินตนาการ
พ่อตั้มเป็นพนักงานบริษัทผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป แม่เปิ้ลเป็นอดีตพนักงานบริษัทที่ผันมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว มีงานเสริมคือขายข้าวไข่เจียว พวกเขาคือครอบครัวเล็ก ๆ ในอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อรู้ว่าชีวิตครอบครัวกำลังจะเริ่มต้น ทั้งคู่วางแผนแยกครอบครัวเพื่อเลี้ยงลูกกันเอง โดยมีกฎ 1 ข้อว่า ที่บ้านจะไม่มีโทรทัศน์ก่อนลูก 3 ขวบ
“ตั้งแต่มีลูก ผมถอดปลั๊กโทรทัศน์ทิ้งเลยครับ ที่บ้านจะไม่เปิดโทรทัศน์ ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่มียูทูบ เราจะเปิดแต่เพลงคลอไปทั้งวัน” พ่อตั้มพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น
บ้านของครอบครัวฟักทองเป็นทาวน์โฮมหลังเล็ก ๆ หลังบ้านมีทุ่งนาและสระน้ำ ทุกเช้าสกิลจะนั่งรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างไปช่วยแม่ขายไข่เจียวตอนอายุ 1 ขวบ 10 เดือน วันหยุดแม่จะเข็นรถพาลูกไปดูปลา ดูมด เก็บก้อนหิน ตกเย็นที่บ้านจะมีเสียงเพลงคลอแทนเสียงโทรทัศน์
พ่อตั้ม-แม่เปิ้ลวางแผนยังไม่ให้ลูกเข้าโรงเรียนก่อน 5 ขวบ เพราะต้องการให้ลูกได้เติบโตอย่างอิสระตามวัย และไม่พยายามตีกรอบความคิดใด ๆ ให้ลูก ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับแนวคิด Alternative Parenting หรือการเลี้ยงลูกทางเลือก
แม่เปิ้ลเป็นนักอ่าน ตั้งแต่สกิลอยู่ในท้อง เธออ่านหนังสือทุกประเภท นิทาน สารคดี สารานุกรม ถึงวันนี้สกิลฟังนิทานมาแล้วกว่า 500 เล่ม และนี่เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งคู่สังเกตเห็นความพิเศษในตัวลูก

เราจะรู้ศักยภาพของเด็กตั้งแต่ 2 ขวบแรก
อาจารย์มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อเคยกล่าวว่า เราจะรู้ศักยภาพของเด็กตั้งแต่ 2 ขวบแรก
ในฐานะพ่อแม่ผู้ใกล้ชิด สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือสกิลมีทักษะการพูดและเรียงประโยคเหมือนผู้ใหญ่ได้ตั้งแต่ 2 ขวบ
“เช่น ถามว่าไปไหนมา เขาจะพูดเรียงประโยคตอบว่า ไปขายข้าวกับคุณแม่” พ่อตั้มเล่า สิ่งนี้การันตีได้จากคนใกล้ชิดที่บอกว่าสกิลสื่อสารได้มากกว่าวัย จนย่างเข้าวัย 3 ขวบ ศักยภาพด้านภาษาของสกิลเริ่มเด่นชัด “เขาเรียกตัวเองว่า นักประดิษฐ์คำ” แม่เปิ้ลหัวเราะ
สกิลเริ่มมีเรื่องเล่าและคำใหม่ ๆ เช่น จิ้งจกเสียอายุ ซึ่งมาจากคำว่า ‘ขนมหมดอายุ’ ผสมกับ ‘เสียชีวิต’ จินตนาการที่ลูกบอกเล่ามีอยู่จริงในโลกของพ่อแม่เสมอ พ่อตั้ม-แม่เปิ้ลไม่เคยปิดกั้นจินตนาการความคิดของลูกเลย ในขณะเดียวกันก็จะสอนให้เขาแยกได้ว่าอะไรจริง อะไรสมมติ และสื่อสารกันได้ทุกเรื่อง

“ก่อนนอนปิดไฟก็ชวนกันเล่า วันนี้หนูทำอะไร รู้สึกอย่างไร” แม่เปิ้ลเสริม บางวันสกิลก็จะเล่าว่า หนูไม่ชอบเลย เพื่อนคนนั้นไม่ยอมให้หนูทำอย่างนั้นอย่างนี้ เขาจะเปิดใจเล่าให้ฟัง แม่เปิ้ลบอกว่า บทสนทนาที่พูดก่อนนอนนั้นเป็นบทสนทนาแบบผู้ใหญ่ เล่าความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบอะไร หรือถ้าวันไหนที่แม่เผลอมีอารมณ์ดุใส่ลูก เธอก็พร้อมพูดว่า วันนี้แม่ขอโทษนะ ซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อกับแม่พร้อมอยู่เคียงข้างเสมอ และเราคุยกันได้ทุกเรื่อง
จนวันหนึ่งแม่เปิ้ลพบหนังสือ สมุดมหัศจรรย์ ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ ผลงานของ เพลิน-สิริอนงค์ เทวกุล ณ อยุธยา เด็กหญิงวัย 8 ขวบ เมื่อเธออ่านให้ลูกฟัง เหมือนประตูแห่งจินตนาการแง้มออก
สกิลเริ่มเล่าภาพในหัวเป็นเรื่องราว “คนกระพือปีกบินออกไปนอกบ้าน” ประโยคที่ทำให้แม่เปิ้ลเริ่มจดคำพูดของลูกไว้ แต่ละวันมีถ้อยคำแปลกใหม่ชวนอมยิ้ม “พระอาทิตย์เขามอง เขากลัวเราหนาว” ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวแล้วนั่งกินข้าวด้วยกัน ตอนนั้นแสงส่องเข้ามาประตูหลังบ้านพอดี เธอบันทึกความคิดที่บริสุทธิ์เหล่านี้ไว้เรื่อย ๆ ก่อนจะส่งไปยังเพจของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ ด้วยความตั้งใจจะรีวิวหนังสือ สมุดมหัศจรรย์ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้สกิลเริ่มต้นเล่าภาพตามจินตนาการบ้าง
แม่เปิ้ลได้รับข้อความจาก อาจารย์มกุฏ อรฤดี (หรือที่สกิลเรียกว่า ‘คุณตา’) ตอบกลับมาว่า
“สกิล เธออย่าหยุดเขียนนะ เธอเป็นนักเขียนที่อายุน้อยที่สุด” นับเป็นกำลังใจให้แม่เปิ้ลจดบันทึกต่อไปเรื่อย ๆ และคอยส่งให้คุณตาอ่าน

จากจดบันทึกตามคำบอกเล่า แม่เปิ้ลเริ่มใช้วิธีบันทึกเสียงเวลาที่สกิลไปเล่นนอกบ้าน และนำมาถอดความเป็นประโยค เสียงที่เธอจดบันทึกเล่าถึงสิ่งที่ลูกพบเห็นในแต่ละวัน เช่น เวลาพระอาทิตย์จะตกดิน พระอาทิตย์จะเข้านอนแล้ว วันนี้หนูนอนไม่หลับ เพราะหนูเอาพระอาทิตย์ใส่กระเป๋ากลับมาบ้านด้วย หรือบางประโยคแสดงถึงความห่วงใยที่เขามีต่อแม่ “ผมอยากให้พ่อมีแม่หลาย ๆ คน แม่จะได้ไม่เหงา” นับเป็นโลกในวัย 3 ขวบแรกที่บริสุทธิ์ มองเห็นอย่างไรก็ถ่ายทอดออกมาแบบนั้น
สิ่งที่สกิลถ่ายทอดทำให้คุณตามกุฏเดินทางมาพบครอบครัวสกิลที่อำเภอลาดยาว เพื่อทำความรู้จัก สร้างความเชื่อใจและไว้ใจ และเป็นจุดเริ่มต้นให้สกิลได้เป็น ‘นักเขียนคำบอกเล่า’ ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ นับเป็นนักเขียนอายุน้อยที่สุดของสำนักพิมพ์ ที่ยังอ่านไม่ออก เขียนหนังสือไม่เป็น แต่สนุกในการเล่าเรื่อง ซึ่งสิ่งนี้โบราณเรียกกันว่า มุขปาฐะ หรือการถ่ายทอดความรู้หรือเรื่องราวด้วยปากต่อปาก

นักประดิษฐ์คำ สู่ ศิลปินตัวน้อย
จากเดิมที่สนุกในการเล่าเรื่อง คุณตามกุฏแนะนำให้สกิลลองวาดสิ่งที่เล่าออกมาเป็นภาพ สกิลเริ่มเอานิ้วละเลงและบีบสี วาดตัวหนอน กิ้งกือ พระอาทิตย์ คุณตาชวนให้ลองใช้แปรงและสีอะคริลิกดู

“พอวาดภาพได้ จากนั้นภาพวาดก็เต็มบ้านไปหมดเลย” แม่เปิ้ลเล่า “สกิลอยากวาดภาพเมื่อเขาอยากวาด เมื่อเขารู้ว่าจะวาดอะไร แต่ถ้าเขาไม่รู้ เขาไม่วาด”
ผลงานภาพวาดทั้งหมดของสกิลได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์และสีจากคุณตามกุฏ จากนิ้วที่ละเลงบนกระดาษร้อยปอนด์ คุณตามกุฏส่งกระดาษสาเวฬุวันของ อาจารย์สุพรรณ พรหมเสน มาให้ ด้วยเหตุผลว่า “กระดาษที่ดีที่สุดในประเทศ ต้องให้เด็กที่ตั้งใจที่สุดใช้”
พู่กันหางไก่กลายเป็นเพื่อนสนิทคนใหม่ของสกิล ภาพของพระอาทิตย์ ดอกหญ้า แมวชื่อแครอท และต้นโพที่เขาทักทายทุกวัน ได้เป็นส่วนหนึ่งของต้นฉบับและภาพประกอบในหนังสือ พระอาทิตย์ของเธอ พระอาทิตย์ของฉัน และได้รับเลือกให้จัดแสดงในโครงการ 100 Annual Book and Cover Design 2024 และในปีนี้ ผลงานปลายพู่กันของสกิลได้จัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ GalileOasis (กรุงเทพฯ) เดือนมกราคม และครั้งที่ 2 ที่ตั้งเซ่งจั้วแสนภูดาษ (ฉะเชิงเทรา) พร้อมได้รับเสียงชื่นชมอีกครั้งในงาน Bangkok Illustration Fair 2025 (BKKIF2025) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
หากใครได้เห็นภาพวาดของสกิล จะพบว่าเป็นลายเส้นที่เรียบง่าย ถ่ายทอดออกมาจากใจ ไร้การปรุงแต่ง เต็มไปด้วยชั้นเชิงและความคิดสร้างสรรค์
ในวัย 5 ขวบของสกิล พ่อตั้ม-แม่เปิ้ลตัดสินใจให้ลูกเข้าโรงเรียนให้ช้าที่สุด เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีอิสระทางความคิดให้นานที่สุด โดยยังไม่มีระบบการศึกษาเข้ามาครอบงำ เน้นการเรียนการสอนแบบโฮมสคูล ตามใจผู้เรียนเป็นหลัก


แม่เปิ้ลสอนเรื่องการรับผิดชอบในหน้าที่ตัวเองเล็ก ๆ โดยเริ่มจากในบ้าน สกิลรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง 3 อย่าง คือ ‘งานบ้าน’ สกิลมีหน้าที่ตากผ้าของตัวเองทุกวัน ‘งานส่วนตัว’ คือการดูแลช่วยเหลือตัวเอง อาบน้ำ กินข้าว และ ‘งานวาดภาพ’ ทุกครั้งที่สกิลกำลังวาดภาพ เขาบอกว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ได้ไปออกแสดงงาน เขาบอกว่าตัวเองกำลังช่วยพ่อทำงานอยู่ ซึ่งงานสะท้อนถึงสิ่งที่ทำให้เขาภูมิใจ
“หนูได้ทำงานเหมือนพ่อแล้วนะ”
ครอบครัวนี้มีเป้าหมายในการเลี้ยงลูกที่ตรงกัน คือเป็นเด็กธรรมดาที่มีความสุข โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง ‘รู้จักเอาตัวให้รอด’ ให้เหมือนกับชื่อ ‘สกิล’ ที่พ่อตั้งให้

บทสัมภาษณ์คุณตามกุฏ อรฤดี
“พ่อแม่ของสกิลอยู่ไกลตั้งนครสวรรค์ ไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะ ไม่ใช่นักเขียน ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของเราด้วยซ้ำ แต่วันดีคืนดี แม่เขาก็ส่งถ้อยคำที่ลูกพูดมาให้ เราเคยพบเด็กทำนองนี้มาแล้วกว่า 30 คน แต่เด็ก ๆ เหล่านั้นอายุ 6 – 9 ขวบ สำหรับสกิลในวัย 3 ขวบ เรารู้สึกว่าช่วงเวลานี้สำคัญกับเด็กคนนี้มาก เขาบริสุทธิ์ผุดผ่อง นี่เป็นตัวตนแท้ ๆ ของเขาในทุกถ้อยคำ”
คุณตามกุฏ อรฤดี ย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่พบเจอน้องสกิล และตอบคำถามว่า เราจะรู้ศักยภาพของเด็กตั้งแต่ 2 ขวบแรกได้อย่างไร
“เวลาเด็กเอาสิ่งข้างในออกมา เขาทำได้หลายทาง ถ้าพูดได้ก็พูด ถ้าจับดินสอได้ก็วาด เราเห็นจากสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะถ้อยคำที่เด็กพูดออกมาเอง ไม่ใช่ท่องจำ มันบอกได้ชัดว่าเขาคิดเองเป็นแค่ไหน
“สกิลนี่เห็นชัดตอน 3 ขวบ เขาแสดงออกเยอะ เพราะแม่ช่วยไว้มาก แม่จดคำพูดของลูก แม้ตอนแรกผมยังไม่เชื่อว่าเป็นถ้อยคำของเด็กจริง ๆ พ่อแม่บางคนอาจช่วยแต่ง แต่ของสกิลไม่ใช่ เขาคิดเอง พูดเอง และคิดได้ลึกเกินวัย หรือเมื่อตอนให้วาดรูปครั้งแรก ดวงอาทิตย์ดวงกลมของเด็ก 3 ขวบ ป้ายพู่กันหนเดียว แล้วก็วาดเป็นแฉก ๆ ลายเส้นแม่นยำเหมือนผู้ใหญ่วาด สิ่งเหล่านี้คือตัวตนของเด็กจริง ๆ โดยที่ยังไม่มีความคิดของผู้ใหญ่ไปครอบงำ
“ข้อสำคัญที่อยากบอกพ่อแม่และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย คืออย่าเพิ่งไปครอบงำเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย อย่าสั่งให้ทำนู่น ทำนั่น หรือส่งประกวด ให้ลองดูก่อนว่าเขามีอะไรอยู่ในตัวบ้าง เมื่อรู้ว่าเป็นเพชร อย่าเพิ่งไปเจียระไนเขาครับ บางทีการไม่เจียระไนจะทำให้เพชรมีค่ามหาศาล เพราะเพชรมันใหญ่อยู่แล้ว เหลี่ยมมุมที่ประกายออกมามาจากคนเจียระไน ไม่ใช่มาจากตัวเพชรเอง จงปล่อยให้เขาส่องประกายด้วยตัวเขาเอง”

Facebook : สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
