2 ตุลาคม 2025
2 K

เสียงหมาเห่าตอนเช้ามืดปลุกให้พาพวกมันลงไปฉี่ในสวน หลังเสร็จภารกิจ เหล่าสี่ขายังคงเตร็ดเตร่ไม่ยอมขึ้นเรือน วิ่งไปโน่นไปนี่ บางตัวดมหากลิ่นของตัวอื่นแล้วฉี่ทับ เราที่ตื่นเช้ากว่าปกติยืนหาวรอ พลางคิดว่าเลี้ยงหมาจำเป็นต้องตื่นเช้า

นี่คือกิจวัตรของ อารยา ราษฎร์จําเริญสุข อดีตอาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาสหศาสตร์ศิลป์และปริญญาโทสาขาทัศนศิลป์ ศิลปินหญิงผู้มีชื่อเสียงในขณะที่ศิลปินชายท่วมล้นวงการ

งานศิลปะของอาจารย์อารยามักเล่าเรื่องระหว่างสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามเพื่อหาความหมายใหม่ อย่างงานที่เธอสอนหนังสือหรืออ่านบทกวีให้ศพฟัง บันทึกวาระสุดท้ายของวัวควายหมูในโรงฆ่าสัตว์ ชวนชาวบ้านตำบลดอนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ วิพากษ์งานจิตรกรรมมาสเตอร์พีซของโลก และเธอยังตั้งครรภ์ (ปลอม) ไปสอนหนังสือในฐานะสาวโสดที่สวมหมวกรองศาสตราจารย์ 

ปัจจุบันอาจารย์อารยาพำนักอยู่ในบ้านที่มีหมามากกว่าคน และยังสัญจรไปดูแลหมาจรจัดทั่วสารทิศ

เรามาถึงบ้านกลางทุ่งนา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในยามเย็น ตามคำเชิญของอาจารย์ว่าให้มาพักค้างคืนที่ บ้านวังหมา เรือนเล็ก ๆ เยื้องกับบ้านหลังใหญ่ในสวนกว้าง

เราตอบตกลงรับคำชวน และเข้านอนพร้อม สีดา กับ พิมพิลาไลย หมาที่หน้าตาเหมือนกบ หิวตลอดเวลา เห่าเก่ง รักษาความปลอดภัยจนแทบไม่ได้นอน 

บ้านวังหมาเงียบสงัดเพราะห่างไกลผู้คนและเมือง อยู่ริมถนนสายเล็กปลายหมู่บ้าน ได้ยินเสียงน้ำไหลเพราะมีทางน้ำจากลำเหมืองลงสู่ทุ่งนาหลังบ้าน เช้าตรู่มีเสียงนกร้อง ยามค่ำกบเขียดและเหล่าแมลงพากันผสานเสียงกล่อม เมื่อแหงนมองผ่านหลังคากระจก จะเห็นยอดมะพร้าวคุยกับดวงจันทร์ วิเวกแต่งาม 

ช่อมาลา

บทสนทนาระหว่างเรากับศิลปินหญิงเกิดขึ้นท่ามกลางหลุมศพหมา ซึ่งมีร่างเจ้าสี่ขาไร้วิญญาณนอนเรียงรายมากมายพอ ๆ กับดอกไม้ในสวน และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ ‘นิทรรศการช่อมาลา’ (The Bouquet and the Wreath) งานแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของอาจารย์อารยากำลังจัดแสดงภาคแรกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม สันกำแพง และภาคสองที่อาร์ต จามีล ดูไบ 

ครั้งนี้เธอขมวดรวมเส้นทางการเป็นศิลปินและคนเขียนหนังสือมากว่า 45 ปีเอาไว้ในนิทรรศการ แสดงผลงาน Dog’s Palatial Castle ประติมากรรมปราสาทกลางโถงพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม พราวไปด้วยภาพพอร์เทรตหมาทั้งที่ตายไปแล้วและยังมีชีวิต แซมภาพวาดดอกบลูเสจที่ศิลปินปลูกไว้รอบบ้านวังหมา ด้านในปราสาทฉายวิดีโอศพผู้หญิงกำลังถูกน้ำท่วมในกรอบภาพสีทอง

ทั่วทั้งพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะภาพพิมพ์ วิดิโอ ศิลปะจัดวาง ประติมากรรมหมานั่ง นอน เดิน เล่น ที่แทรกอยู่เคียงงานชิ้นต่าง ๆ รวมถึงวิดีโอเกี่ยวกับการผ่าตัดที่ฉาบด้วยสีแดง มีเสียงเล่าถึงอดีตของพ่อและแม่อาจารย์อารยา เพื่อยืนยันว่างานศิลปะและชีวิตของศิลปินถักร้อยเป็นเนื้อเดียวกันทั้งอดีตและปัจจุบัน

เราพูดคุยกับอาจารย์อารยาในช่วงเวลาที่เธอเกษียณจากการสอนหนังสือและชะลอการทำงานศิลปะ มีเวลากับเรื่องหมา ๆ มากขึ้น แต่เธอก็ออกตัวก่อนว่า ร่างกายแม่หมาเริ่มก้มลำบากแล้ว

“ไม่ค่อยรับงานที่ต้องทำใหม่ ถ้าจะแสดง ขอเลือกงานที่มีอยู่แล้ว” ศิลปินว่าอย่างนั้น

แต่ถึงอย่างนั้น ภัณฑารักษ์แดนไกลคนหนึ่งบอกเธอว่า “ความเป็นศิลปินอยู่ในตัวคุณ ไม่ใช่งาน” 

ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดแผ่วลงอย่างที่ศิลปินตั้งใจ เพราะช่วงเวลาที่เราไปเยือน บ้านเธอมีสมาชิกใหม่ชื่อ อายจันท์ หมาเด็กวัยคันฟันที่รับมาจากข้างทาง หลังเปิดนิทรรศการช่อมาลาได้ไม่ถึงเดือน 

“ในวัยปลาย ศิลปะไม่มีความจำเป็นทั้งในเชิงอารมณ์และการดำรงชีพ เราไม่เหลือการตั้งแง่อะไรกับโลกและวงการศิลปะ ซึ่งอาการแบบนี้น่าจะต้องเลิกทำงานแล้ว แต่นิทรรศการเดี่ยวครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบที่ตกปากรับคำกับภัณฑารักษ์ (โรเจอร์ เนลสัน และ กิตติมา จารีประสิทธิ์) เอาไว้

“มีงานใหม่ชื่อเล่นว่า วิดีโอบอมส์ เกิดจากการคุยเล่น ๆ กับภัณฑารักษ์ ตั้งต้นจากการเอาวิดีโอเก่ามาตัดต่อคละยำ ตั้งใจฉายเชื่อมกัน 8 จอ ความท้าทายคือไม่ตั้งคอนเซปต์และไม่สรุปความหมาย”

วิดีโอบอมส์ 8 จอ ฉายภาพผู้หญิง สัตว์ ศพ ทิวทัศน์ ต้นไม้ และทะเล เป็นฟุตเทจเก่า ๆ ที่ยากจะประมวลได้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะภาพซ้อนทับเหลื่อมกันจนไม่อาจหาสารตั้งต้น ศิลปินบอกว่าขณะสร้างผลงานนี้ เธอรู้สึกถึงสภาพการณ์ มันเหมือนเหตุการณ์และเหมือนความทรงจำ

“ขณะด้นงานวิดีโอนี้มาอย่างยาวนาน เราปลอบตัวเองด้วยประโยคที่ชอบว่า ‘ในการเปลี่ยนความหมายของทิวทัศน์เก่าแก่ จำเป็นต้องเผชิญวิบากกรรมเดิม ๆ’ ประโยคนี้เปิดทางให้ภาพนามธรรมอย่างลมพัดต้นไม้โยกเอน เวิ้งทะเลเช้าค่ำ เข้ามาในวิดีโอ วิบากกรรมเดิม ๆ คือการเอางานเก่ามาตัดต่อใหม่

“หลวงปู่ดูลย์กล่าวไว้ว่า คนสมัยนี้ทุกข์เพราะความคิด ประโยคนี้ทุเลาการไม่ตั้งคอนเซปต์ให้กับงาน ไม่มีอคติและเจตจำนงเกี่ยวกับเรื่องอะไรเลย พอทำงานแล้วค้นพบตรงนี้ นี่อาจเป็นของขวัญหรือเครื่องประหารของการทำงานศิลปะตอนแก่ ทำให้ตัวเองหลุดจากเรื่องความเป็น ความตาย ความเศร้าโศก และความเริงร่า ห่างไกลออกมาจากประเด็นสามัญ อย่างสิทธิผู้หญิง การเมือง หรือชนชั้น”

เห็นงานเหมือนการดำเนินชีวิต มีตั้งต้น แล้วเลือนไป เคยอยู่ในเค้าโครงแล้วเหออก จากพอรู้เรื่องว่าสารตั้งต้นเป็นอะไรไปจนถึงความไม่รู้หนไหน งานกับคนทำเคล้ากันในสภาพ คลอเคียงจนกลืนกัน หมกมุ่นนานทั้งปีติทั้งทุกข์ทั้งมึน ปิดงานก็ประมาณว่า นั่นคือบันทึกความเป็นไปของขณะ ทั้งโดยรวมและอาจเฉพาะบ้าง ไม่มีหมุดหมายให้บรรลุ 

หลุดจากเคยชินว่าทำอะไรต้องมีจุดมุ่งหมายอะไร ทำไปเกินครึ่ง เขียนบอกภัณฑารักษ์ว่า งานเป็นสภาพการณ์ คือประสบแล้วผ่าน คือแวบคำหนึ่ง คืออ้อยอิ่งของรสหวานบางช่วง แล้วความสะพรึงก็เข้ามาแทรกปน ในคืนวัน ในผสานฤดูกาลกับดำเนินชีวิต

อาจารย์อารยาเขียนถึงวิดีโอบอมส์

นอกจากวิดีโอบอมส์ ยังมีงานภาพพิมพ์ชิ้นจิ๋วในยุคแรก มีศิลปะจัดวาง The Dinner with Cancer (ปี 1993) บนเตียงนอนมีบ้านกระจกหลังจิ๋วภายในใส่เข็มฉีดยา สายน้ำเกลือ ผ้าก๊อซปิดแผลของพ่อที่ศิลปินเก็บมาจากโรงพยาบาล ด้านหลังเป็นงานวาดเส้นบนผนังในบรรยากาศหม่นสลด อาจารย์อารยาขยายฉากของ พิพากษา บทหนึ่งของหนังสือนิยายชื่อ ผุดเกิดมาลาร่ำ มาเป็นงานที่มองเห็นได้

สำหรับเรา นิทรรศการ ‘ช่อมาลา’ คือการทับซ้อนของพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ศิลปะ ศิลปะหลายชิ้นของศิลปินมักยั่วล้อกฎเกณฑ์สังคม แหวกขนบ และท้าทายต่อมศีลธรรมกับความเคยชินของผู้คน ไม่ต่างจากบางคำถามในวรรณกรรม ที่แม้อ่อนโยนกว่า แต่มีความเป็นกวีซึ่งมีรสขมปะปนอยู่

“เราตกอยู่ใต้กฎเกณฑ์ของชีวิตที่ต้องทะเยอทะยานกับความจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง พอมองย้อนกลับไป ก็สงสัยว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงหมกหมุ่นจริงจังกับความเป็นศิลปิน นักเขียน หรือคนสอนหนังสือนัก เพราะความรับผิดชอบหรือเพราะประลองตัวเองท่ามกลางความเป็นไปของโลกกันแน่”

บ้านวังหมา

อาจารย์อารยาเป็นศิลปินที่มีหมามายุ่งกับงานศิลปะมาก อยู่ในวิดีโอหลายตัว ประติมากรรมหลายชิ้น และเคยเดินทางไปแสดง Performance Art อยู่กับหมาจรจัดชื่อ งับ พักอยู่ในกระท่อมสร้างใหม่ให้แขกมาชะโงกดู ในสวนยุคบาโรกอายุ 300 กว่าปีชื่อ Auerpark ที่มหกรรมศิลปะโลกคาสเซิล เยอรมนี

นี่น่าจะเป็นส่วนบันดาลใจให้เกิด ‘บ้านวังหมา’ เรือนเล็ก ๆ หลังคาเป็นกระจก มีสวนดอกไม้ เปิดรับแขกที่อยากพาหมามาเยือน โดยมีเงื่อนไขว่า ‘ไม่มีหมาห้ามเข้า’ ใครที่อยากเข้าแต่ไม่มีหมามาด้วย ที่นี่มีบริการให้ยืมหมา ซึ่งเจ้างับที่ไปแจ้งเกิด ณ ประเทศเยอรมนี ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือก

“ระหว่างทำนิทรรศการ นึกขึ้นได้ว่าถ้ามีที่นั่งดื่มกินในสวน ตามองไกลไปเห็นฟ้าและภูเขา มีหมาตัวนุ่มเลี่ยนที่อยู่ในงานศิลปะ เดินจากบ้านใหญ่มานั่งอยู่เคียงกันกับผู้มาเยือน น่าจะเป็นห้วงพิเศษ”

อาจารย์อารยาให้คำนิยามบ้านวังหมาว่า นี่คือ ‘พื้นที่สัมผัสสัมพันธ์’

เคยมีแขกต่างชาติมากับหมาพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อก ระหว่างมื้อกลางวัน เจ้าของต้องวิ่งไล่จับหมาของตนเอง เพื่อสงบศึกหมาแปลกหน้าอ้วนกลม 2 ตัวไม่ให้ข่มกัน เคยมีนักศึกษาศิลปะมานั่งคุยกับภัณฑารักษ์โดยมีหมาวิ่งไปมาอย่างครึกครื้น แม้แต่ ไอ้เสือ หมาในหมู่บ้านก็ยังมาแช่น้ำและรับขนมที่นี่

หากสนใจไปเยือนบ้านวังหมา นัดหมายล่วงหน้าผ่าน Facebook : บ้านวังหมา Dog’s Palatial House จะมีอาหารและเครื่องดื่มเตรียมไว้ โดยตั้งชื่อเมนูตามสมาชิกในบ้าน ทั้งตัวที่ยังมีชีวิตอยู่และจากไปแล้ว 

งับไปยุโรป – เมนูเนื้อ ตั้งชื่อตาม ‘งับ’ หมาจรที่เคยร่วมเดินทางไปเยอรมนี

ขุนช้างบ่นเคี้ยว – ของกินเล่น ตั้งชื่อตามหมาอ้วนขี้บ่น

หนูนิโล- เครื่องดื่ม Mojito

พิมพิลาลา – Piña Colada หอมหวาน

สาวเชียร์เบียร์ที่คนนิยมมาก คือสีดา พิมพิลาไลย ทาทา และอายจันท์ ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด

บ้านวังหมาเป็นกลอุบายที่ทำให้ผู้คนเข้าไปสัมผัสหมา (เคย) จรที่ได้รับการดูแลอย่างดี เคารพในธรรมชาติของพวกมัน รู้จักคุยภาษาเดรัจฉาน ให้มีประสบการณ์อยู่ในพื้นที่ที่หมาเฉิดฉายเทียมเท่าคน 

บ้านหลังนี้อยู่คาบเส้นระหว่างศิลปะกับชีวิตประจำวัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ทำให้เรารู้สึกถึงการเกลาความทื่อในจิตใจให้อ่อนโยนขึ้น ซึ่งให้ผลแบบเดียวกับผลงานศิลปะของอาจารย์อารยา

หมาและศิลปิน

“เราเริ่มจากรับหมาจรจัด 3 ตัวมาเลี้ยงเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ชื่อ เจ้าเนื้อ น้ำตาล และ หลิว หลังจากนั้นก็เที่ยวเก็บหมาแก่ หมาป่วยจากมหาลัย หมาที่ถูกทิ้งในร้านอาหารปิดตาย หมาจรจัดถูกไล่จากทุ่งทหาร เจอบนถนนในหมู่บ้านบ้าง ไปทะเลแล้วเก็บมาก็มี จนกลายเป็นว่าบ้านมีหมามากกว่าคน

“มากที่สุดเคยมีถึง 28 ตัว หลุมฝังศพหมาพราวไปทั่วสวน” เจ้าของเผยที่มาที่ไป

“เราไม่มีลูกให้ต้องห่วงแบบคนมีครอบครัว มีแต่หมาที่อายุขัยสั้น อยากช่วยเรื่องนี้ให้มาก แต่ร่างกายไม่ค่อยไหว ผ่าตัดมาก็เยอะ ญาติแนะนำว่าให้ใช้วิธีช่วยเหลือคนที่ดูแลสัตว์ตกยากแทน เลยเข้าหากลุ่มคนที่ดูแลหมาแมวจรจัด ช่วยติดโซลาร์เซลล์บนคอกเพื่อประหยัดค่าไฟ ขับรถมุ่งไปอ่านกฎหมายให้นายก อบต. ฟังว่า เขาต้องดูแลพื้นที่ ไม่ปล่อยให้หญิงเลี้ยงหมาร้อยกว่าตัวที่กำลังถูกยึดที่ดินต้องเร่ร่อน ช่วยค่าอาหารอาณาจักรหมาแมวรายเดือน รวมกลุ่มทำหมันหมาแมวจรและผ่าตัดมะเร็งก็มี

“สุดท้ายก็ยังอดไม่ได้ เดือนที่แล้วเพิ่งรับลูกหมาริมถนนมาอีกตัว ตอนนี้มี 18 ชีวิต”

สำหรับอาจารย์อารยา หมาและศิลปะ 2 อย่างนี้ไม่อยู่บนเวทีคุณค่าของสังคม 

“ไม่เฝือ” อาจารย์ว่า เพราะมันไม่เกร่อ ไม่นิยม ก็เลยพิเศษทั้ง 2 อย่าง

เธอคิดว่าศิลปะอาจเท่และปราดเปรื่อง หมาเองก็อาจถูกมองแบบนั้นในบางครา แต่พวกเขาไม่รู้และไม่สนใจ ที่เหมือนกันมากสำหรับ 2 อย่างนี้ คือหากเข้าไปยุ่งเกี่ยว ควรจริงใจอย่างเป็นเอกเทศ

การเลี้ยงหมากับการทำงานศิลปะ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร – เราถาม 

“เราเคยน้ำตาไหลตอนดูงานศิลปะ เหมือนตอนเขียนหรือสร้างงานแล้วไปแตะบางจุดที่ลึก แม้ซาบซึ้งในศิลปะและความงาม แต่ขณะเดียวกันก็ยังยากที่จะเผชิญกับความจริงจากข่าวสารที่คนทารุณสัตว์ บางทีเดรัจฉานอาจโชคดีกว่าเรา การไม่รู้ว่ามีความตายกับศิลปะอยู่ช่วยให้เขาใส ๆ หิวก็คือหิว ไม่มีอุดมการณ์หรือหลักการ ไม่คับข้องใจ ไม่วิตกว่าตัวเองด้อยหรือเด่น นั่นอาจเป็นความพิเศษแบบหนึ่ง 

“ส่วนศิลปะ จะเด๋อ องอาจ หรือเฉียบคม ก็คือความคิดของเราทั้งนั้น” 

แล้วโลกจะเป็นอย่างไรหากหมาเป็นผู้นำ

“ธรรมชาติโดยรวมจะยังคงอยู่บริบูรณ์ มลภาวะจะหายไป ไส้เดือนจะเริงรื่นในดินซุย เพราะไม่มีขยะพลาสติก ขยะอิเล็กโทรนิกส์และสารเคมี ดินจะมีแต่กลิ่นฉี่และถูกขาหลังของหมาพรวนฟิ้ด ๆ หลังขับถ่าย 

“ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยจะสูญพันธุ์ ดอกไม้ใบไม้พุ่มเตี้ยจะถูกกัดแทะโดยหมาเด็ก แต่จะไม่ถูกเด็ดมาจัดแต่งแล้วเผาในพิธีกรรมต่าง ๆ กระดูกจะโดนแก่งแย่งแทนที่ตำแหน่งทางสังคม ใครจะข้ามเพศกับใครก็ไม่เป็นประเด็น ความปราดเปรื่องจะไม่มีค่าอีก การเอารัดเอาเปรียบกันจะน้อยลง

“นักข่าวหมาอาจเสนอข่าวโดยสัญชาตญาณมากขึ้น ความนิยมในการอาบแดดจะเป็นเหตุเป็นผล โดยเฉพาะ ขาว จากกาดแม่คือ (หมาที่บ้านอาจารย์) บอกว่า ไม่ต้องนั่งริมสระ กระโดดตูมลงไปได้เลย”

วัยปลาย

เรานั่งอยู่กับอาจารย์อารยาที่บ้านวังหมาตั้งแต่บ่ายจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้หญิงผมขาวในเสื้อเชิ้ตลายดอกสีอ่อนตัวบาง เธอนั่งบนเก้าอี้สีดำ มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าที่ไล่เฉดจากขาวไปสู่คราม ก่อนจะกลืนสู่สีเขียวของทุ่งนา มีหมานั่งน้ำลายย้อยจดจ้องอาหารบนโต๊ะอยู่ใกล้ ๆ 

ระหว่างนั่งคุยกัน อาจารย์ก้มลงไปกอดไปหอมเพื่อนสี่ขาของเธอเป็นพัก ๆ 

บทสนทนาเต็มไปด้วยเรื่องนามธรรม เป็นเรื่องราวที่เหมือนไออุ่นจาง ๆ จากการเอามือซุกไว้ใต้พุงหมา ไม่มีเรื่องของชื่อเสียง ความสำเร็จ หรือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มีเพียงความเข้าใจชีวิตอย่างใกล้ชิดของคนทำงานศิลปะซึ่งมีกลิ่นฟอร์มาลีนในห้องดับจิตติดเสื้อผ้ากลับบ้าน เพราะเธอหมกมุ่นเกี่ยวกับความตาย 

“เรามองตัวเองที่ไปอ่านกลอนให้ศพฟังในงานวิดีโอเพอร์ฟอร์แมนซ์ว่า เธอมีสภาพการณ์พัดเพไปทางนั้น” เพราะอาจารย์หมกมุ่นกับความตายมาตั้งแต่เด็กจวบจนวันนี้ วันที่เธออายุ 68 แม้วัยและประสบการณ์ชีวิตจะพอข่มความคิดนั้นไว้ได้ แต่ความอยากตายก็ยังหวนมาในห้วงความคิดอยู่เป็นพัก ๆ 

“ความอยากตายของเรามีหลายระดับ ตั้งแต่รับรู้แผ่ว ๆ หรือระดับเท่ากับตัวละครหญิงในนิยายเรื่องหนึ่ง เธอเล็มเลียคราบความตายที่ผนังรั้วบ้าน ไปจนถึงจมเข้าไปในความอยากนี้เลย

“ถ้าเป็นแค่ความคิดในใจยังพอควบคุมได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีเหตุการณ์และแรงกระตุ้นรอบด้าน ความอยากตายจะรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสิ่งที่ต้านทานได้ยาก” หญิงผู้หมกหมุ่นกับความตายเล่า

บ้านของอาจารย์มีหลุมฝังศพหมากระจายทั่วสวน บ้างทับถมกันหลายตัวในหลุมเดียว ความอาลัยและหยดน้ำตาลดระดับลงจาก 20 ปีก่อน จากเคยโรยมวลดอกไม้ลงหลุม กลับเหลือเพียงดอกเดียว 

แผ่นฟ้าเริ่มมืดและอากาศเย็นลงเพราะฝนตก อาจารย์เล่าให้ฟังถึงบทเขียนที่ว่า ขณะเดินในหมู่บ้านยามเย็นอากาศเทา ๆ ฝนพรำเบาแตะผิว คล้ายวันนี้ จะรู้สึกเหมือนได้รับสัมผัสจากยาย

“เราเคยนอนฟังยายสวดมนต์ก่อนนอน อยู่ ๆ ก็มีเสียงแว่วว่า ขอให้ตนเองไปสบาย ไม่ลำบากลูกหลาน ยายเราเป็นคนสวน ทำงานหนักมาตลอดชีวิต เราว่าสิ่งนั้นให้พรยายโดยไม่ต้องสวดมนต์ก็ได้

“หลานนอนฟังตาปริบ ๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่า ไม่มีพรจากใครหรอก เลยไม่ขอ แต่ปีที่แล้ว เราอ่อนข้อให้ตัวเอง แค่บอกหมาที่บ้านว่าถ้าจะขอพร อ้อยจะขอว่า ถ้าชาติหน้ามี ขอเกิดในสังคมที่ไม่มีคำว่าการเมือง ขอให้คนค้นพบการอยู่ร่วมกันในระบบอื่น ขออย่าอยู่ท่ามกลางชีวิตที่ขวนขวายขวักไขว่อยู่ในกลเกมหนึ่งที่ถ่วงการขัดเกลาตนให้ผุดเปล่ง และฉายประกายงามของความเป็นมนุษย์ได้ด้วยตนเอง” 

ในหนังสือ ผุดเกิดมาลาร่ำ ตอน พิพากษา มีฉากที่วิญญาณหมาไปช่วยตัวละคร ไลลียา พวกหมาคุยกันถึงไลลียาในมุมมองของหมาจรจัดที่ได้รับการดูแลอย่างดี เราถามอาจารย์ว่า

หากวิญญาณหมาจะคุยกันถึงตัวละครนี้อีกครั้งในตอนนี้ พวกมันจะคุยกันว่าอย่างไร

อาจารย์อารยาส่งอีเมลตอบกลับถึงเราในค่ำอีกวันหนึ่ง 

วิญญาณหมาตายแล้วรุ่นแรกและรุ่นสอง 

เจ้าเนื้อ มองสภาพบ้านเงียบ ๆ แบบหมาผู้ใหญ่เข้าใจโลก 

น้ำตาล แม้ตายแล้วแต่ยังอ้วนเหมือนตอนมีชีวิตอยู่ ออกจะภูมิใจหน่อย ๆ ในความเป็นซีเนียร์ที่ตอนนี้มีรุ่นน้องมากมายมาเป็น-แล้วตายที่นี่ 

ชม้อย ใจดีไม่ว่าอะไรเช่นเดียวกับ หลิว ซึ่งเป็นผู้ชายตนแรกของบ้าน ตัวโตมีขนปุยขาวอย่างหมาฝรั่ง มีปัญหานิดเดียวตรงหนุ่มรุ่นหลัง ชื่อ สิบสี่ สีน้ำตาลทองสูงถูกชมจากใคร ๆ ว่าหล่อมาก ฝรั่งคนหนึ่งถึงกับบอกว่าน่าจะเป็นดิงโก แต่ก็ถูกไลลียาทำการุณยฆาตเช่นเดียวกัน ดูเหมือนไลลียาจะไม่ชอบหมาหล่อเท่าไหร่เลยทำให้สิ้นใจไปทั้ง 2 ตัว แต่ชม้อยแทรกขึ้นว่า เธอก็ถูกการุณยฆาตทั้ง ๆ ที่เธอเป็นผู้หญิง เพิ่งมีลูกได้คอกเดียว

มะสี 3 ขาบ่นอุบอิบว่า “หลังความตายไม่ได้ล่างูกับพี่เจ้าเนื้ออีกเลย วิญญาณกระเจิงไปคนละทาง” 

ปุย มองหมาชุดใหม่แล้วเฉย ๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นตัวเมียคล้ายคนในคุกที่เธอเคยหาที่ซุกนอน ส่วน ตัวเล็กแสนใจดียิ่งแล้วใหญ่ ไลลียาจะเอาใครมาก็รับได้หมด แต่อย่าทำให้เธอโกรธ เพราะตัวเล็กจะรับเสียงบ่นด่าไว้คนเดียวทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยทำผิดอะไรเลย รวม ๆ แล้วหมารุ่นก่อนล้วนจิตใจดีไม่รู้ถูกเลี้ยงมาด้วยอะไร ไลลียาบอก “ก่อนนั้นหุงข้าวคลุกกับเนื้อบดไม่ใช้อาหารเม็ด” 

หมาที่ตายเพราะงูเห่าตัวอยากเตือนหมาในบ้านใหญ่ว่า ไลลียามาซื้อที่ทับวังงูเห่า ชาวบ้านโจษจันกันใหญ่ มีหมารุ่นพี่รุ่นเอาตายเพราะสู้กับงูเห่าถึง 6 ตัว แต่ดูเหมือนเธอไม่สนใจเพราะที่ตรงนี้สวย เธอเป็นโรคติดวิวสวย ๆ งาม ๆ จนไม่ห่วงสัญชาตญาณของพวกเรา แต่กลับกังวลพวกที่ถูกฝังทับกันว่า จะเข้าใจเธอหรือเปล่าว่าเวลาเสียใจมักจะไม่มีแรงขุดดินมากนัก จึงฝังทับกันในหลุมที่ใส่ทรายไว้ 

วิญญาณหมารุ่นก่อนอยากรู้ว่า กินอาหารเม็ดแล้วดุกันมากขึ้นหรือเปล่า หรือนี่เป็นสาเหตุของการกัดกันเองและขี้กระจาย 

วิญญาณ มะกรูด ฝากบอกมาว่า ภูมิใจที่ไลลียาเขียนถึงเธอในนิยายแม้เป็นฉากในคืนที่เธอถูกฆ่าก็ตาม 

อายจันท์ ลูกหมาตัวล่าสุดพูดแบบโฆษณาว่า “อยู่บ้านนี้สนุกจริง” ไม่ต่างจาก มาลี ที่ยิ้มไม่หุบขณะวิ่งเร็ว ๆ

Writer

นฤภรกมล แมงกะพรุน

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยอาหารอร่อย หมาหน้าตลก อยู่เพื่ออ่านวรรณกรรมแล้วดูหนังไปเรื่อย ๆ ฝันอยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้น มีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปทุกที่และทดลองทำอีกหลายล้านอย่าง

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ