7 สิงหาคม 2025
6 K

“แต่พวกเราใช้เวลาคุยนานมากนะ”

อาโปตอบเราหลังบอกเขาว่าเวลาในการพูดคุยครั้งนี้ค่อนข้างมีจำกัด ก่อนเขาจะพูดต่อว่า “รายการที่แล้วเขาขอ 2 นาที พวกผมตอบไป 6 นาที”

ฟังจบเราก็ขอปาดเหงื่อหนึ่งที แต่ก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกันที่จะได้ฟังทั้งคู่คุยกัน เพราะการสัมภาษณ์ครั้งนี้เรามีหน้าที่เพียงเตรียมคำถาม แต่การสัมภาษณ์เป็นหน้าที่ของ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ และ มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง ที่พวกเขาจะสัมภาษณ์กันเอง 

ซีรีส์ Shine เป็นวาระที่ทำให้เราได้มีโอกาสเจอทั้งคู่ นับเป็นผลงานเรื่องที่ 3 ที่มายและอาโปกลับมาเล่นด้วยกัน อาโปรับบทเป็น ‘ตฤณ’ ด็อกเตอร์จบใหม่จากฝรั่งเศสที่พกความฝันว่าจะนำความรู้มาเปลี่ยนแปลงประเทศ ส่วนมายรับบทเป็น ‘ธันวา’ ฮิปปี้ที่มีหัวใจรักอิสระและเสียงดนตรี ด้วยมุมมองและจุดยืนที่แตกต่างจึงน่าติดตามว่าทั้งคู่จะโคจรมาเจอกันได้อย่างไร ท่ามกลางบริบทประเทศไทยใน พ.ศ. 2512 ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย และเสรีภาพยังคงถูกจำกัด 

ในสายตาคนทั่วไป มาย-อาโป อาจเป็นหนึ่งใน ‘คู่จิ้น’ ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย แต่จำนวนคู่จิ้นที่มีเกือบแตะหลักร้อย รวมไปถึงภาพจำของสังคมมีต่อคำนี้ อาจทำให้ชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่ในความสนใจ หรือหลายคนอาจจะเลื่อนผ่านถ้าเห็นชื่อพวกเขา

ยินดีต้อนรับสู่อีกด้านของดวงจันทร์

ประโยคที่ธันวาพูดกับตฤณ และเป็นแก่นหลักในการเล่าเรื่องของซีรีส์เรื่อง Shine เราเลยขอดึงมาเป็นแก่นหลักในบทความชิ้นนี้เช่นกัน ด้วยการพาทุกคนไปรู้จัก ‘มาย-อาโป’ อีกด้าน และเห็นภาพการทำงานในสถานะ ‘พาร์ตเนอร์’ ที่ดูจะได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการบันเทิง มุมหนึ่งมันก็เป็นวิธีที่ช่วยสร้างฐานแฟนคลับ แต่อีกด้าน พวกเขาต้องเผชิญกับการถูกเปรียบเทียบและการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เราจึงตัดสินใจให้พวกเขาถาม-ตอบกันเอง บางคำถามพวกเขาอาจจะเคยตอบไปแล้ว แต่เมื่อถามกันเอง มุมมองในการตอบอาจจะเปลี่ยนไป 

เรื่องที่เสียดายและความยากในการแสดงด้วยกัน

อาโป : พี่มายชอบชีวิตตัวเองในวงการบันเทิงตอนไหนมากที่สุด

มาย : ถ้า ณ ตอนนี้ที่เราคุยกันและ Shine ยังไม่ฉาย พี่ชอบตัวเองตอนเล่น KinnPorsche The Series มากที่สุด เพราะทุ่มสุดตัวในการทำงาน อาจจะมากที่สุดตั้งแต่ทำงานแสดงมาเลย 

พี่ขอถามโปบ้างนะ แล้วโปมีเรื่องที่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำในวงการบันเทิงไหม

อาโป : (นิ่งคิด) เอาจริง ๆ นะ โปอยากเล่น สุภาพบุรุษจุฑาเทพ อยากเห็นตัวเองอยู่ตรงนั้น ได้พูดว่า ‘จุฑาเทพครับ’ เสียดาย อยากลองทำจริง ๆ

มาย : พี่ก็อยากเห็นเหมือนกันนะ

อาโป : พี่มายยังจำตอนที่เราเวิร์กช็อปการแสดงครั้งแรกด้วยกันได้ไหม

มาย : (นิ่งคิด) จำได้นะ แต่พี่ไม่ได้เวิร์กช็อปกับโปโดยตรง ส่วนใหญ่พี่เวิร์กช็อปกับ ไบเบิ้ล (วิชญ์ภาส สุเมตติกุล) เป็นหลัก

อาโป : พี่รู้สึกยังไง

มาย : รู้สึกว่าโปเก่งอยู่แล้ว พี่เลยไม่ได้โฟกัสโปเลย แต่มาโฟกัสตัวเองว่าจะเอายังไงกับชีวิต (หัวเราะ) แล้วโปคิดว่าความยากของการแสดงกับพี่อยู่ตรงไหน ถ้าไม่มีตอบไม่มีนะ (หัวเราะ) ไกด์ขนาดนี้แล้ว

อาโป : (นิ่งคิด)

มาย : เฮ้ย อย่าทำเป็นเครียดสิ

อาโป : จริง ๆ ความยากของการแสดงกับพี่อยู่ตรงที่พี่กดดันตัวเอง เพราะพี่อยากทำงานทุกอย่างให้ออกมาดี ซึ่งเป็นข้อดีนะ แต่พอพี่อยากทำให้ดี พี่ก็จะรู้สึกว่าฉันต้องทำให้ได้และกลายเป็นความกดดันไปหมด โปเลยกังวลเวลาที่เราต้องเล่นกับคนที่กดดันมาก ๆ เราจะมีความเป็นห่วงเขาลึก ๆ พี่เข้าใจใช่ไหม

มาย : (พยักหน้า) เข้าใจ ๆ

อาโป : แต่มันเป็นความยากในช่วงแรกที่เราเริ่มแสดงด้วยกันนะ

มาย : แล้วเรื่อง Shine เป็นยังไง

อาโป : เรื่อง Shine ดีมาก! เพราะพี่ผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมาแล้ว พี่ผ่านการทำอะไรหลาย ๆ อย่าง และที่สำคัญพี่ไว้ใจโป ตอนทำงานพี่เต็มที่ในพาร์ตของพี่ จัดการตัวเองไป ไม่ได้มานั่งนึกถึงโป เหมือนพี่แค่มาแสดงกับโปเพราะไว้ใจ ซึ่งโปเห็นสิ่งนี้ได้จากตาของพี่ โปเลยรู้สึกดีและมันก็เป็นธรรมชาติมาก

แต่ถ้าพูดถึงในแง่วินัย ความตั้งใจ หรือการปรับตัว โปไม่ห่วงเลย เพราะพี่มายมีอยู่แล้ว

มาย : ขอบคุณครับ (ยิ้ม)

การเตรียมตัวรับบทเป็นธันวาและตฤณ

อาโป : พี่มายเตรียมตัวยังไงในการรับบทธันวา

มาย : เตรียมตัวเยอะบนพื้นฐานของการอิมโพรไวส์ไปกับทีมงานด้วย เพราะบทถูกพัฒนาไปเรื่อย ๆ เราก็เตรียมตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น ทีมงานบอกว่าอยากให้ธันวามีคาแรกเตอร์เป็นฮิปปี้แบบจอห์น เลนนอน เราก็มาพิจารณาต่อว่าตรงไหม เพราะตอนที่เลนนอนเริ่มเปลี่ยนเป็นฮิปปี้คือช่วงปี 1973 – 1974 ซึ่งโชคดีที่เราค่อนข้างเข้าใจยุคนี้เป็นทุนเดิม เพราะชอบเสพงานยุคนั้นอยู่แล้ว

อาโป : ฮิปปี้ในนิยามของพี่มายแบบสั้น ๆ

มาย : ถ้าในนิยามของคนที่เป็นฮิปปี้โดยส่วนใหญ่ ก็คือคนที่ต้องการความสงบ (Peace) เป็นสิ่งที่เขาแสวงหา ไม่จะเป็นความสงบในสังคม หรือบางคนอาจแค่ต้องการความสงบในใจ ซึ่งมันแตกต่างกันนะ ถ้าคนที่ต้องการความสงบในสังคมก็อาจจะออกไปเรียกร้อง แต่บางคนแค่มีความสงบในใจเขาก็อยู่ได้แล้ว 

ตัวละครธันวาเป็น 1 ใน 2 แบบนี้แหละ แต่เขาจะเลือกแบบไหนต้องไปดูในซีรีส์ Shine ครับ (ยิ้ม) แล้วโปเตรียมตัวเป็นตฤณยังไงบ้าง

อาโป : โปย้อนไปดูวิดีโอเก่า ๆ ของยุคนั้นว่าสภาพสังคมเป็นยังไง ความคิดของคนยุคนั้น แล้วลองจินตนาการเป็นภาพว่า เศรษฐกิจช่วงนั้นค่อนข้างมีความหลากหลาย มีการส่งต่อวัฒนธรรมจากต่างประเทศ เกิดการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมต่างชาติ

มาย : เหมือนโปพาตัวเองให้ไปทำความเข้าใจความเป็นยุคนั้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้เข้าใจความคิดความอ่านของตัวละคร ผสมกับบทซีรีส์ 

อาโป : ใช่ เพราะสุดท้ายเราจะเอาทุกอย่างมาผสมรวมกันและหาตรงกลาง เพื่อที่เราจะได้เป็นตัวละครตฤณ 

เบื้องหลังงานเพลงและเสื้อผ้าใน Shine by มาย-อาโป

อาโป : พี่มายมีส่วนร่วมในพาร์ตดนตรีด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่พี่มายชอบ แล้วมีวิธีคิดและกระบวนการทำดนตรีซีรีส์เรื่องนี้อย่างไร

มาย : การทำดนตรีก็เหมือนกับการทำงานศิลปะ ต้องดูว่าจะทำงานศิลปะชิ้นนี้เพื่อใคร เพื่อตัวคนทำหรือคนดู แต่การทำเพลงเรื่องนี้มีบทเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตอนที่ร้องเพลงประกอบซีรีส์อย่างเพลง Dawn พี่เลยใส่ความเป็นตัวเราครึ่งหนึ่ง และความเป็นธันวาอีกครึ่ง เพื่อให้งานศิลปะชิ้นนี้ทำหน้าที่สื่อสารตัวซีรีส์

หรือตอนที่เราไปเล่นกีตาร์เสริมในเพลง APOLLO ของ พี่เจ มณฑล เราอยากให้เพลงนี้เพิ่มความเป็น Psychedelic Rock แต่จริง ๆ เพลงมันดีอยู่แล้วนะ เรามีการคุยกับ จีน คำขวัญ หนึ่งในผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้ว่า เทรนด์หลักของฮิปปี้ยุค 1969 เขาจะอินกับ Woodstock อินกับคำว่า Psychedelic Rock เราเลยเพิ่มความเป็น Psychedelic Rock ลงไปในเพลง

อาโป : ถ้าให้พี่มายนิยามง่าย ๆ ว่า Woodstock กับ Psychedelic Rock คืออะไร

มาย : Woodstock เป็นเทศกาลดนตรีที่จัดครั้งแรกในปี 1969 และมีความสำคัญมาก ๆ กับฮิปปี้ในตอนนั้น ส่วน Psychedelic Rock เป็นสไตล์เพลงร็อก เป็นแนวเพลงที่มีความฉงน มีความซับซ้อนของอารมณ์อยู่ในนั้น ถ้าพูดอย่างให้เห็นภาพ โปลองนึกถึงลายของผ้ามัดย้อม นั่นจะเป็นภาพแทนของเพลงแบบ Psychedelic Rock 

ทำไมโปถึงอยากทำงานฝั่งเสื้อผ้าล่ะ

อาโป : เริ่มจากนิสัยของโปก่อน โปเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ โปชอบเข้าไปในห้องแต่งตัวของป๊าม้า ไปดูว่าตู้เสื้อผ้าเขามีอะไรบ้าง แล้วก็หยิบมาแต่ง ยืนดูตัวเองในกระจก มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่าเราเป็นคนชอบแต่งตัว

ลักษณะการทำงานของ Be On Cloud จะมีความเป็นครอบครัวมาก ๆ มีการคุยกันว่าใครชอบทำอะไรก็จะให้เราทำสิ่งนั้น โปเลยได้มีโอกาสร่วมทำงานฝั่งเสื้อผ้าด้วย

มาย : ถ้าต้องเลือกชุดให้ธันวา 1 ชุด โปจะให้เขาแต่งตัวแบบไหน

อาโป : ก็ต้องย้อนกลับไปเหมือนกัน เหมือนที่อาโปชอบแต่งตัวเพราะเริ่มจากค้นเสื้อผ้าในตู้พ่อแม่ ถ้าเป็นธันวาก็ต้องจินตนาการว่า ธันวาโตมาแบบไหน ผ่านประสบการณ์อะไรมา ตอนเด็ก ๆ เขาชอบอะไร มีเป้าหมายในชีวิตยังไง

ธันวาอยากแสดงออกถึงความรักอิสระ เป็นคนสบาย ๆ ถ้าให้เลือกชุดให้เขาโดยเริ่มจากเสื้อก่อน เสื้อต้องเป็นผ้าที่มีความทิ้งตัว

มาย : สีอะไร 

อาโป : มองเป็นสีขาวนะ มีลายนกยูง ตัวผ้ามีความพลิ้วไหวหน่อย ๆ (ชี้ไปที่ลายเสื้อของมาย) คล้ายเสื้อที่ธันวาในรูปนี้ใส่ โปว่าเสื้อผ้ามันบ่งบอกสิ่งที่อยู่ในจิตใจของธันวาได้ ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว เสื้อผ้าจะมีความพลิ้วไหว บ่งบอกว่าภายในใจเขาต้องการความอิสระ

มาย : แล้วท่อนล่างล่ะ

อาโป : มีความเซ็กซี่นิด ๆ กางเกงทรง Flare

มาย : ไม่เอาซีทรูนะ (หัวเราะ)

อาโป : (ชี้ไปที่ลายเสื้อของมาย) เหมือนตัวที่ธันวาใส่ กางเกงจะแนบขาช่วงบนแล้วค่อย ๆ บานออกตรงช่วงปลาย ทรง Flare หน่อย ๆ ซึ่งกางเกงทรง Flare กับทรงขากระดิ่งไม่เหมือนกันนะ กางเกงขากระดิ่งจะบานออกเลย แต่ทรง Flare กว้างกว่าเข่านิดเดียว 

โปว่าโครงของกางเกงทรง Flare เป็นโครงที่คนดูไม่ค่อยออก ไม่แน่ใจว่าเป็นกางเกงทรงอะไร ต้องเห็นตอนเคลื่อนไหวที่จะมีความเป็นธรรมชาติ มีความพลิ้วไหว กางเกงทรงนี้เลยบ่งบอกถึงความรักและความต้องการอิสระของธันวาได้เหมือนกัน

ถ้าให้พี่มายเลือกหนึ่งเพลงของซีรีส์ Shine พี่มายจะเลือกเพลงไหน เพราะอะไร

มาย : ต้องเพลง Dawn สิ

อาโป : เพราะอะไร

มาย : ขายของไง (ยิ้ม) แต่เพลงมันดีจริง จริง ๆ ทุกเพลงในอัลบัมดีหมดเลย ทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวในซีรีส์แตกต่างกันไป แต่ถ้าบังคับให้เราเลือกก็ต้องเลือกเพลงที่เราอยากขายก่อน ก็คือเพลง Dawn

อาโป : Dawn แปลว่าอะไร

มาย : รุ่งอรุณ แต่ถ้าอยากรู้ความหมายมากกว่านั้น ต้องไปฟังในเพลงนะ (หัวเราะ) 

อาโป : โปฟังทุกวันเลย แต่ฟังเพลง Far Side of the Moon นะ (ยิ้ม)

ซีรีส์ Shine เวอร์ชันผู้กำกับอาโป และเหตุผลทำไมถึงไม่เรียกซีรีส์ Boy Love

มาย : ถ้าโปได้เป็นผู้กำกับซีรีส์ Shine คิดว่าตัวเองจะกำกับออกมาแตกต่างจากผู้กำกับ 3 คนของเราไหม

อาโป : คิดว่าต่างนะ เพราะการกำกับ การสื่อสาร หรือการแสดง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือความเชื่อของคนคนนั้น โปก็จะถ่ายทอดความเป็นฮิปปี้ของธันวาในมุมที่จริงจังขึ้น หมายถึงความสุดโต่ง ความบ้า ๆ บอ ๆ ของตัวละครจะชัดเจนเลย หรือแม้แต่การถ่ายทอดความเป็นตฤณก็จะเข้มข้นขึ้น เพราะพื้นฐานโปเป็นคนจริงจังแต่ก็ชอบความสบายด้วย เลยขอนิยามว่าตฤณคงจะเป็นคนจริงจังแต่ไม่เครียด 

มาย : ดี ๆ

อาโป : พี่มายว่าทำไมเราต้องทำซีรีส์ยุค 70 ให้คนยุคปัจจุบันดู

มาย : พี่ว่ามันเป็นยุคที่มีเสน่ห์นะ ยังเป็น High Touch ไม่ High Tech และบังเอิญเป็นช่วงที่ไทยและทั่วโลกมีเครื่องบินแล้ว เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ส่วนตัวเองก็หลงรักยุคนี้ จะเห็นได้จากสไตล์การแต่งตัวหรือแม้แต่ที่เราชอบกีตาร์ 

ถ้ามีคนดูสงสัยว่าทำไมไม่เรียก Shine ว่าซีรีส์ BL แต่เรียกว่า ‘ซีรีส์เกย์’

อาโป : มันก็ตรงตัวนะ BL คือ Boy Love แต่พวกเรามัน Man Love เราโตแล้ว

มาย : ก็อยากเรียกบอยเหมือนกัน แต่เรียกไม่ลง 

อาโป : โปไม่อยากเรียกบอย เพราะดูจากสภาพพวกเราและนักแสดงในเรื่อง มันไม่บอยแล้วนะ (หัวเราะ) อีกอย่างซีรีส์ BL คนเล่าเยอะแล้ว ณ วันนี้เราอยากเล่าในมุม Man Love บ้าง เพราะพวกเราโตแล้ว ผ่านโลกมาพอสมควร ถึงจุดที่รู้ว่าต้องตัดสินใจกับชีวิตยังไง เลยอยากชวนคนลองมาดูซีรีส์ที่ตัวละครโตขึ้น อีกอย่างเกย์เป็นคำที่ทั่วโลกเข้าใจตรงกัน เป็นคำบ่งบอกการใช้ชีวิตของคนคนหนึ่ง 

หลังจากจบซีรีส์ Shine พี่มายคิดว่าชีวิตตัวเองต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

มาย : พี่ไม่ได้คิดไรเลย บางทีการไม่คิดอะไรให้เยอะเกินไปก็ดีนะ แค่สิ่งที่ต้องคิดในแต่ละวันก็เยอะแล้ว แต่พี่เชื่อว่างานที่เราทำจะออกมาดีเสมอ

อาโป : ถ้าถามโป โปก็ไม่ได้คิดเหมือนกันนะ

มาย : งั้นถามก็ได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้เติมเต็มชีวิตของอาโปยังไง

อาโป : (นิ่งคิด) มันเติมเต็มโปตรงที่คนอื่นชอบบอกว่าโปเป็นคนจริงจัง แต่โปไม่เคยเห็นว่าตัวเองเป็นคนจริงจังแบบไหน วันนี้ได้มาเห็นตัวละครตฤณ เห็นว่าเขามีมุมที่คล้ายเรา มีความเชื่อหรือทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่คล้ายเรา เราได้เห็นตัวเองชัดขึ้นจากการเล่นเป็นตฤณ แล้วถ้าตัวละครเจอเหตุการณ์แบบหนึ่งที่เขาตัดสินใจและเกิดผลลัพธ์บางอย่าง เราก็จะได้เรียนรู้และลองกลับมาคิดว่าควรตัดสินใจยังไง 

การได้มีส่วนร่วมตอนทำบทหรือออกแบบเสื้อผ้า โปว่ามันก็เติมเต็มเราด้วยนะ และเชื่อว่าคนที่ดูซีรีส์เรื่องนี้ก็จะได้รับการเติมเต็มเช่นกัน โปคิดว่ายังมีคนที่เป็นแบบตฤณเยอะ เด็กจบใหม่ที่รู้สึกว่าฉันอยากเป็นแบบนี้ โลกมันต้องเป็นแบบนี้ แต่พอเจอชีวิตจริงแล้วเลี้ยวทุกคน เพราะโลกความจริงไม่เหมือนที่เรียนมา

ความยากและสิ่งที่ไม่ชอบในการทำงานในฐานะพาร์ตเนอร์

อาโป : การทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเปรียบเทียบ พี่มายมีมุมมองเรื่องนี้และวิธีรับมืออย่างไร

มาย : การแข่งขันหรือการเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ต้องทำอย่างสร้างสรรค์ ถ้าแข่งกันแล้วมัวแต่ไปมองจุดบอดของอีกฝ่าย เช่น ทำไมเขาทำไม่ดีเลยวะ เราดีกว่าอีก หรือต้องเหนือกว่า พี่ว่าไม่เวิร์ก มันต้อง Win-win Situation ในการทำงานร่วมกัน หรือภาษาไทยง่าย ๆ ก็สามัคคีคือพลัง พี่เชื่อแบบนั้นมาตลอด

ฉะนั้น การเปรียบเทียบหรือแข่งขันก็ดี แต่จะดีต่อเมื่อเปรียบเทียบหรือแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ก็แค่นั้นเอง พี่ว่าโปคงคิดเหมือนกัน ไม่มีทางที่ใครจะเติบโตได้ด้วยตัวคนเดียว โดยเฉพาะการทำงานในวงการบันเทิง

อาโป : ถ้าเกิดต้องมานั่งแข่งกันเอง โปว่าก็ไม่ใช่เรื่องนะ

มาย : แข่งได้แหละ แต่แข่งแล้วไม่ได้โกรธเกลียดกัน

อาโป : จริง ๆ เราต้องแข่งไปด้วยกัน

มาย : แข่งแล้วต้องมีความสนุกสนาน เหมือนเวลาเล่นเกม ถามว่าในเกมเราแข่งกันไหม แข่ง แต่เล่นจบแล้วไม่ใช่มาตบหัวกัน ไม่ได้ เราต้องเข้าใจจุดประสงค์ 

อาโป : ใช่ เหมือนกับที่โปผัดข้าวแล้วเดินไปล้างจานไม่ได้ ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง

มาย : ถ้าให้เลือกสิ่งที่ไม่ชอบที่สุดในการทำงานเป็นพาร์ตเนอร์ จะเลือกอะไร 

อาโป : โปไม่ชอบการแข่งกัน 

มาย : เช่น

อาโป : พี่อยากดังกว่า โปอยากดังกว่า พี่อยากทำได้ดีกว่า โปทำได้ดีกว่า หรือพี่อยากเด่นกว่า โปว่ามันน่ารำคาญ

มาย : ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าเรียกว่าพาร์ตเนอร์นะ

อาโป : โปว่ามันน่าอึดอัด อย่างที่เราคุยกันไป ไม่มีใครทำอะไรได้ด้วยตัวคนเดียว โอเค เป็นมายก็ดี เป็นอาโปก็ดี แต่เป็นมาย-อาโป ดีกว่า เราเดินทางด้วยกันมาจนเห็นแล้วว่า วันไหนที่โปอ๊อง ๆ พี่มายก็มาช่วยซัพพอร์ต วันไหนที่พี่มายอ๊อง ๆ โปก็ซัพพอร์ต อย่างตอนที่ถาม ๆ ไป โปก็มีคิดนะว่าพูดอะไรไป พี่มายก็เข้ามาช่วยโปทันที 

โปคิดว่าการทำงานเป็นพาร์ตเนอร์ควรจะเป็นแบบนี้นะ เหมือนกับการสร้างบ้าน ไม่มีเสาต้นไหนที่แข็งแรงที่สุด เสาแต่ละต้นซัพพอร์ตกันและกัน โปคิดว่าโปโชคดีด้วยที่มีพาร์ตเนอร์ที่เชื่อแบบเดียวกัน

มาย : ดีครับ ขอบคุณครับ (ยิ้ม)

ประสบการณ์ชีวิตที่ล้ำค่า

อาโป : พี่มายรู้สึกยังไงบ้างกับการถูกเรียกว่า ‘มาย’ แล้วมี ‘อาโป’ ต่อท้าย

มาย : รู้สึกเป็นอีก Unison หนึ่ง มาย-อาโป เป็นเหมือนพลังงานอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นทางเลือกให้กับคนดูที่ชอบเสพงานมาย-อาโป เพราะถ้าพี่ไปทำงานเดี่ยวหรือโปไปทำงานเดี่ยว มันคงให้รสชาติอีกแบบ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลพี่ว่าดีนะ

แล้วโปล่ะ รู้สึกยังไงถ้าต้องมีคำว่า ‘มาย-อาโป’ ไปตลอด

อาโป : โปว่าชื่อมันยาวไปหน่อย เป็น MP ละกัน (หัวเราะ)

มาย : MP ก็ซ้ำกับ มาย ภาคภูมิ สิ

อาโป : เอาจริง ๆ โปรู้สึกอุ่นใจเวลามีมายและอาโปนะ ทุกครั้งที่ไปทำงานแล้วมีแค่อาโป จะรู้สึกว่า วันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง แต่ถ้างานไหนมีมายและอาโป โอเค วันนี้รอดแล้ว (หัวเราะ)

มาย : อ้อ (ลากเสียงยาว) อย่ารู้สึกแบบนั้นบ่อยเลย รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยบ้างก็ได้ (หัวเราะ)

อาโป : โปรู้สึกว่าพี่มายจะซัพพอร์ตเราได้ดีเสมอ

มาย : บางทีเตรียมตัวมาซัพพอร์ตพี่บ้างก็ได้

อาโป : โปอยากทำตัวเป็นน้อง (หัวเราะ)

มาย : ทั้งหมดทั้งมวลก็คือความสนุกสนานเนอะ มีมาย-อาโป แล้วอุ่นใจเหมือนกัน

อาโป : โปว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า ต้องขอบคุณ Be On Cloud ที่ทำให้เราได้เจอกัน ได้เดินทางจนมาถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญ ขอบคุณแฟน ๆ มากมายที่ซัพพอร์ตพวกเรา

มาย : ขอบคุณโชคชะตาด้วย รวมไปถึงพลังงานบวกทั้งจาก Be On Cloud และจากแฟน ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินมาถึงทุกวันนี้ มันจะไปต่อได้ก็เพราะทุกคน และสุดท้ายสามัคคีคือพลังครับ (ยิ้ม)

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล