27 มิถุนายน 2025
6 K

‘อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ’ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติในสงครามอินโดจีน ซึ่งรวมทั้ง 5 เหล่าทัพ แต่นอกเหนือจากระลึกถึงนั้น พื้นที่นี่ได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญของกรุงเทพฯ ที่ผู้คนต้องพึ่งพิงไปด้วย

ทว่าเมื่อนึกถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผู้คนก็มักจะนึกถึงภาพของความวุ่นวายและความเหนื่อยล้าตามมาด้วย 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย ที่นี่มีทั้งปัญหาการยืนรอรถเมล์ รถตู้ คนมาครั้งแรกหาทางไปไม่เจอ คนที่ใช้ประจำก็ยังลำบาก มีปัญหาการสัญจรเชื่อมต่อระหว่างเกาะที่ไม่ปลอดภัยแม้กระทั่งกับคนที่ไม่ได้ใช้วีลแชร์ ห้องน้ำทรุดโทรม เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างในยุคต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วคอยขวางทางคนเดิน บางโครงสร้างบดบังการมองเห็น ทำให้เกิดมุมอับ ทั้งยังมีแสงสว่างไม่เพียงพออีก

ในวาระเริ่มก่อสร้างครบ 7 รอบ หรือ 84 ปี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครตั้งใจสังคายนาพื้นที่โดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเสียใหม่ โดยเน้นการเป็นศูนย์กลางขนส่งสาธารณะ (Transportation Hub) ทำให้เอื้อต่อคนเดินทางมากขึ้น และทำหน้าที่พื้นที่สาธารณะที่ดีประจำย่านได้ด้วย

ซึ่งนี่ก็เรียกว่าเป็นครั้งแรก ๆ เลยที่กรุงเทพมหานครพัฒนาแลนด์มาร์กโดยใช้ ‘พฤติกรรมคน’ เป็นตัวตั้ง

เรานัดกับเหล่านักวิจัยและนักออกแบบผู้เกี่ยวข้องกับโครงการมาเดินเล่นแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันยามบ่าย

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS, พชรพรรณ รัตนานคร สถาปนิกและนักออกแบบเมือง จาก PAVA architects, ปิยา ลิ้มปิติ และ ณัฐฐาพร จอมหงษ์ นักออกแบบชุมชนเมืองจากศูนย์มิตรเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือ Urban Ally และ วริทธิ์ธร สุขสบาย ผู้ช่วยวิจัยของศูนย์การทดลองเมืองกรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

พวกเขาชี้ชวนให้ดูเวอร์ชันปัจจุบันก่อนจะเล่าถึงกระบวนการเก็บข้อมูลการใช้งานอนุสาวรีย์ฯ อย่างละเอียด และการออกแบบเวอร์ชันใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม

แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ

ถึงเวลาเปลี่ยน

ดั้งเดิมทีเดียว พื้นที่บริเวณนั้นเคยเป็นทุ่งนา ก่อนจะเป็นแยกสนามเป้า แล้วจึงมีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาปรากฏ

รูปแบบของอนุสาวรีย์สะท้อนการจัดผังเมืองอย่างมีแบบแผนในสมัยนั้น โดยเป็นจุดศูนย์กลางของการเชื่อมโยงถนนสายหลักในกรุงเทพฯ บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์นี้เคยเป็นสวนสาธารณะในลักษณะพื้นที่เปิดโล่ง เวลาผ่านไป ‘เมือง’ ก็ค่อย ๆ แน่นขึ้นเรื่อย ๆ มีโรงพยาบาลราชวิถี (ในยุคแรกเรียกว่า โรงพยาบาลหญิง) และอาคารอื่น ๆ ทยอยมาตั้ง 

ในยุคหนึ่งที่ทุกคนมองว่าสนามหลวงมีสายรถเมล์ผ่านเยอะ จนพูดกันติดปากว่า “ไปไหนไม่ถูกให้ไปตั้งหลักที่สนามหลวงก่อน” วันเวลาผ่านไป อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็รับหน้าที่ศูนย์รวมการเดินทางนั้นแทน

เมื่อเริ่มสร้าง
เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2485
ภาพ : PAVA architects 

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงเป็นพื้นที่ที่ฉายภาพชีวิตอันหลากหลายของผู้คนได้มากที่สุดที่หนึ่งในกรุงเทพมหานคร 

คุณจะเห็นตั้งแต่คนทำงานที่ต้องอดทนยืนรอรถเมล์ทุกวัน คนเฒ่าคนแก่ที่มาโรงพยาบาล พ่อค้าแม่ค้าที่มาขายของ ชาวต่างชาติที่เดินผ่านไปผ่านมา ไปจนถึงคนที่ลากกระเป๋าใหญ่ ตั้งใจจะไปสนามบิน

ภาพ : LANDPROCESS และ PAVA architects

ที่มาของโครงการเกิดจากนโยบายของผู้บริหารกรุงเทพมหานครในขณะนั้นที่ต้องการ ‘ปรับปรุงภูมิทัศน์’ พื้นที่รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิครั้งสำคัญ เนื่องจากสภาพพื้นที่ทรุดโทรมตามระยะเวลาการใช้งาน ในขณะที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง และยังเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางระดับเมือง

เมื่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณนั้นหมดอายุพร้อมกัน และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเองก็ไม่ได้ปรับปรุงมาราว 20 ปี ตามหลักฐานจากตัวเลขบนป้ายรถเมล์ที่เป็นข้อมูลเก่าในยุคนั้น กรุงเทพมหานครจึงอยากใช้โอกาสนี้ในการพลิกโฉม ‘แลนด์มาร์กของเมือง’ เสียใหม่

หลังจากที่พวกเขาพิจารณาพื้นที่โครงการแล้วก็พบว่าสโคปของงานออกแบบถึงการก่อสร้างจริงได้ ต้องใช้หลักการทางภูมิสถาปัตยกรรมเป็นตัวตั้งต้นและเป็นตัวสรุป จึงนำมาซึ่งการตามหา ‘ภูมิสถาปนิก’ เพื่อมามีส่วนร่วมในออกแบบพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ และมีความสำคัญกับประวัติศาสตร์เมือง

ในที่สุดจึงเกิดการหารือกับ กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกจาก LANDPROCESS ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ใกล้เคียงกับบริบทของโครงการให้เข้ามาทำการออกแบบเบื้องต้น เพื่อนำแบบไปหารือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากการหารือด้วยแบบร่างจะทำให้เข้าใจภาพอนาคตได้ดีกว่า และทำให้กลุ่มผู้ใช้พื้นที่เสนอแนะความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับแบบให้ลงตัวได้ 

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการสำคัญครั้งนี้

“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นพื้นที่ภูมิสัญลักษณ์ที่ชัดมากไม่ว่าจะด้านประวัติศาสตร์ (Historical Monument)” กชกร วรอาคม ซึ่งมารับหน้าที่ภูมิสภาปนิกที่ปรึกษาของกรุงเทพมหานครกล่าว

“ที่นี่คือ TOD ที่สำคัญระดับเมืองและภูมิภาค พื้นที่สาธารณะสำหรับผู้คนไปมาและผู้อยู่อาศัย ย่านโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และย่านการค้า เอาเป็นว่าไม่มีคนกรุงเทพฯ คนไหนไม่เคยไม่ผ่านวงเวียนชีวิตแห่งนี้ แต่เราอยากทำความชัดนั้นมันตอบโจทย์กับทุกคน ทุกมิติ อย่างกลมกล่อม แก้ปัญหาที่มีในปัจจุบัน แล้วก็ความต่อเนื่องทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของระบบขนส่งสาธารณะ ของทุกบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ และพฤติกรรมคนที่จะปรับเปลี่ยนไปเสมอ” 

อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่โครงการมีขนาดใหญ่และซับซ้อนของประโยชน์ใช้สอย ตามหลักการแล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือกลุ่มสหวิชาชีพ ทั้งนักออกแบบเมือง (Urban Designer) ภูมิสถาปนิก (Landscape Architect) สถาปนิก (Architect) และวิศวกร (Engineer) เพื่อร่วมออกแบบในแต่ละองค์ประกอบ ให้เกิดความสมบูรณ์ สวยงาม และก่อสร้างได้จริง 

“นี่เป็นการทำงานที่ทั้งท้าทาย ทั้งสนุก ทั้งไม่ได้เกิดได้ง่าย ๆ” กชกรยิ้ม “เรามีโอกาสปรับโฉม จัดระบบ จุดยุทธศาสตร์เมืองอย่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อคนกรุงเทพฯ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ออกแบบที่ครบองค์เลยทีเดียว

“การปรับปรุงครั้งนี้ ทีมออกแบบตั้งใจจะใช้พฤติกรรมของผู้คนที่ใช้งานที่นี่เป็นตัวตั้งทำให้สวยงามโดยเคารพสถาปัตยกรรมรายรอบ พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อทำให้อนุสาวรีย์ฯ มีชีวิตชีวามากขี้น ในฐานะคนกรุงเทพฯ คนหนึ่ง เราก็อยากเห็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นมากกว่าพื้นที่สาธารณะที่เรามักเข้าใจในมาตรฐานเดิม” 

การออกแบบเพื่อนำไปสู่การก่อสร้างจริงของโครงการนั้น นอกจากพื้นที่ว่างแล้ว ยังมีกลุ่มอาคารที่รองรับการใช้สอยด้านการเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง และการค้าขายที่สร้างชีวิตชีวาให้พื้นที่ จึงจำเป็นต้องมีทีมงานอย่างทีมสถาปนิกหลักจาก PAVA architects เข้ามาเสริมทัพในการทำแบบร่างเพื่อใช้หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่ ทั้งผู้สัญจรหลัก ร้านค้า ผู้เช่า และเจ้าของพื้นที่คือกรุงเทพมหานคร

ภาพ : LANDPROCESS และ PAVA architects

ว่าด้วยภูมิทัศน์ของแลนด์มาร์กเมือง

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนเข้ามาข้องเกี่ยวมากมาย ตั้งแต่ประชาชนที่สัญจรผ่าน ประชาชนที่มีบ้านอยู่บริเวณนี้ พี่ ๆ วินมอเตอร์ไซค์ ขนส่งสาธารณะต่าง ๆ ร้านรวงรายรอบ หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน การปรับปรุงจึงต้องผ่านกระบวนการออกความเห็นของหลายภาคส่วน

กลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ ‘คนรักษ์อนุสาวรีย์ชัย’ ซึ่งข้อเรียกร้องสำคัญของพวกเขา คือ การทำให้บริเวณเกาะเป็นสวนสาธารณะให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์ เป็นพื้นที่พักระหว่างรอการเดินทาง และเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับชาวราชเทวี ซึ่งการมีส่วนร่วมเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดแบบ 

“จากรูปทรงของเกาะทั้ง 4 เกาะที่เกิดจากสัณฐานที่ตั้งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามบริบทของยุคสมัย ทำให้เกิดความเป็นวงเวียนของพื้นที่เป็นวงรี ปัจจุบันเกาะรอบวงเวียนนี้รองรับการเคลื่อนไหวของผู้คนเดินเท้าโดยอาจจะไม่ต่อเนื่อง สับสน และไม่ปลอดภัยในบางพื้นที่” พชรพรรณ สถาปนิกหลักจาก PAVA architects เริ่มเล่าต่อ

“การออกแบบครั้งนี้จึงจัดการให้มีแนววงของการเคลื่อนไหวที่จัดแบ่งให้เข้าใจง่ายและเป็นระบบ จากวงนอกสู่ใน เริ่มจากพื้นที่รอรถเมล์ สู่พื้นที่สีเขียว พื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่ส่วนสนับสนุน และวงนอกสุดที่เป็นพื้นที่รอรถตู้ รวมทั้งจัดการเตรียมพื้นที่ของพี่วินมอเตอร์ไซค์ จุดจอดรถแท็กซี่ และ Ride Hailing and Ride Sharing เพื่อให้การเชื่อมต่อการเดินทางสมบูรณ์ ทั้งหมดล้วนเคารพต่อที่ตั้งและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ซึ่งทางทีม PAVA architects มีการใช้ GIS ร่วมกับการลงเก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจวิถีของการใช้พื้นที่ อุปสรรคและช่วงเวลาของการใช้งานด้วย” 

แนวความคิดการออกแบบของทีม LANDPROCESS ที่ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม และ PAVA architects ที่ออกแบบสถาปัตยกรรมและคำนึงถึงการออกแบบเมืองนั้นสอดคล้องกับการทำประชาพิจารณ์และฐานข้อมูลวิเคราะห์ 

ความต้องการของผู้ใช้งานด้านพื้นที่สาธารณะทำให้มีการลดพื้นที่พาณิชย์ซึ่งกีดขวางและเป็นสัดส่วนที่ได้รับความนิยมน้อยลงตามยุคสมัย โดยเฉพาะหลังโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการเน้นกลยุทธ์ในการเชื่อมต่อ 4 เกาะ และเชื่อมวงนอกสู่วงในอย่างปลอดภัย นึกถึงความพรุน-โปร่งของพื้นที่ (Porous Space) ทำให้ค้นหาจุดรอรถได้สะดวก และคำถึงถึงการออกแบบเพื่อคนทุกเพศวัยด้วย

ภาพ : PAVA architects

รีเช็กชีวิตชาวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เมื่อการหารือได้นำไปสู่การลงรายละเอียด ทีมงานจึงค้นพบว่าโครงการมีบทบาทสำคัญในลักษณะของพื้นที่เปลี่ยนถ่ายการสัญจรรอบสถานีขนส่งมวลชนทางรางที่มีการซ้อนทับของเส้นทางเดินเท้าหลายเลเยอร์ แต่ยังขาดข้อมูลสรุปที่เป็นรูปธรรมในการยืนยันความซับซ้อนดังกล่าว หากได้ข้อมูลของเส้นการสัญจรที่ชัดเจน จะทำให้การขัดเกลาแบบมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทางกรุงเทพมหานครจึงได้มีการทาบทาม Urban Ally ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบชุมชนเมือง ให้มาทบทวนผังการออกแบบ ด้วยการวิเคราะห์โครงข่ายทางสัญจร ศึกษาพฤติกรรมการเดินทางและวางแนวทางในการปรับปรุงแบบ เข้ามาเสริมทัพอีก

สำหรับการปรับปรุงครั้งใหญ่นี้ Urban Designer อย่าง Urban Ally มีบทบาทในการศึกษามุ้งเน้นไปที่การปรับปรุงพื้นที่เปลี่ยนถ่ายการสัญจรบริเวณเกาะอนุสาวรีย์ฯ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน 

พวกเขาตั้งใจไว้ว่า พื้นที่นี้จะต้องเป็นมิตรกับคนเดินเท้าที่สุด ขนส่งสาธารณะจะต้องมีประสิทธิภาพ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะต้องได้รับการปรับปรุง รวมถึงมีการปรับปรุงสัดส่วนพื้นที่พาณิชยกรรมและพื้นที่สาธารณะให้เหมาะสมด้วย

แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ
แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ

Urban Ally มีวิธีศึกษาและสำรวจเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมคนเดินเท้าก่อนวางโจทย์ออกแบบ 2 ทาง

อย่างแรก คือ Snapshot สำรวจปริมาณการใช้งานโดยถ่ายวิดีโอทุกครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. เพื่อดูพฤติกรรมผู้ใช้งานว่าทำให้แต่ละ ‘เกาะ’ หนาแน่นในช่วงเวลาไหนมากน้อยกว่ากัน เราพบว่าเกาะพหลโยธินในช่วงหัวค่ำหนาแน่นที่สุด เกาะราชวิถีหนาแน่นในช่วงเช้าก่อนเวลาเข้างาน ส่วนเกาะดินแดงมีการใช้งานในช่วงเที่ยงมากกว่าเกาะอื่น 

อย่างที่ 2 เรียกว่า Tracking หรือการสำรวจเส้นทางที่คนเลือกใช้เพื่อสัญจรจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งวิธีการในส่วนนี้ก็น่าสนใจมาก ชาว Urban Ally เล่าว่า นี่คือการ ‘สุ่ม’ เดินตามคนบนเกาะอนุสาวรีย์ฯ จำนวน 100 คน เพื่อเก็บข้อมูล 

ความน่าสนใจคือแต่ละเกาะมีลักษณะเส้นทางที่คนเดินต่างกัน เกาะราชวิถีและเกาะพหลโยธินมีเส้นทางเป็นเหมือนโครงกิ่งไม้ แกนกลางเชื่อมจากเกาะออกไปสู่จุดหมายได้ตรงที่สุด มีกิ่งก้านเชื่อมไปยังตรอกซอยด้านหลังเกาะ ส่วนเกาะดินแดงและเกาะพญาไทมีเส้นทางวนเป็นลูป เชื่อมไปยังจุดขึ้นรถตู้บริเวณหลังเกาะ

ภาพ : Urban Ally

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว จึงนำมาวิเคราะห์โครงข่ายด้วยเทคนิค Space Syntax สรุปปัญหาต่าง ๆ ออกมา เช่น การจัดการพื้นที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณการใช้งาน การขาดการเชื่อมต่อทางสัญจรที่เป็นระบบ เข้าถึงพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึงจนเกิดเป็นพื้นที่ปิดล้อมด้านใน ไปจนถึงการขาดการรับรู้ในการเป็น ‘ย่านสำคัญ’

ผลการวิเคราะห์ Space Syntax 
ภาพ : Urban Ally

แล้วสุดท้าย Urban Ally ก็นำผลลัพธ์จากการสำรวจมาวางแนวทางการออกแบบให้คนเดินไปสู่จุดหมายได้สะดวกที่สุด แบ่งโซนพื้นที่สำหรับการเดิน (Flow) ลดสิ่งกีดขวางระหว่างทางให้ได้มากที่สุด โดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่จากหัวมุมถนนต่าง ๆ เพื่อรับ-ระบายคนออกจากเกาะและโซนพื้นที่ยืนรอ (Stack) ให้ได้สัดส่วนกับจุดบริการรถสาธารณะประเภทต่าง ๆ ทำให้มีการลดพื้นที่พาณิชย์ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ได้รับความนิยมน้อยลงตามยุคสมัย

ผังแนวทางการออกแบบ 
ภาพ : Urban Ally

ทั้งนี้ เทคนิค Space Syntax ที่ทีมออกแบบกับทีมวิเคราะห์โครงข่ายใช้ครั้งนี้ยังทำงานแบบย้อนตรวจกลับไปกลับมา หรือ Reverse Thinking เพื่อขัดเกลาสมมติฐานของการออกแบบ ทำให้วางผังให้คนเดินไปสู่จุดหมายได้เร็วที่สุด ลดสิ่งกีดขวางระหว่างทางให้ได้มากที่สุด ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับการลงทุนครั้งสำคัญในรอบ 84 ปีที่สุด 

ไม่มีอะไรยุ่งเท่าสายรถเมล์ที่นี่ 

หากจะว่ากันด้วยหัวใจหลักของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็ต้องพูดถึงการเดินรถสาธารณะ โดยเฉพาะรถเมล์ที่หลั่งไหลกันเข้ามาในวงเวียนตลอด 24 ชั่วโมง 

ที่นี่เป็นจุดจอดรถเมล์กว่า 50 สาย ซึ่งถือว่ามากที่สุดในกรุงเทพฯ ทั้งยังเชื่อมต่อไปยังสถานพยาบาลโดยรอบได้กว่า 10 แห่ง จนได้รับขนานนามว่าเป็น ‘ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี’ ด้วย

วริทธิ์ธร ผู้คุ้นเคยและเชี่ยวชาญเรื่องรถเมล์เป็นอย่างดี เล่าถึงแนวคิดในการพัฒนาให้เราฟังว่า “คน ขึ้น-ลง ปลอดภัย รถจอดชิดซ้ายเสมอ”

หากได้ไปยืนนิ่ง ๆ สังเกตสังกาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสักพักหนึ่ง คุณจะเริ่มเห็นแล้วว่าเหตุการณ์เสี่ยงอันตรายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา รวมถึงการใช้งานที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตที่ราบรื่นของผู้คนด้วย

ตั้งแต่การที่รถเมล์ที่จอดซ้อนสองเลน จนคนขับรถไม่เห็นคนวิ่งตามรถ การที่มีที่จอดไม่เพียงพอ จนคนที่กำลังรอมองไม่เห็นรถเมล์ที่มาถึง หรือการที่ปริมาณรถเมล์สายต่าง ๆ เข้ามาจอดในพื้นที่หลักและพื้นที่เกาะอย่างไม่สอดคล้องกับการรองรับของพื้นที่

สิ่งที่พวกเขาทำคือจัดระบบระเบียบเสียใหม่ โดยวางให้ต้นสาย-ปลายสายจอดที่พื้นที่หลัก ส่วนรถสายที่วิ่งผ่านจอดที่พื้นที่เกาะ จากนั้นก็มีการจอดจับกลุ่มตามปลายทาง ตัวอย่างเช่น รถเมล์ที่ผ่านสยามจะถูกจับกลุ่มให้จอดด้วยกันเพื่อให้เป็นระเบียบ ง่ายต่อผู้ใช้งาน ถือเป็นครั้งแรกที่ใช้วิธีนี้กับจุดจอดรถเมล์กรุงเทพฯ

ซึ่งกว่าจะได้ข้อสรุปแบบนี้ก็มีการทำงานร่วมกับ ‘กลุ่มคนรักรถเมล์’ ที่ใช้พื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นประจำ

ภาพ : กรุงเทพมหานคร

ส่วนประเด็นอื่น ๆ อย่างการที่ผู้สูงอายุและผู้มีข้อจำกัดทางร่างกายจะต้องลำบากกับการก้าวขึ้นรถเมล์ เพราะออกแบบไม่เป็น Universal Design หรือการที่คนจะต้องออกมาต่อแถวที่เกาะลอยโดยไม่มีหลังคากันแดดกันฝน ก็ได้รับการแก้ไขโดยการจัดระบบรถใหม่และทำงานร่วมกับภูมิสถาปนิกและสถาปนิกต่อไป

แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ

“เป้าหมายของเราคืออยากให้คนสะดวกสบายที่สุด ทำให้ภาพการขึ้นรถเมล์กลางถนนเกิดน้อยที่สุด หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย จากปัจจุบันที่ต้องวิ่งตามรถเมล์ไกลที่สุดถึง 6 คัน ก็จะทำให้เดินไกลที่สุดไม่เกินช่วง 3 คันรถ” วริทธิ์ธรว่า

อีกโจทย์สำคัญของเหล่านักออกแบบก็คือตำแหน่งของวินมอเตอร์ไซค์ จากเดิมที่พี่วินจากทุกหัวมุม ก็จะมีการปรับตำแหน่งใหม่ให้ใกล้กับมุมเดิม แต่หลีกทางให้เส้นทางเดินของคนต่อเนื่องลื่นไหลมากขึ้น

ตบท้ายด้วยระบบป้ายบอกทางที่มีคุณภาพ สถาปนิกคำนึงถึงตำแหน่งการวางป้าย ระดับสายตาการมองเห็น ลำดับการให้ข้อมูล ขนาด และสีสัน ทั้งยังมีแผนที่ให้ดูด้วยว่ากำลังอยู่ตรงไหน และต้องเดินไปทางไหนต่อ ใครเป็นนักเดินทางมือใหม่ก็ไม่ต้องยืนงงกลางดงเกาะมากมาย และไปถึงที่หมายได้สะดวกสบายขึ้น

แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ
แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ

การออกแบบของทีมสถาปนิก

เพราะอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอยู่คู่กับความยุ่งเหยิง เมื่อจะปรับปรุงใหม่ การต้องออกแบบจึงต้องทำให้เรียบง่าย สะอาด เน้นจัดระบบ ให้กิจกรรมที่เป็นพระเอกดำเนินไป และสถาปนิกทีม PAVA architects ก็เหมาะกับทำเรื่องยุ่งให้เป็นเรื่องเรียบที่สุด

ในที่สุดแล้ว PAVA architects ก็ออกแบบให้การเชื่อมต่อการเดินทางสะดวกและปลอดภัยขึ้น ทำให้พื้นที่โปร่งโล่งขึ้น เพื่อให้ค้นหาจุดรอรถได้สะดวก และออกแบบเพื่อให้คนทุกคนใช้งานได้ดี รวมถึงดูแลรักษาได้ง่าย 

การออกแบบผังพื้นที่รอรถ ทำเป็นเส้นยาวเนียนไปกับเส้นวงรอบรูปของเกาะทั้ง 4 เพื่อเพิ่มพื้นที่พักรอรถและสอดรับกับพฤติกรรมการขึ้นลงรถ การรอ และการเดินเชื่อมไปรอบวงและพื้นที่โดยรอบ 

Covered Walkway นี้ช่วยกันแดดฝนได้ในทุกช่วงเวลา โดยคำนวณให้ขนาดของพื้นที่เหมาะสมกับการพักรอและเดินเชื่อมต่อได้สะดวก เหมาะสมกับสัดส่วนของพื้นที่เกาะที่มีอยู่อย่างจำกัด

“ที่รอรถเมล์และรถตู้มีประเด็นเรื่องความไม่สะดวกในการใช้งานยามที่ฝนตกหรือแดดออกจัดมาตลอด เราศึกษาและทดลองดูว่าโครงสร้างแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดกับบริบทพื้นที่นี้ ได้มาเป็นหลังคาจั่วที่สูงและกว้างพอดีกับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน” พชรพรรณ แห่ง PAVA architects เล่า

จาก พ.ศ. 2565 – 2568 พวกเขาทดลองออกแบบหลังคามามากมาย ก่อนจะตัดสินใจพลิกปีกหลังคาให้กลับข้างจากร่างแรก ซึ่งนอกจากจะทำให้ดูแลรักษาง่าย จัดการน้ำฝนได้รวดเร็วแล้ว ยังกันฝนให้ผู้รอรถเมล์ได้ดีขึ้นด้วย 

ส่วนวัสดุ ทางทีมสถาปนิกก็ออกแบบให้เหลือเศษเหล็กจากการก่อสร้างน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย รวมทั้งติดตั้งในพื้นที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“ส่วนโครงสร้างด้านหลังที่ขนานกันก็คล้ายกันกับที่รอรถเมล์ แต่ช่วงกว้างขึ้น เป็นพื้นที่รอรถตู้และพื้นที่สนับสนุน (Supporting Facility) อย่างห้องน้ำและร้านค้าที่ออกแบบให้โปร่งโล่งขึ้น ไม่มีแผงตั้งบดบังให้เกิดพื้นที่อับสายตา”

ซึ่งหลังคานี้ก็ล้อไปกับสกายวอล์กด้านบนด้วยเส้นนอน สถาปนิกเลือกวัสดุและสีให้กลืนไปกับบรรยากาศเมืองและบริบทของอนุสาวรีย์ฯ โดยยังไม่ทำให้ Sense of Place ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเคยมีจางหายไปด้วย 

ผลลัพธ์ที่ได้ สู่การผลักดันก่อสร้างจริง

เมื่อองค์ครบ ทีมภูมิสถาปนิกก็ได้สรุปการออกแบบพื้นที่และการจัดระเบียบภูมิทัศน์ให้มีการสอดแทรกพื้นที่สีเขียวที่เน้นต้นไม้ ไม่เน้นไม้พุ่ม และ Low Maintanance ทั้งยังเสริมพื้นที่ว่าง ทำให้สะดวกในทุกการเคลื่อนไหว มีการเพิ่มพื้นที่ทางเท้าและเกาะกลางสำหรับยืนรอรถเมล์ให้มากขึ้น 700 ตารางเมตร โดยออกแบบให้สโลปต่อเนื่อง และก้าวขึ้นรถเมล์จากทางเท้าได้ง่าย เพราะทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะใช้ขนส่งสาธารณะในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขทางร่างกายแบบไหนก็ตาม

มีการเพิ่มทางม้าลายเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เกาะขึ้นเท่าตัว ทำให้ปลอดภัยในการเดินมากขึ้น เพิ่มจุดจอดวินมอเตอร์ไซค์ขึ้นอีกเท่าตัว และเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเก็บรักษาต้นไม้เดิม 60 ต้น ปลูกเพิ่มอีก 109 ต้นจนเขียวชอุ่มไปทั่วบริเวณ ดีทั้งต่อคนที่สัญจรไปมา ทั้งต่อผู้คนที่อาศัยบริเวณโดยรอบ และมีอนุสาวรีย์ฯ เป็นที่ยืดเส้นยืดสาย

นอกจากนี้ยังคิดถึงประเด็นสำคัญของกรุงเทพฯ อย่างการระบายน้ำ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการรับน้ำในเมือง หน่วงน้ำด้วยการปลูกต้นไม้และวางระบบท่ออย่างรอบคอบด้วย

แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ
แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ

อนาคตของอนุสาวรีย์ชัยฯ

มองอนาคตของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจากนี้ต่อไปยังไงบ้าง – เราถาม

“เราอยากทำให้ Facility ที่นี่พร้อมปรับไปกับพฤติกรรมร่วมสมัย ไม่ใช่ว่ามีแผงขายอยู่หนาแน่นจนบังกันไปหมดแต่ไม่มีคนซื้อ” ปิยาตอบ สิ่งสำคัญของการออกแบบโปรเจกต์นี้ คือกายภาพต้องยืดหยุ่นพอจะเปลี่ยนตามพฤติกรรมของคนในอนาคตต่อไปได้ “แน่นอนว่าความไทย ๆ นั้นยังมีอยู่ได้ แต่สำคัญที่สุดคือควรเป็นพื้นที่เปลี่ยนถ่ายการสัญจรที่มีคุณภาพ”

“ผมอยากให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถูกมองในแง่ว่า นี่คือครั้งแรกที่เราออกแบบพื้นที่ขนส่งสาธารณะโดยเอาการใช้งานของคนขึ้นนำ และล้อไปกับสถาปัตยกรรมของพื้นที่” วริทธิ์ธรปิดท้าย

“ปกติเรานั่งรถผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราจะไม่อยากมองข้าง ๆ แต่เมื่อมีโปรเจกต์นี้ก็อยากให้คนรู้สึกว่ามันสวย สบายตา น่ามองขึ้นมา”

ก่อนจะโบกมือลาทีมงานกันบนสกายวอล์ก เหล่าทีมงาน นำด้วย กชกร วรอาคม ก็ได้ฝากคำขอบคุณไปยังกรุงเทพมหานครด้วย

“ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมือง เราตระหนักดีว่าหลายโครงการจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายระหว่างผู้บริหารชุดเก่าและชุดใหม่ จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้กลายเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาเมืองโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง 

“สุดท้ายนี้ การออกแบบรายละเอียดที่ผสมผสานทั้ง Urban Design, Landscape Architecture, Civil Engineering และ Architecture ที่ลงตัว จึงไม่ใช่เพียงความฝัน จึงส่งผลให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ จนนำไปสู่กระบวนการผลักดันงานก่อสร้างจริง เป็นความสำเร็จของกรุงเทพมหานครที่ทำงานแบบบูรณาการกับมืออาชีพครั้งยิ่งใหญ่ คู่ควรกับการเปลี่ยนแปลงในรอบ 84 ปีอย่างแท้จริง” กชกรกล่าว

ขณะนี้แบบก่อสร้างเสร็จสิ้น และกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างในอนาคต อีกไม่นานเกินรอทุกคนก็จะได้พบกับโฉมใหม่ของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เราหวังว่าจะสะดวกกว่าเดิม ปลอดภัยกว่าเดิม 

และมากไปกว่านั้นคือสบายอกสบายใจเมื่อได้มาเยือนที่นี่ ไม่ต้องรู้สึกเหนื่อยล้ากันเหมือนอย่างเคย

แผนปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยในวาระครบ 84 ปี ออกแบบตามพฤติกรรมคนยุคใหม่ เดินได้คล่อง-ไม่ตกรถ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล