‘ความเจริญกระจุกตัวในเมืองใหญ่’ คือประโยคที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งเข้าใจแจ่มชัดในวันที่เติบโตขึ้น เมื่อคนต่างจังหวัดจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาใช้ชีวิตการเรียนและการทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยโอกาสที่มากกว่า
‘การกลับบ้าน’ จึงเป็นวาระพิเศษ มากกว่าชีวิตประจำวัน ครอบครัวที่เคยอยู่ด้วยกันทุกวัน กลายเป็นการพบปะผ่านปลายสาย ยิ่งนานวันเข้า สถานที่ที่คุ้นเคยในวัยเด็กเริ่มกลายเป็นอาคารแปลกหน้า เพื่อน ๆ ที่โตมาด้วยกันต่างแยกย้ายมาทำงานในเมืองใหญ่ หรือหากกลับไป บ้างก็เจอคำถามจากเหล่าป้าข้างบ้านว่าล้มเหลวมาหรือเปล่า
เหล่าคนไกลบ้านจึงค่อย ๆ ถอยห่างจากรากเหง้า เมืองเริ่มเงียบเหงา ขาดกำลังคนหนุ่มสาวมากมายที่ควรได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ภูมิปัญญาดั้งเดิมขาดคนสานต่อ เศรษฐกิจในท้องถิ่นเริ่มซบเซา และอีกสารพัดสิ่งที่ทำให้เมืองเมืองหนึ่งเปลี่ยนไป การกลับบ้านจึงเป็นเรื่องใหญ่กว่าความคิดถึง
และนั่นคือเหตุผลที่โครงการ ‘Roots Incubation Program’ เกิดขึ้นมาเพื่อจุดประกายความหวังให้คนต่างจังหวัดที่อยากกลับบ้าน แต่ไม่ใช่การกลับบ้านธรรมดา ๆ เพราะโครงการนี้ช่วยบ่มเพาะกลุ่มคนที่อยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิดผ่านโมเดลธุรกิจชุมชน ซึ่งสร้างรายได้และความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระยะยาว
บทความนี้เราจะพาไปสำรวจการเดินทางตั้งแต่วันแรกของ Roots Incubation Program กับ พัตเตอร์-ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้ก่อตั้งโครงการนี้ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นมาตลอด 5 ปี ซึ่งปัจจุบันทางโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 86 คน และจุดประกายธุรกิจเจ๋ง ๆ ให้เกิดขึ้นมากมายใน 26 จังหวัดทั่วประเทศ

The First Route
แม้จะทำโครงการเพื่อคนต่างจังหวัด แต่จริง ๆ แล้วพัตเตอร์เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ในช่วงมหาวิทยาลัย เธอเรียนบริหารธุรกิจต่อด้วยแฟชั่นดีไซน์ และเคยเปิดแบรนด์เสื้อผ้ามาก่อน แม้ธุรกิจจะไปได้ดี มีความสุขกับงานที่ทำ แต่ลึก ๆ กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป
เธอได้ทำสิ่งที่รัก แต่เหมือนว่าใจเรียกร้องงานที่มีความหมายกับใครสักคนมากกว่า กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ค้นหาเส้นทางใหม่ จนได้พบกับโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprises กลายเป็นจุดเปลี่ยนแรกที่พัตเตอร์เริ่มเบนเข็มจากสายแฟชั่นสู่นักพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมที่ดอยตุง เธอสั่งสมประสบการณ์อยู่พักใหญ่ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนร่วมกับเพื่อน ๆ
หลังเปิดบริษัทได้ไม่นานก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงการระบาดของโควิด-19 พัตเตอร์พบว่าหลายคนย้ายกลับบ้านต่างจังหวัด แม้แต่ละคนจะมีศักยภาพเพียงใด อยากกลับบ้านแค่ไหนก็ไม่มีงานที่เหมาะสมกับความเชี่ยวชาญและทักษะที่ร่ำเรียนมาอยู่ดี บวกกับเธอเห็นศักยภาพของแต่ละคนว่า นอกจากทักษะในสาขาที่ถนัดแล้ว หากเติมความรู้บางอย่างเข้าไป เช่น ธุรกิจ การตลาด การจัดการโครงการต่าง ๆ รวมทั้งมีการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนกัน เหล่าหนุ่มสาวที่อยากกลับบ้านอาจทำได้มากกว่าการสร้างงานให้ตัวเอง แต่ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนได้ไม่น้อย ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Roots Incubation Program เส้นทางใหม่ที่มีความหมายสำหรับเธอ
“มันคือความเป็นตัวเราที่เราอาจจะหลงลืมไป”

พัตเตอร์เอ่ยถึงที่มาของชื่อโครงการ ซึ่ง ‘Roots’ หรือ ‘ราก’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ภูมิลำเนา แต่รวมถึงรากเหง้า วัฒนธรรม วิถีชีวิต ทักษะดั้งเดิมของชุมชน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในพื้นที่ เหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตที่บ้านด้วยความภาคภูมิใจ แต่ด้วยโอกาสทางอาชีพที่กระจุกตัว หลายคนจึงต้องละทิ้งรากของตนเองเพื่อเข้ามาหางานทำในเมือง ซึ่งพัตเตอร์เชื่อว่าหากเรามีโอกาสย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับรากของตนเองอีกครั้งแล้วนำมาต่อยอด ก็จะสร้างธุรกิจที่แตกต่างได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังสร้างโอกาสให้ตนเองและชุมชนได้เติบโตอย่างยั่นยืนอีกด้วย ซึ่งความรู้เรื่องธุรกิจ การทำงานร่วมกับชุมชน ทักษะการทำความเข้าใจตนเองที่เธอเคยเรียนรู้มา ไปจนถึงเครือข่ายที่ได้สะสมมาก่อนหน้า คล้ายเป็นจิ๊กซอว์ที่ค่อย ๆ ประกอบเข้าด้วยกันในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม จนออกมาเป็นแบบร่างโครงการนี้ โดยมีมูลนิธิ Friedrich Naumann สนับสนุนงบประมาณ รวมถึงมีพาร์ตเนอร์และเหล่าอาสาสมัครอีกมากมายที่เล็งเห็นปัญหาและมีความเชื่อเดียวกันมาร่วมสร้างโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง

Routes to the Roots
รูปแบบของ Roots Incubation Program คือการเปิดรับผู้สมัครที่ตั้งใจอยากกลับบ้านไปสร้างธุรกิจหรือโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตนเอง เมื่อผ่านการคัดเลือกก็จะได้เข้าร่วมการอบรมอย่างเข้มข้นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแวดวง ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมทางที่คิดและฝันเหมือนกัน ที่สำคัญคือได้ย้อนกลับไปเข้าใจตนเองและชุมชนที่อาศัยอยู่ เพื่อให้ออกแบบโมเดลธุรกิจที่แก้ปัญหาให้ชุมชนได้อย่างเหมาะสมกับบริบทในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ไม่ได้เร่งให้ทุกคนต้องมีธุรกิจที่สำเร็จได้ทันที แต่ตั้งต้นจากความเชื่อว่าทุกคนเหมือนดอกไม้ที่มีจังหวะการแบ่งบานของตนเอง และการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ควรจะไปเร่งผลลัพธ์ แต่ต้องเริ่มจากการซื่อสัตย์กับเป้าหมายของแต่ละคน แล้วค่อย ๆ ประคับประคองให้พวกเขาได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ พัตเตอร์จึงออกแบบโครงการให้ยืดหยุ่นและเคารพเป้าหมายของแต่ละคน มากกว่ากำหนดเป้าหมายให้สำเร็จเหมือนกันทุกคน
ฉะนั้น บางคนอาจกลับไปแล้วพร้อมเริ่มต้นธุรกิจ บางคนได้แผนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม บ้างก็ได้ไฟการทำงานกลับมาอีกครั้ง ทว่าวิธีนี้ต้องแลกมาด้วยความท้าทายเรื่องการรายงานผล เพราะไม่ใช่รูปแบบตัวเลขอย่างชัดเจน เธอจึงพยายามสื่อสารกับผู้สนับสนุนเงินทุนอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นเล่าถึงพัฒนาการของผู้เข้าร่วมมากกว่าตัวเลขวัดความสำเร็จ

สิ่งที่ยืนยันว่าเธอเดินมาถูกทิศทางคือผู้เข้าร่วมโครงการในปีแรก ๆ ทยอยผลิดอกออกผลมาให้ชื่นใจทีละน้อย เช่น ร้าน Flower in hand by P. ที่เริ่มต้นจากความฝันเล็ก ๆ คือการอยากทำฟาร์มดอกไม้ปลอดสารเคมีในบ้านเกิด จนในที่สุดก็เติบโตเป็น Sustainable Flower Shop และไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะเปิดฟาร์มดอกไม้ปลอดสารในเชียงใหม่ได้สำเร็จ หรือร้าน Himlya Cotton กิจการกระดาษและสีธรรมชาติจากวัตถุดิบท้องถิ่นในบ้านเกิดที่กลับเชียงรายเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างใยสับปะรด


นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมโครงการอีกหลายจังหวัดที่ทยอยสร้างความเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นโครงการย่อย ๆ ที่แตกแขนงในรูปแบบที่ไม่มีใครเหมือนกัน แต่จุดร่วมของพวกเขาคือการกลับบ้านด้วยบางสิ่งที่ชัดเจนในใจ และกลับไปทำสิ่งที่มีความหมายกับใครสักคน

When Roots Take Hold
นอกจากการเติบโตของผู้เข้าร่วมแล้ว หากมองในเชิงสังคม เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มกลับไปอยู่บ้านของตนเอง พวกเขาไม่ได้แค่กลับไปใช้ชีวิตในพื้นที่ที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือการมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของทรัพยากร วัฒนธรรม และผู้คนในบ้านเกิด จนเริ่มรู้สึกหวงแหน อยากดูแลรักษาให้คงอยู่ไปจนถึงรุ่นลูกหลาน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหน้าที่ แต่เกิดขึ้นจากใจ เป็นไปโดยธรรมชาติ หาก Roots Incubation Program พาคนรุ่นใหม่กลับบ้านได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่จำนวนคน แต่เกิดพลังและความหวังใหม่ ๆ ขึ้นมาในพื้นที่ด้วยเช่นกัน
“เราจะเห็นเลยว่าปัจจุบันเมื่อมีวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวกลับไปบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น แล้วเขาให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทอผ้า การย้อมคราม การทำอะไรก็ตามที่คนในชุมชนท้องถิ่นเขาทำกัน คนรุ่นเก่าก็มีกำลังใจ แล้วก็สร้างรายได้จากสิ่งนี้ ถือเป็นการสร้าง Local Economic Development คือการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเองมากขึ้น”


หลังจากทำโครงการมากว่า 5 ปี ทำให้มีเครือข่าย มีผู้คนจากหลากหลายจังหวัด ซึ่งพัตเตอร์เชื่อว่าในระยะยาวหากมีการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายที่เหนียวแน่น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะยิ่งไปได้ไกลและกว้างขึ้นไปอีก ฉะนั้น เป้าหมายถัดไปของ Roots Incubation Program คือการทำให้คนที่กลับบ้านแล้วเชื่อมโยงกันได้แม้จะจบโครงการไปแล้วก็ตาม จึงเกิดเป็นไอเดีย ‘Roots Hub’ ที่เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนกลางของแต่ละภูมิภาคที่ใช้เป็นจุดรวมตัวกันจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุน แลกเปลี่ยน และผลักดันให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกันได้ในระยะยาว


“แต่เป้าหมายสุดท้ายจริง ๆ ควรจะต้องไม่มีเรา”
พัตเตอร์เอ่ยถึงความหวังสูงสุดของการทำโครงการนี้ เพราะนั่นหมายความว่าสิ่งที่เธอพยายามขับเคลื่อนปัญหาของคนที่อยากกลับบ้านแต่ไม่มีโอกาสกลับไปจางหายไปจากบ้านเราอย่างหมดจด บ้านจะไม่ใช่ที่ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความฝันอย่างที่มันควรจะเป็น
แม้ฟังดูเหมือนเป็นเส้นทางที่ทอดยาวไปอีกแสนไกล แต่พัตเตอร์ย้ำกับเราเสมอว่า ความหวังที่เต็มเปี่ยมในใจของเธอมาพร้อมกับความเชื่อในการเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติและค่อยเป็นค่อยไป
“จังหวะในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณเป็นดอกไม้แบบไหนก็เป็นแบบนั้น การมาอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางหนึ่งที่ไม่มีผิดมีถูก ดังนั้น เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เป็นสิ่งที่คุณอยากจะเป็นให้ดีที่สุด แล้วเมื่อไหร่ที่มีเสียงที่เรียกให้กลับบ้าน ค่อยมาวางแผนกันว่าเราจะกลับไปได้อย่างไรในแบบของเราเอง”

Website : www.rootsincubation.com
