“To produce well-rounded, academically successful, happy young men and women.” (เพื่อสร้างและหล่อหลอมนักเรียนให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถครบถ้วนรอบด้านในทุกมิติ ประสบความสำเร็จด้านวิชาการ และมีความสุข)
นี่คือเป้าหมายของ King’s College International School Bangkok โรงเรียนนานาชาติย่านพระราม 3 ที่ใครหลายคนคงรู้จัก นอกจากนี้ยังเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อตั้งด้วยความร่วมมือของ King’s College School Wimbledon ประเทศอังกฤษ หนึ่งในโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งในโลก King’s College International School Bangkok เชื่อว่าการคัดเลือก ‘ครู’ ที่ใส่ใจทั้งด้านวิชาการและการใช้ชีวิตก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ การสร้างห้องเรียนของที่นี่จึงไม่ได้เน้นเพียงผลลัพธ์ว่าต้องเป็นแค่ห้องเรียนที่ดี แต่ห้องเรียนของเด็ก ๆ ทุกคนต้องเป็นห้องเรียนที่ดีที่สุด
และหากจะให้เอ่ยชื่อใครสักคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสมการการสร้างห้องเรียนที่ดีที่สุด คงจะต้องมีชื่อของ ครู James Ford หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์และคุณครูประจำวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งเด็ก ๆ โหวตให้เป็นหนึ่งในคุณครูที่พวกเขาชอบมากที่สุดอย่างแน่นอน เพราะนอกจากครู James จะสอนวิชาประวัติศาสตร์ วิชาที่ใครหลายคนมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อให้สนุกได้แล้ว เขายังให้ความสำคัญกับการสร้างห้องเรียนที่ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมได้ และก้าวออกไปพร้อมทักษะติดตัวที่ใช้ได้ในอนาคต โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเด็กคนนั้นจะนิยามตัวเองว่าเป็นเด็กแบบไหน และจะรักในวิชาประวัติศาสตร์มากน้อยแค่ไหนก็ตาม
เปิดประตูเข้ามานั่งในห้องเรียนของครู James แล้วมาลองดูกันว่าการสร้าง The Great Classroom ในแบบฉบับของเขาเป็นอย่างไร

คุณเริ่มทำอาชีพครูได้อย่างไร
ตอนที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษ แม่เคยแนะนำให้ลองสมัครงานครูดู ช่วงแรกผมได้ลองทำงานเป็นครูสอนแทนในคาบที่ครูประจำวิชาไม่อยู่ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่า จริง ๆ งานนี้ก็สนุกเหมือนกันนะ
ก่อนหน้านี้ ผมเกือบจะเลือกเส้นทางอาชีพนักบัญชีแล้ว ซึ่งหลายคนก็มองว่าเป็นงานที่ดีและน่าสนใจ แต่สำหรับผมแล้ว ผมอยากทำงานที่ได้ใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากกว่า ผมชอบการได้ช่วยเหลือและพูดคุยกับคนใหม่ ๆ ถึงแม้ว่าผมจะเรียนจบมาทางด้านประวัติศาสตร์ แต่ประสบการณ์การสอนในครั้งนั้นกลับจุดประกายความสนใจในงานครูของผมขึ้นมาอย่างแท้จริง หลังจากนั้นผมจึงตัดสินใจศึกษาต่อที่ออกซฟอร์ดเพื่อมาเป็นครูโดยเฉพาะ
ในช่วงเริ่มต้นของการเป็นครู ผมโชคดีที่ได้รับโอกาสทำงานในโรงเรียนชั้นนำของลอนดอน ตลอดระยะเวลานั้นผมเติบโตอย่างมาก ทั้งการเรียนรู้จากความผิดพลาด สิ่งที่ดีและไม่ดี รวมถึงจากเพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถมาก ๆ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณช่วงเวลาเหล่านั้นเสมอ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมอยู่ในเส้นทางอาชีพครูมา 12 ปีแล้ว
จากประสบการณ์ 12 ปีที่ผ่านมา คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยในการสร้าง The Great Classroom สำหรับเด็ก ๆ
ผมคิดว่ามันสรุปง่าย ๆ ได้เป็น 2 ปัจจัย อย่างแรก คุณต้องแน่ใจว่าห้องเรียนของคุณเป็นห้องเรียนที่อบอุ่นและเป็นพื้นที่ปลอดภัย นั่นหมายความว่าเมื่อนักเรียนเดินผ่านประตูห้องเข้ามา พวกเขาจะต้องรู้สึกอยากเรียนรู้ รู้สึกกล้าที่จะลองผิดลองถูกโดยไม่มีใครมาตัดสินหรือหัวเราะเยาะ
นี่เชื่อมไปสู่ปัจจัยที่ 2 คือการคาดหวังให้สูง อาจจะฟังดูใจร้ายไปนิด แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะใครล่ะจะอยากตื่นมาแล้วคิดว่าวันนี้ฉันไม่อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ ดังนั้น ‘สุดความสามารถ’ คือสิ่งที่ผมคาดหวังให้เด็ก ๆ ทำในห้องเรียนนี้ ถ้าเด็ก ๆ ทำได้ดี สุดท้ายพวกเขาก็จะสนุกกับมัน แล้วก็เรียนรู้ได้ดีขึ้นไปอีก ผลดีก็จะตกไปอยู่กับพวกเขา ไม่ใช่ที่ผมเลย ผมเป็นแค่ผู้ช่วยพวกเขาเท่านั้นเอง


2 ปัจจัยที่กล่าวมา คุณมีวิธีการสร้างห้องเรียนให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร
ทุกครั้งที่เราเริ่มห้องเรียนใหม่ ผมจะอธิบายความคาดหวังของห้องเรียนนี้ให้เด็ก ๆ ฟังอย่างชัดเจน เด็ก ๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเข้ามาในห้องเรียนนี้เขาจะต้องทำอะไร อะไรทำได้ ทำไม่ได้ และเขาควรวางตัวยังไง
อีกสิ่งที่สำคัญมากคือการสร้างพลังบวกในห้องเรียน ใครทำดีเราต้องชม ส่วนคนที่พลาดก็ต้องให้กำลังใจ แต่เราก็ต้องบอกให้ชัดเจนด้วยว่าเขาผิดตรงไหน แล้วก็ช่วยให้เขาเจอคำตอบที่ถูกต้อง ผมให้ความสำคัญกับการให้ฟีดแบ็กและการให้คะแนนมาก พวกเขาจะได้รู้คุณค่าในงานของตัวเอง ได้รู้ว่างานที่ทำมาถูกมองเห็น และจะได้รับคำแนะนำกลับไป
นอกจากเรื่องพื้นที่ปลอดภัย เราได้ยินมาว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่อง Inclusivity ในห้องเรียนด้วย
ถูกต้อง เราพยายามทำกิจกรรมในห้องเรียนที่เด็ก ๆ จะได้พูดคุยเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่นเด็ก ๆ Year 13 ที่เรียนเรื่อง Civil Rights Movement ในสหรัฐอเมริกา เขาก็จะได้เรียนเรื่องการเลิกทาส นโยบายยุค บารัก โอบามา กลุ่มคนที่ต่อสู้เรื่อง Civil Rights เช่น มาร์ติน ลูเธอร์, มัลคอล์ม เอ็กซ์ หรือเด็ก ๆ Year 12 พวกเขาก็จะได้เรียนเรื่องความสัมพันธ์ของอินเดียและอังกฤษ เขาจะได้รู้ว่าคนที่ถูกปฏิบัติไม่ถูกต้องเป็นอย่างไร มันไม่ใช่แค่เนื้อหาในวิชาที่จำเป็นต้องรู้ แต่เด็ก ๆ ต้องนำบทเรียนนี้ไปปรับใช้ในชีวิตของพวกเขาให้ได้
นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมที่เรียกว่า Group Tutor ที่จะรวมเด็กในหลาย ๆ ชั้นปีเข้าด้วยกัน ในกรุ๊ปเหล่านี้เราก็พยายามสอดแทรกเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียมไว้ด้วย หน้าที่หลักของครูที่เป็นติวเตอร์คือการคอยช่วยดูแลเด็ก ๆ และสร้างความมั่นใจว่าเด็ก ๆ จะอยู่กันได้ภายใต้ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และกฎของสังคมที่เราตั้งขึ้น
แล้วในห้องเรียนที่เด็ก ๆ มีความหลากหลายทั้งในด้านความสนใจ นิสัย หรือแม้แต่เชื้อชาติแบบนี้ คุณเจอความท้าทายอะไรไหม และคุณแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร
ความท้าทายที่สุดคือเรื่องภาษา เด็กทุกคนที่นี่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ นั่นหมายความว่าความเข้าใจและความสามารถในการถ่ายทอดสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ย่อมแตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็ก ๆ ทุกคนจะสนุกและเข้าใจบทเรียนได้อย่างเท่าเทียม เราพยายามมองหาวิธีการสอนที่หลากหลาย และคิดเสมอว่าทำอย่างไรถึงจะตอบโจทย์เด็ก ๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลายได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ผมจึงเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ จากเพื่อนร่วมงานเสมอ
การลองอะไรใหม่ ๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก คุณต้องกล้าที่จะเปลี่ยน บางครั้งการเป็นครูอาจทำให้คุณเคยชินกับการทำอะไรซ้ำ ๆ และคุณอาจคิดว่าตัวเองอยู่ตัวแล้ว แต่มันสำคัญมากที่คุณควรจะลองอะไรใหม่ ๆ มองหาแนวทาง สื่อการสอน เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงาน ในชีวิตการเป็นครูของผม ผมได้เจอคนเจ๋ง ๆ เยอะมาก ผมคิดว่าพวกเขาสอนผมมากกว่าที่ผมสอนพวกเขาเสียอีก

หลังจากทดลองวิธีการสอนที่หลากหลาย อะไรคือการทำให้เด็ก ๆ สนุกไปกับการเรียนประวัติศาสตร์ วิชาที่ใครหลายคนมองว่าน่าเบื่อ
คุณพูดถูก ไม่ใช่เด็กทุกคนจะชอบเรียนประวัติศาสตร์ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ เพราะโรงเรียนนี้ยังมีวิชาสนุก ๆ อีกเยอะแยะและวิชาเหล่านั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ผมเลยไม่ได้มองว่าวิชาประวัติศาสตร์สำคัญกว่าวิชาอื่น การเข้ามาในห้องเรียนนี้คุณไม่ต้องรักประวัติศาสตร์ก็ได้ แต่อย่างน้อยผมขอให้เด็ก ๆ ชอบมันมากกว่าวันแรกที่เขามาเรียนก็พอ
สิ่งที่ผมพยายามทำคือการเชื่อมโยงให้เด็ก ๆ เห็นว่าประวัติศาสตร์ส่งผลต่ออนาคต การที่โลกของเราเป็นอย่างทุกวันนี้ ล้วนมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อทำให้ประวัติศาสตร์ใกล้ชิดกับเรามากขึ้น วิชานี้ก็จะสนุกขึ้น
หรือหากไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ ผมก็ทำให้วิชานี้เป็นที่ที่พวกเขาจะได้ฝึกการเขียน Academic Writing ซึ่งเอาไปใช้ประโยชน์ในรายวิชาอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าเขาจะชอบเศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การละคร หรือแม้แต่อยากเป็นหมอ การเขียนก็คือสิ่งที่เขาจะต้องทำอยู่ดี สุดท้ายผมเลยมองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างความรักในประวัติศาสตร์ แต่ผมใช้วิชานี้ทำให้เขาได้มีโอกาสฝึกสกิลที่จำเป็นในอนาคต
แล้วถ้าเด็กที่ชอบประวัติศาสตร์มาก ๆ คุณผลักดันเขาอย่างไร
เวลามีกิจกรรมหรือวงคิดวิเคราะห์ ผมจะให้เด็ก ๆ เหล่านี้เป็นคนนำกิจกรรม แต่นั่นไม่ได้หมายความเด็กคนอื่น ๆ จะไม่ได้ทำอะไรเลย ผมแค่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำในสิ่งที่สนใจมากขึ้น
มีเด็กหลายคนที่สนใจประวัติศาสตร์แล้วเลือกที่จะไปเรียนต่อทนายความหรือเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี ผมพบว่าพวกเขาเอาสกิลการคิดวิเคราะห์นี้ไปปรับใช้ได้ และมันมีประโยชน์มาก ๆ เพราะสกิลนี้จะช่วยให้เขาโต้แย้งหรือแสดงเหตุผลที่เหมาะสมได้เวลาทำงาน
นอกจากนี้เราก็มีชมรมที่เรียกว่า ‘History Bowl’ เป็นกิจกรรมแข่งตอบคำถามประวัติศาสตร์ระหว่างโรงเรียน กิจกรรมนี้ช่วยให้เด็ก ๆ ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ได้ฝึกค้นคว้าข้อมูลนอกห้องเรียนและเรียนรู้จากเพื่อนโรงเรียนอื่น ๆ และตอนนี้ผมก็กำลังช่วยเด็กนักเรียนคนหนึ่งทำ EPQ (Extended Project Qualification) ด้านประวัติศาสตร์ด้วย สิ่งนี้คล้าย ๆ กับการทำวิทยานิพนธ์แบบย่อมเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นเนื้อหาจะไปไกลกว่าในการสอบ A-Level มาก การทำ EPQ ทำให้เราพัฒนาความสนใจของตัวเองไปได้สุดทาง เพราะต้องค้นคว้าเยอะขึ้น ฝึกคิดวิเคราะห์มากขึ้น
ดูเหมือนคุณจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่นอกห้องเรียนมาก นอกเหนือจากเรื่องสกิลที่ติดตัวไป คุณนำสิ่งที่อยู่นอกห้องเรียนมาใช้ในห้องเรียนอย่างไรอีกบ้าง
ผมใช้ข่าวเป็นสื่อการสอน และใช้เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับโลกและสังคมในปัจจุบัน ข่าวเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ จำเป็นต้องรู้ และทำให้การเรียนสนุกขึ้น
ตัวอย่างที่ดีมากเลยคือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ยูเครน เรามองได้ว่ารัสเซียอยากขยายอาณาเขตประเทศ ซึ่งนั่นย้อนกลับไปได้ถึงตอนสหภาพโซเวียตและสงครามเย็น อะไรทำให้เกิดความขัดแย้งนี้ สาเหตุหนึ่งก็มาจากความเคลื่อนไหวหนึ่งของชาวรัสเซียในช่วงที่มีสหภาพโซเวียตที่อยากทำให้คนยูเครนมีความเป็นรัสเซียมากขึ้น อาจจะฟังดูซับซ้อน แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายประเด็นมาก เวลาผมสอนเด็ก ๆ Year 10, 11 และ Sixth Form ผมจะชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงเหล่านี้
ในยุคที่โลกดิจิทัลมีบทบาทมาก คุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการสอนของคุณไหม
ไม่นะ ในมุมของครูมันง่ายขึ้นที่จะหาหนังสือหรือข้อมูลต่าง ๆ แน่นอนคุณต้องใช้วิจารณญาณมากขึ้น แต่ผมว่ามันเป็นสกิลที่สำคัญมากเลย
ขณะเดียวกันเราเองก็ต้องสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักตรวจสอบข้อมูลเวลาทำงานด้วย เราต้องทำให้เขาเห็นความสำคัญของการดูแหล่งที่มา ดูว่าองค์กรที่ให้ข้อมูลนี้เป็นอย่างไร เขาทำสื่อนี้ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไร ถ้าพวกเขาอ่านอะไรแล้วเชื่อในทันที นั่นคือประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และผมจะแนะนำแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น JSTOR หรือเว็บวิชาการต่าง ๆ ให้เขาลองหาข้อมูลที่หลากหลายเสมอ เพราะเราไม่ควรทำให้ข้อมูลเพียงชุดเดียวมาสะท้อนความคิดของเรา การเรียนประวัติศาสตร์ต้องมองจากหลาย ๆ มุม
ผมว่าความท้าทายอาจจะอยู่ที่การเลือกใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันมากกว่า เช่น การมี AI และ Deep Fake ที่ King’s College International School Bangkok ก็พยายามให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ที่ผ่านมาเราเชิญคนจาก London Metropolitan Police มาพูดเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สำหรับครูยังมีกิจกรรมเสวนาในประเด็นต่าง ๆ ที่ควรรู้แทบทุกอาทิตย์ หรือในภาควิชาเอง ก็มีกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คุณครูอัปเดตสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และรู้ว่าควรรับมือกับมันอย่างไร


หลายคนบอกว่าเด็กยุคใหม่สอนยาก คุณคิดว่าเรื่องนี้น่ากังวลหรือเปล่า
สิ่งนี้ไม่เคยเป็นข้อกังวลของผมเลย เพราะว่า โซเครติส นักปรัชญาในยุคกรีกโบราณก็เคยพูดว่าเด็กในยุคนั้นสอนยาก ไม่เคารพผู้ใหญ่ คือเราพูดเรื่องนี้กันมานานมากแล้ว และคงเป็นเรื่องปกติที่ผู้ใหญ่จะพูดถึงเด็กในยุคของตัวเองแบบนั้น ตอนผมเด็ก ๆ พวกผู้ใหญ่เขาก็พูดแบบนี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะที่ไทยหรืออังกฤษวัยรุ่นก็คือวัยรุ่น พวกเขามีความต้องการ ความหวัง ความกลัว และความกังวล ผมเลยไม่คิดว่าการสอนเด็กยุคนี้จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นยังไง
สาเหตุเหล่านี้หรือเปล่าที่ทำให้คุณได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในคุณครูในดวงใจของเด็ก ๆ หรือคุณคิดว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เด็ก ๆ เลือกคุณ และบอกว่าคุณเป็นครูที่ใจดี
ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องปกติมากเลย ก่อนหน้านี้ผมเคยเป็น Head of House ในปีหนึ่งมีเด็กประมาณ 200 กว่าคน ตอนนั้นผมต้องช่วยแก้ปัญหาเยอะมาก มีทั้งปัญหาที่ผมพูดคุยอย่างใจดีด้วยได้ หรือบางครั้งก็ต้องอาศัยความเข้มงวดเข้าช่วย
ผมดีใจนะที่เด็ก ๆ บอกว่าผมใจดี นี่ก็น่าจะคล้าย ๆ กับที่ผมบอกก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีใครตื่นมาแล้วไม่อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่หรอก เหมือนกัน ไม่มีใครที่ตื่นมาแล้วอยากเป็นคนใจร้ายหรอก ดังนั้น ผมเลยทำทุกวันของผมแบบนั้น การส่งต่อพลังบวกให้คนอื่นเป็นสิ่งดีอยู่แล้ว แล้วคุณก็ไม่ได้เสียหายอะไรจากการทำสิ่งนั้นนี่
เด็ก ๆ หลายคนที่มีปัญหา ผมก็เข้าใจนะ บางทีพวกเขาอาจจะมาโรงเรียนในวันที่รู้สึกไม่ดี ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาทำตัวไม่น่ารักก็ได้ ดังนั้น สิ่งที่เราควรแสดงออกคือความเข้าใจ และสนับสนุนในสิ่งที่เขาต้องการ
ผมอยากเป็นคนที่เด็ก ๆ นึกถึงเวลามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตของพวกเขาหรือเรื่องการเรียนก็ตาม และก็ยิ่งน่าดีใจไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาคุยปัญหานั้นกับใครไม่ได้เลย แต่เขาเลือกที่จะมาคุยกับผม
สุดท้าย คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ภูมิใจที่สุดที่ได้มาเป็นครูที่ King’s College International School Bangkok
ผมคิดว่าสิ่งที่สุดยอดมากของการได้เป็นครูคือการเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้ แม้จะเป็นส่วนเล็ก ๆ แค่วันเดียว หรือในภาพที่ใหญ่มาก ๆ อย่างการที่ผมทำให้เขาบรรลุเป้าหมายในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่เขาอาจจะคิดว่าทำไม่ได้มาก่อน
มีเด็กที่เคยบอกว่าเขาไม่ได้คิดว่าจะเลือกวิชาประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของ A-Level ด้วยซ้ำ เขาไม่คิดเลยว่าจะไปเรียนสิ่งนี้ในมหาวิทยาลัย แต่กลายเป็นว่าเขาตัดสินใจเลือกวิชาประวัติศาสตร์ หรือตอนที่เขาเข้ามาเรียนที่นี่ เขาไม่คิดว่าจะเขียนภาษาอังกฤษได้ขนาดนี้ แต่ดูตอนนี้สิ เขาทำได้ดีเลย นี่แหละคือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด
จริง ๆ ผมค่อนข้างระมัดระวังกับการใช้คำว่าภูมิใจนะ มีวลีหนึ่งที่แม่ผมมักพูดคือ ‘Pride Comes Before a Fall’ ถ้าคุณภูมิใจในตัวเองมากไป ต่อไปคุณอาจจะทำอะไรที่เป็นปัญหาก็ได้ ดังนั้น ผมเลยค่อนข้างระวังกับความรู้สึกนี้มาก
แต่ถ้าผมทำให้เด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจในการเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้ ผมว่าผมก็ควรรู้สึกแบบนั้นเหมือนกันนะ


อ่านเรื่องราว The Great Classroom ในมุมมองของครูทั้ง 4 คนที่ได้รับการโหวตจากเด็ก ๆ ใน King’s College International School Bangkok ว่าเป็นครูที่นักเรียนชื่นชอบได้ที่ James Ford, Will Byfield, Barbara Cerda Grago และ Matthew Gibson
