6 พฤษภาคม 2025
11 K
Copy Link

FUKUOKA 100 คือ 100 โครงการที่จะช่วยให้ชาวเมืองฟูกูโอกะมีอายุถึง 100 ปี อย่างมีความสุขในทุกมิติ

จากเดิมคนญี่ปุ่นมีอายุขัยเฉลี่ยราว 80 ปี แต่ตอนนี้ขยับเพิ่มเป็น 100 ปี การที่วัยชรายืดยาวขึ้นอีก 20 ปี หลายสิ่งในสังคมต้องปรับตัวตาม ความคิดของคนก็ด้วย

FUKUOKA 100 อยู่ภายใต้ความดูแลของเทศบาลเมืองฟูกูโอกะ มีบทบาทช่วยประสานให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม มาพูดคุยกัน ร่วมมือกัน เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีชีวิตอยู่ได้อย่างแข็งแรงและมีงานทำ ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ

“ความยากของโครงการนี้ไม่ใช่การคุยกับคนที่อยากอายุถึงร้อยปี” คุณโคอิจิ ฟูจิโมโตะ (Koichi Fujimoto) ผู้อำนวยการของ Fukuoka City Welfare Bureau ผู้ดูแลโครงการนี้พูดถึงสิ่งที่ยากที่สุด “แต่เป็นการคุยกับคนที่ไม่ได้เตรียมตัวให้เตรียมตัว และคุยกับคนอื่น ๆ ในสังคมให้เข้าใจ”

The Cloud รู้จักโครงการนี้เพราะเป็นกรณีศึกษาสำคัญในการประชุม The Active Aging Consortium in Asia Pacific (ACAP) ประจำปีนี้ ซึ่งจัดที่เมืองฟูกูโอกะ คุณโกศล สถิตธรรมจิตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ (ผู้เขียนบทความดี ๆ มากมายให้ The Cloud) เชื่อว่าประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ เราเรียนรู้จากกันและกันได้ จึงชวนสื่อมวลชนจากไทยมาร่วมงานเพื่อนำเรื่องราวกลับไปถ่ายทอดให้ผู้อ่านชาวไทย

เหล่าวิทยากรที่เราได้คุยด้วยภายในงานไม่มีใครอายุต่ำกว่า 70 ปี ทุกท่านยังดูแข็งแรงเคลื่อนไหวฉับไวไม่ต่างจากหนุ่มสาว ดาวเด่นของเวทีปีนี้คือ คุณยายมาซาโกะ วากามิยะ (Masako Wakamiya) นักพัฒนาแอปพลิเคชันที่อายุมากที่สุดในโลก วัย 89 ปี

คุณทาเคโอะ โอกาวะ ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งมหาวิทยาลัยคิวชู และประธานโครงการ FUKUOKA 100 มองว่าถ้าอยากเข้าใจโครงการนี้ ต้องลงพื้นที่ไปดูหน้างานจริง และเขายินดีพาพวกเราเดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่ทำโครงการทั่วเมือง

Fukuoka Dementia Friendly Center

อาจารย์โอกาวะพาเราไปชมหน่วยงานใหม่เอี่ยมที่ได้รับรางวัลมากมายจากนานาชาติเป็นที่แรก

Fukuoka Dementia Friendly Center ถือเป็นหน่วยงานสังกัดเทศบาล มีหน้าที่ทำให้เมืองเป็นมิตรกับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม เปิดให้บริการปี 2023 นี่เอง

ผู้ป่วยสมองเสื่อมไม่ได้มีอาการแค่จำไม่ได้ แต่ยังพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ใช้คำรุนแรงกับคนรอบข้าง หลงทาง ไม่เข้าใจกลางวันกลางคืน สิ่งที่เคยทำได้ง่าย ๆ อย่างเช่นใส่เสื้อผ้าก็ทำไม่ได้ เป็นอาการป่วยที่สังคมรังเกียจมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ผู้ป่วยสมองเสื่อมในยุคก่อนมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่มาก เนื่องจากควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงต้องนอนรวมกันในห้องรวมของสถานพยาบาล ถูกมัดติดกับเตียง สวมใส่ชุดที่ถอดเองไม่ได้ ด้วยความที่ไม่รู้ตัวและมีจำนวนมากเกินเจ้าหน้าที่จะดูแลไหว การดูแลจึงเป็นไปแบบไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น จับถอดกางเกงเปลี่ยนผ้าอ้อมในพื้นที่ส่วนกลางต่อหน้าทุกคน

หลังจากปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อญี่ปุ่นมีระบบประกันสุขภาพ ก็ได้แยกผู้สูงอายุออกมาจากผู้ป่วยทั่วไป การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมก็เริ่มดีขึ้น

ปัญหานี้ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันคนที่อายุเกิน 65 ปี มีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม 1 ใน 5 คน ถ้าคนที่อายุเกิน 80 ปี มีอัตรา 1 ใน 4 คน ถ้าคนที่อายุเกิน 90 ปี คือ 1 ใน 2 คน และปี 2050 ประชากรญี่ปุ่น 1 ใน 7 คน จะมีภาวะสมองเสื่อม เทศบาลจึงหาทางทำเมืองให้คนธรรมดาอยู่ร่วมกับผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ จึงพยายามสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยสมองเสื่อม

เขาขยับงาน 3 ด้าน

ด้านแรก สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง สอนให้ประชาชนทั่วไป (ตั้งแต่เด็กประถม) เข้าใจโรคนี้ รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยอย่างไร เปลี่ยนความรู้สึกจากดูถูกกันเป็นพร้อมอยู่ร่วมกัน

ด้านที่ 2 ออกแบบทุกอย่างเพื่อให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมเข้าใจสิ่งที่ควรจะต้องเข้าใจได้โดยง่าย มองเห็นทุกอย่างชัดเจน และปลอดภัย

ด้านที่ 3 ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ป่วยสมองเสื่อม ไม่ได้ทำเพราะสงเคราะห์คนด้อยโอกาส แต่เป็นการชวนให้ภาคธุรกิจมองเห็นว่านี่คือลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคต ใครจับตลาดนี้ได้ก่อนก็ได้เปรียบ

ที่นี่พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับภาคธุรกิจ 130 บริษัท แล้วนำสินค้าที่พัฒนาสำเร็จแล้วมาโชว์ในศูนย์ ชิ้นที่น่าสนใจก็อย่างเช่น เตาแก๊ส ซึ่ง Rinnai พัฒนาร่วมกับผู้ป่วเยสมองเสื่อม 100 คน ใช้วลา 2 ปี เมื่อเปิดเตาจะมีเสียงบอกว่า เตาติดแล้ว ทุก 15 นาทีจะมีเสียงเตือนว่า เตายังติดอยู่ ปุ่มทั้งหลายมีน้อยที่สุด อันใหญ่ ใช้สีที่มองเห็นชัดเจน ฟังก์ชันตั้งเวลาหรืออื่น ๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้จะถูกซ่อนไว้ เพื่อไม่ให้ข้อมูลมันเยอะจนเกินไป

ศูนย์แห่งนี้มีการจัดกิจกรรมบ้าง แต่ก็เป็นไปเพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลัก เช่น สอนผู้ป่วยสมองเสื่อมทำอาหาร ก็เพื่อให้รู้ว่าพวกเขาติดขัดตรงไหน หรือการพาไปเที่ยวสวนสัตว์ ก็เพื่อให้รู้ว่าเขาหาห้องน้ำสาธารณะยากง่ายแค่ไหน มองเห็นและเข้าใจป้ายสัญลักษณ์ต่าง ๆ หรือไม่

ในแง่การออกแบบ ที่นี่ให้แนวทางในการออกแบบอาคารสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมไว้ดังนี้

1. ต้องไม่รก

2. ไม่ติดโปสเตอร์บนผนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลเยอะเกินไป

3. ไฟต้องมีความสว่างที่พอดี

4. สีพื้นและสีผนังต้องต่างกัน เพื่อให้แยกได้ว่าตรงไหนคือทางเดิน ตรงไหนคือผนัง

5. พื้นห้ามใช้สีดำ เพราะจะดูเหมือนหลุม

6. บนพื้นห้ามใช้โลหะที่สะท้อนแสงได้ เพราะจะดูเหมือนน้ำ

7. สัญลักษณ์ห้องน้ำต้องอยู่ระดับสายตา (ไม่อยู่สูงกว่าสายตาเพื่อป้ายสำหรับคนทั่วไป) สัญลักษณ์ชายหญิงมองเห็นได้จากชุด และมองมุมไหนก็เห็นชัด

8. สุขภัณฑ์ต้องมีสีที่แตกต่างจากพื้นและผนัง เพื่อให้ผู้ป่วยแยกออก ไม่ขับถ่ายผิดที่ ราวจับก็ต้องคนละสีกับผนัง

ทั้งหมดนี้ใช้เงินในการปรับปรุงน้อยมาก หน่วยงานนี้เลยผลักดันให้หน่วยงานรัฐที่ต้องออกแบบอาคารหรือห้องน้ำใหม่ ๆ ใช้วิธีคิดชุดนี้ และพยายามทำงานร่วมกับเอกชนด้วย

ในศูนย์มีการจ้างงานผู้ป่วยสมองเสื่อม 4 คน เจ้าหน้าที่บอกว่าคุณค่าของพวกเขาไม่ได้มีแค่การทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ แต่ยังเป็น ‘รุ่นพี่’ ให้พวกเราเรียนรู้ว่า พวกเขาปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตอย่างไร
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างเมืองที่ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างมีความหวังและความสุข

Fukuoka City Citizen Welfare Plaza

จุดถัดมาเป็นสถานที่อันแสนจะธรรมดาสามัญ มีประจำทุกจังหวัดในญี่ปุ่น ที่ฟูกูโอกะเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1998 ในแต่ละวันมีผู้สูงอายุและครอบครัวมาใช้บริการราว 600 คน ทำหน้าที่ 4 อย่าง

1. เป็นอาคารที่รวมองค์กรเกี่ยวกับผู้พิการ อาสาสมัคร และภาคเอกชนที่ทำงานด้านสวัสดิการผู้สูงอายุ ผู้พิการมาอยู่รวมกัน

2. ให้ข้อมูลและคำปรึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการดูแลผู้ป่วย (Care Giving)

3. จัดฝึกอบรม

4. เป็นพื้นที่ให้คนทำงานได้มาพบปะสังสรรค์กัน รวมไปถึงมีร้านขายของ และพื้นที่ฝึกงานให้กับคนพิการ

สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือการรวมระบบอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ป่วยมาใช้งานจริงทั้งอาคาร เวลาเรากดลิฟต์ตัวไหนตัวนั้นจะมาตัวเดียว (ป้องกันไม่ให้คนกดสับสน) เสียงเตือนของลิฟต์ตัวกลางเป็นเสียงผู้ชาย ตัวซ้ายขวาเป็นเสียงผู้หญิง เพื่อให้คนกดรู้ว่าเสียงดังออกมาจากลิฟต์ตัวไหน ทุกปุ่มของลิฟต์ใหญ่กว่าปกติเพื่อให้ใช้ศอกหรือเข่ากดได้ ด้านในต้องมีกระจกเพื่อให้คนที่นั่งรถเข็นหันหน้าเข้าด้านในเห็นว่ามีใครอยู่ข้างหลัง

ตู้กดน้ำของที่นี่ก็พิเศษ ช่องใส่เหรียญใหญ่แบบไม่ต้องหยอดทีละเหรียญ ปุ่มกดน้ำมีขนาดใหญ่สีส้ม อยู่ไม่สูงมาก นั่งรถเข็นก็กดได้ และเมื่อขวดน้ำตกลงมา ฝาตู้ก็จะเปิดเองแบบอัตโนมัติ

ที่นี่มีห้องที่น่าสนใจมาก ๆ 2 ห้อง ห้องแรกเป็นห้องสมุดที่มีระบบช่วยอ่านเยอะมาก เริ่มตั้งแต่ชั้นหนังสือที่ชั้นล่างสุดจัดหนังสือแบบวางเอียง ทำให้นั่งบนรถเข็นก็มองเห็นหยิบได้ แล้วก็ยังมีเครื่องซูม คล้ายเครื่องฉายแผ่นใส ให้เรานำหนังสือเข้าไปวางบนเครื่อง แล้วอ่านจากหน้าจอ ความเจ๋งคือเรากดเลือกฟังก์ชันได้หลายแบบ ทั้งเปลี่ยนสี (สำหรับคนตาบอดสี และมองไม่ชัด) ขยาย แล้วก็มีแท่งพลาสติกใสที่ข้างในเป็นแถบสี ใช้วางบนข้อความที่จะอ่านบนหนังสือ จะช่วยผู้อ่านสมาธิสั้นให้อ่านได้ดีขึ้น

อีกห้องถือว่าเป็นหัวใจของที่นี่ก็ว่าได้ คือศูนย์ข้อมูล สอน 4 เรื่องให้ผู้สนใจ ได้แก่ อุปกรณ์ช่วยการขับถ่าย อุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนย้าย ภาวะสมองเสื่อม และประกันสุขภาพ

แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าก็คือการเป็นโชว์รูมรวมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายให้ได้ลองใช้ หลากหลาย เยอะ (แค่รถเข็นก็มีร่วม 200 รุ่น) และไม่ได้โชว์แค่เทคโนโลยีของญี่ปุ่นเท่านั้น แบรนด์จากต่างชาติก็มี อุปกรณ์ทั้งหมดภายในศูนย์แห่งนี้แบรนด์ต่าง ๆ บริจาคมาให้ ถ้าได้ลองใช้แล้วประทับใจทางศูนย์ก็แนะนำได้ว่าให้ไปซื้อที่ไหน

อุปกรณ์ที่น่าสนใจก็คือลิฟต์ที่ช่วยยกตัวผู้ป่วย ทั้งยกขึ้นลงเตียง ยกลงอ่างอาบน้ำ รวมไปถึงยกตัวขึ้นเพื่อเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือพาลุกจากเตียงไปนั่งที่อื่น

ชักโครกที่น่าสนใจคือชักโครกเคลื่อนที่ที่เราเอาไปวางตั้งตรงไหนก็ได้ ใช้ระบบรองรับของเสียด้วยถุงพลาสติก พอเสร็จกิจกดปุ่มชักโครกก็จะมีระบบอัตโนมัติซีลปิดปากถุงมิดชิดภายใน 90 วินาที กลายร่างเป็นถุงขยะให้เรานำไปทิ้งได้ ซึ่งใช้ตอนเกิดภัยพิบัติก็ได้

แล้วก็ยังมีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบบเข็มขัดเซนเซอร์ ให้รู้ว่ามีของเสียในผ้าอ้อมมากแค่ไหน เครื่องวัดปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ ตะเกียบสำหรับคนที่มือไม่มีแรง ที่ช่วยเปิดขวด ไปจนถึงแก้วน้ำยางที่ดูใสเหมือนแก้ว แต่ว่าตกแล้วไม่แตก

ทุกจังหวัดมีศูนย์แบบเดียวกันนี้ อุปกรณ์หลายชิ้นขอยืมได้ หรือจ่ายค่าเช่าได้ด้วยเงินประกันสุขภาพ ส่วนอุปกรณ์ที่สัมผัสกับตัวของผู้ป่วยก็ซื้อด้วยเงินประกันสุขภาพได้เช่นกัน

ของที่เราเห็นในห้องนี้เต็มไปด้วยนวัตกรรมสไตล์ญี่ปุ่น คือล้ำและตอบโจทย์ด้วยวิธีคิดแบบแปลกประหลาด แต่เหนืออื่นใดมันเกิดขึ้นได้เพราะมีคนลงทุนพัฒนา แล้วก็มีคนพร้อมซื้อไปใช้ เนื่องจากญี่ปุ่นอยู่ในภาวะ Super Aging Society แล้ว

Mana House Special Care Nursing Home 

สถานที่สุดท้ายที่อาจารย์โอกาวะพาพวกเราไปดู คือ Nursing Home เอกชน

อีกไม่นานประเทศญี่ปุ่นจะมีจำนวน Nursing Home มากกว่าโรงเรียนอนุบาล จะมีพยาบาลมากกว่าครู ในอนาคตประชากรชาวญี่ปุ่น 1 ใน 9 คน จะทำงานเกี่ยวกับ Health Care

บริษัทนี้ทำหลายอย่าง มี Nursing Home สำหรับคนชรา 5 หลัง มีเนิร์สเซอรี 3 แห่ง และมีโรงเรียนสอนผู้ดูแล 1 แห่ง

Nursing Home แห่งนี้สร้างเมื่อปี 2004 มี 8 ห้องใหญ่ แต่ละห้องใหญ่มีห้องพักส่วนตัว 10 ห้อง ทางการญี่ปุ่นมีการบัญญัติความแข็งแรงของผู้สูงวัยเอาไว้ 8 ระดับ ที่นี่รับเฉพาะผู้สูงวัยที่มีอาการป่วย 3 ระดับที่รุนแรงที่สุด มีผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 50 – 112 ปี ส่วนใหญ่เดินไม่ได้ คนที่ต้องให้อาหารทางสายยางก็มี คนต้องฟอกไตก็มี ค่าใช้จ่ายราว 70,000 – 200,000 เยนต่อเดือน แต่ว่าใช้เงินประกันสุขภาพจ่ายได้ ที่นี่จึงเต็มตลอด ต้องรอคิวค่อนข้างนาน

ประมาณการว่า ปี 2040 ญี่ปุ่นต้องการคนดูแลผู้ป่วยมากถึง 2.4 ล้านคน และน่าจะขาดแคลนราว 5 แสนคน ซึ่งมีการเตรียมการแต่เนิ่น ๆ ด้วยการนำชาวต่างชาติอย่าง เนปาล ฟิลิปปินส์ และยูกันดา มาฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้ดูแล และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

เจ้าหน้าที่ที่นี่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยด้วยเสียง ทำให้เก็บข้อมูลประจำวันไปพร้อม ๆ กับการทำความสะอาดห้องได้ และแอปพลิเคชันในโทรศัพท์ก็จะแจ้งผู้ดูแลให้ทราบว่าผู้ป่วยแต่ละคนทำกำลังทำอะไรอยู่ในห้อง เช่น หลับ นอน นั่ง เดิน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแอปพลิเคชันจะส่งสัญญาณเตือน ผู้ดูแลก็จะเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องดูก่อนเป็นอย่างแรกว่ามีปัญหาจริงไหม ถ้ามีปัญหาจริงค่อยไป โดยผู้แลไม่ได้รับอนุญาตให้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดถ้าไม่มีสัญญาณเตือน เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้ป่วย

เตียงนอนทุกเตียงจะปรับท่านอนอัตโนมัติทุก 2 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพลิกตัวผู้ป่วย เมื่อเจ้าหน้าที่ทำงานตอนกลางคืนน้อยลง ก็จะทำกิจกรรมตอนกลางวันกับผู้ป่วยได้มากขึ้น

อัตราการลาออกโดยรวมของประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูแค่วงการ Nursing Home อยู่ที่ 13 เปอร์เซ็นต์ และถ้าดูเฉพาะ Nursing Home แห่งนี้ มีอัตราการลาออกแค่ 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็น่าจะแสดงว่าระบบต่าง ๆ ที่ใช้น่าจะช่วยดูแลจิตใจผู้ดูแลได้เป็นอย่างดี

ห้องที่มีต้นทุนสูงที่สุดในอาคารหลังนี้คือห้องอาบน้ำ นอกจากมันจะมีวิวที่มองออกไปเห็นภูเขาแล้ว บ่อน้ำต่าง ๆ ยังออกแบบมาอย่างดีและติดระบบลิฟต์ยกตัว เพื่อให้ผู้สูงวัยทุกเงื่อนไขแช่น้ำร้อนได้ แค่เตียงอาบน้ำอย่างเดียวก็ราคา 5 ล้านเยนเข้าไปแล้ว ค่าน้ำก็แพงมาก

ห้องอาบน้ำจึงเป็นพื้นที่ที่ใช้งบประมาณสูงสุด แต่ว่าก็คุ้มค่าที่สุด เพราะผู้ป่วยทุกคนมีความสุขเสมอเมื่อได้แช่น้ำ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในรอบวัน

แนวความคิดนี้ก็คงคล้ายกับโครงการมากมายภายใต้ FUKUOKA 100 ที่ลงทุนลงแรงไปก็เพื่อให้ผู้สูงวัยอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุขในทุกมิติ ไม่มีการกันคนสูงวัยออกไป เพราะอีกไม่นานทุกคนก็จะต้องข้ามเส้นไปอยู่ฝั่งผู้สูงวัย ถ้าวันนั้นเราอยากใช้ชีวิตอย่างไร วันนี้เราก็ต้องสร้างสิ่งนั้น

การสร้างสังคมที่ดีสำหรับผู้สูงวัยจึงไม่ใช่แค่ทำเพื่อคุณลุงคุณป้า แต่มันคือการทำเพื่อตัวเราเองในอนาคต ถ้าคิดแบบนั้นได้ การสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยจึงเป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริง

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป