อรุณสวัสดิ์ยามเช้า หวังว่าเช้านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของทุกคน
เราอยากเริ่มต้นด้วยการส่งพลังงานบวก และมั่นใจว่าเรื่องราวต่อจากนี้ก็จะเต็มไปด้วยความคิดบวก
ท่ามกลางโลกที่ซับซ้อนและเริ่มร้อนจนทนไม่ค่อยไหว บ้านที่น่าอยู่เย็นสบายสักหลังย่อมช่วยให้เราชาร์จพลังชีวิตไปต่อสู้กับโลกภายนอกได้ในทุกวัน และนี่คือความเชื่อตั้งแต่ Day 1 ของ พงศ์-ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset ชายผู้รับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ ข้ามผ่านกาลเวลายุค Digital Disruption ยุคโควิด-19 มาจนถึงยุคที่โลกต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
พงศ์มีคำตอบที่น่าสนใจในทุกภารกิจ ตั้งแต่การสร้างบ้านเพื่อเติมพลังบวกของชีวิตให้คนอยู่อาศัย การบริหารองค์กรเพื่อสร้างคุณค่าให้คนทำงาน และการลดผลกระทบต่อธรรมชาติในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก
ในการเดินทางคราวนี้ The Cloud ยินดีพาไปรู้จักวิธีทำงานและรู้สึกถึงความหมายของการเป็นผู้บริหารในฉบับคุณพงศ์แห่ง SC Asset ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

รู้ว่าองค์กรแข็งแรง แต่แบรนด์ไม่ดัง
หากระยะทางพิสูจน์ม้า ผลงานพิสูจน์คน
เส้นทางการเป็นซีอีโอของพงศ์ก็พิสูจน์ได้ด้วยผลงานการเติบโตของรายได้จาก 700 ล้านสู่ 25,000 ล้านบาท และองค์กรขยายใหญ่จากพนักงาน 700 คนเพิ่มเป็น 1,400 คน
พงศ์พามองย้อนกลับถึงการติดกระดุมเม็ดแรกในบทบาทผู้บริหารสูงสุดของ SC Asset เมื่อปี 2012
“สิ่งหนึ่งที่ผมตัดสินใจถูกในวันแรกที่เข้ามา คือเรามาทำความรู้จักองค์กรก่อน พอมาดู Brand Health Check เลยรู้ว่าองค์กรนี้แข็งแรง พื้นฐานดี มีสินค้าขายดี คือแบรนด์ Bangkok Boulevard ที่เป็นบ้านสไตล์ Modern Luxury แต่ปรากฏว่าแบรนด์นี้ดังกว่า SC Asset เสียอีก”
ซีอีโอหนุ่มเข้าใจดีว่า หากองค์กรจะไปต่อต้องมีความหลากหลายของสินค้ามากขึ้น มีบ้านหลายแบบเพื่อลูกค้าหลายกลุ่ม แต่ยังยึดมั่นในคุณภาพและรักษาความเชื่อใจ บ้านสำหรับพงศ์จึงไม่ใช่แค่อิฐหินดินปูน แต่เป็น Worry-free Home สถานที่ที่ตื่นมาทุกเช้าแล้วได้ชาร์จพลังเพื่อเริ่มต้นวันใหม่
“แรก ๆ เราคุยเรื่องคุณภาพอาจฟังดูน่าเบื่อ ไม่ค่อยตื่นเต้น แต่ในช่วงโควิด-19 เรื่องนี้ส่งผลชัดเจน คนที่จะซื้อบ้านเขากำเงินมาก้อนหนึ่งเพื่อตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยดี ๆ สักหลัง คุณภาพจึงไม่ใช่แค่มาตรฐานการทำงานแต่ขยายไปถึงการทำการตลาดที่ลูกค้าเชื่อมั่นเราจริง ๆ”
วิสัยทัศน์ของคนเติบโตไปตามกาลเวลา – พงศ์บอกเช่นนั้น สำหรับตัวเขาเองเริ่มจากการรีเฟรชแบรนด์ให้คนเชื่อมั่นในคุณภาพ ต่อด้วยการปรับโมเดลธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่แค่นำเสนอสินค้า แต่นำเสนอทั้งสินค้าและบริการแบบผู้ช่วยส่วนตัวประจำบ้าน จนกระทั่งโควิด-19 เกิดการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ ต้องขยายธุรกิจให้มีความหลากหลายมากขึ้นกว่าการทำที่อยู่อาศัยแนวราบเพียงอย่างเดียว
ในบทถัดไปกับการมาถึงของยุคโลกร้อน ซับซ้อน เปราะบาง เป็นอีกครั้งที่พงศ์ได้หันกลับมารู้จักธุรกิจตัวเองว่า SC Asset สร้างผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบอย่างไรบ้าง

รู้ตัวว่าปล่อยมาก ต้องลดให้มากขึ้น
พงศ์เริ่มจากการยอมรับว่า ทุก ๆ การเติบโตขององค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกถึง 40% และยังมีซัพพลายเชนที่ยาวเหยียดตั้งแต่กระบวนการผลิตวัสดุ รับเหมาก่อสร้าง ตกแต่งภายใน ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง SC Asset ต้องทำงานกับคู่ค้าหลายร้อยเจ้า
“เราเป็นดีเวลลอปเปอร์ พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และส่งต่อให้ลูกค้า โดยมีผู้รับเหมาเป็นคนสร้าง ซัพพลายเออร์เป็นผู้ผลิตวัสดุ จริง ๆ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงในองค์กรเรามีน้อยมาก แต่เราอยู่ในอุตสาหกรรมที่ปล่อยมากที่สุดในโลก เราจึงต้องลดคาร์บอนสโคป 3 ไม่อย่างนั้นมันจะไม่สร้างอิมแพกต์อะไรเลย”
ตั้งแต่ 3 ปีก่อน พงศ์ชวนทีมตั้งเป้าหมายใหญ่ SCero Mission ที่ต้องการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายปี 2065 และยังมีเป้าหมายระยะสั้นใน 5 ปี ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 100,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในขณะที่ธุรกิจยังต้องเติบโตและตอบโจทย์ชีวิตลูกค้าได้
ฟังดูไม่ง่าย แต่พงศ์มีวิธีที่ทำได้ง่ายและสร้างผลลัพธ์ได้มหาศาล นั่นคือการเลือกกระบวนการสำคัญ 3 อย่างที่ต้องเร่งทำก่อน ซึ่งจะทำให้ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งกระบวนการลดลงอย่างมาก
อย่างแรก ‘ซื้อ’ ให้เขียวขึ้น เน้นเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับการจัดซื้อและออกแบบตาม Green Standard
อย่างที่ 2 ‘ใช้’ เครื่องปรับอากาศด้วยพลังงานสะอาดมากขึ้น ติดโซลาร์เซลล์ในคลับเฮาส์ทุกโครงการ ในบ้านตัวอย่างทุกหลัง และจะติดให้กับบ้านทุกหลังในบางแบรนด์
อย่างที่ 3 ‘ทิ้ง’ อย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งเรื่องเศษวัสดุก่อสร้างและการแยกขยะที่ต้องส่งต่อได้ โดยทำทั้งในพื้นที่สำนักงานให้เช่ากว่า 320,000 ตารางเมตร และชวนลูกบ้านในโครงการร่วมกันทำมากขึ้น

รู้ว่าวัดลำบาก แต่ทำไปก่อน
วัดผลอย่างไร เราถามต่อ เพราะทึ่งที่ SC Asset รวมเอาการลดคาร์บอนสโคป 3 มาอยู่ในภารกิจครั้งนี้ด้วย นั่นหมายรวมถึงต้นน้ำและปลายน้ำของการสร้างบ้านที่เกี่ยวข้องกับคนอีกหลายหมื่นหลายแสน
“เรื่องบางเรื่องไม่ต้องวัดตอนนี้ก็ได้นะ แค่หันเข็มทิศไปให้ถูก ทำไปก่อนเดี๋ยวมันก็วัดได้เอง เหมือนเราอยากออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีแต่ไม่มีนาฬิกาวัดเลยไม่ออกดีกว่า ก็คงไม่ใช่” พงศ์ชวนคิด
ส่วนที่ทำไปได้อย่างรวดเร็วคือฝั่งต้นน้ำกับคู่ค้าที่เป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและผู้รับเหมา ในช่วง 2 ปีกว่าที่ SC Asset ตั้งใจเลือกซื้อวัสดุที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ มูลค่าการจัดซื้อวัสดุเหล่านี้ในโครงการแนวราบจาก 28% กระโดดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 85% สะท้อนว่าคู่ค้าตอบรับเรื่องนี้เป็นอย่างดี
“เราคุยกับซัพพลายเออร์เป็นร้อยราย เช่น อยากได้กระเบื้องดีไซน์แบบนี้ แต่คุณมีที่มันยั่งยืนกว่านี้ไหม พอเรามี Demand เขาก็มี Supply มาให้เลือก ความคิดเรื่องความยั่งยืนจึงเชื่อมต่อกันได้เร็วขึ้น เพราะเรามีประสบการณ์ร่วมกันทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 และอากาศที่ร้อนขึ้น”
ในขณะที่ฝั่งปลายน้ำอย่างลูกบ้านผู้อยู่อาศัย เมื่อเดินเข้าไปวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านใครไม่ได้ SC Asset จึงตั้งใจใส่อุปกรณ์ที่ใช่ตั้งแต่แรก ทั้งวัสดุที่มองไม่เห็นอย่างฉนวน กระจกตัดแสง อิฐมวลเบา ซึ่งช่วยให้บ้านร้อนน้อยลง ใช้พลังงานน้อยลง ไปจนถึงการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน และแนะนำวิธีใช้อย่างถูกต้อง
“เราทำไปถึงเรื่องชวนเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น แยกขยะ ลดการใช้พลังงาน เป็นส่วนหนึ่งของบริการหลังการขายที่มีกิจกรรมร่วมกับลูกบ้านอยู่เรื่อย ๆ เราเริ่มใช้ Utility Token ที่ชื่อว่า Morning Coin เพื่อเป็นแรงจูงใจอีกทางให้เขารู้สึกอยากทำและรู้สึกสนุกด้วย ตรงนี้ต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งต้องออกมาจากวัฒนธรรมองค์กรที่กล้าคิดนอกกรอบ”

รู้ให้ทั่ว สื่อสารให้ถึง
เรื่องความยั่งยืนใคร ๆ ก็ทำ แต่ทำอย่างเข้าใจ เขาใช้วิธีไหนพาไปทั้งองค์กร
พงศ์ตอบทันทีเลยว่า การสื่อสารต้องวิ่งถึงกันหมด เมื่อวันนี้ ‘กำไร ผู้คน สิ่งแวดล้อม’ เป็นเป้าหมายหลักของ SC Asset ที่ต้องไปด้วยกัน มันไม่มีเวทมนตร์ที่เสกครั้งเดียวได้ แต่ต้องทำเป็นปกติทุกวัน ต้องประชุม ติดตามผล และเฉลิมฉลองความสำเร็จไปด้วยกัน
สไตล์การบริหารของพงศ์เน้นการสื่อสารในองค์กรอย่างมาก เริ่มจากการเล่าวิสัยทัศน์ที่เป็นภาพชัดเจนมาก ๆ ให้ทุกคน เขาชอบความรู้สึกการเป็นเจ้าของเป้าหมายร่วมกัน แล้วมันจะกลายเป็นงานกลุ่มที่ทุกคน ทุกตำแหน่งกล้า แสดงความเห็น เพื่อไปให้ถึงเป้าเดียวกัน บนตึกชินวัตร ทาวเวอร์ 3 ในทุกไตรมาส จะมีการประชุมทาวน์ฮอลล์ที่ไม่ใช่แค่เวทีเล่าเรื่องกลยุทธ์สำหรับผู้บริหาร แต่ยังเป็นโอกาสถาม-ตอบของพนักงานทุกระดับ
“เสียงของพนักงานมีคุณค่า ผมเจอคำถามทุกแบบ มีโบนัสไหม มีเลย์ออฟไหม ที่จอดรถไม่พอทำยังไง ตอบได้ก็จะตอบ ตอบไม่ได้จะขอเอากลับไปทำการบ้านมาตอบครั้งหน้า การที่เรามีคำถามหลากหลาย ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันคือธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ด้วยกัน ถึงจะทำให้ความสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้”

รู้จักลูกค้าด้วยการไปเยี่ยมบ้าน
“ผู้บริหารมักทำแต่งาน บางทีก็อาจลืมไปว่าทำเพื่อลูกค้าอยู่”
พงศ์เตือนสติตัวเองและผู้บริหารระดับสูงในองค์กรอยู่เสมอ พร้อมกับใส่วิธีใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น ด้วยการฟังเสียงลูกค้าจากทุกที่ผ่าน ‘การประชุม VoC (Voice of Customers)’
นี่เป็นหนึ่งในบรรยากาศการประชุมที่พงศ์ชอบมาก คับคั่งไปด้วยผู้บริหาร 30 กว่าคนรวมทั้งทีมคอนแทกต์เซนเตอร์นั่งอยู่ด้วยกัน นำทั้งคำชมและคำติของลูกค้ามาเล่าให้ฟัง เมื่อมีคำบ่น ทุกคนมุ่งแก้ปัญหากันอย่างเต็มที่ และเมื่อมีคำชมเสียงนั้นจะส่งต่อไปให้ทั้งหัวหน้างานและผู้ที่ปฏิบัติหน้างานได้รับรู้ชื่นชมร่วมกัน
“การถูกบ่นง่ายกว่าการถูกชมมาก การที่ลูกค้าคนหนึ่งจะโทรมาชม ผมว่าเขาต้องใช้ความตั้งใจมากเลย เมื่อเราขยายผลให้สิ่งนี้ถูกมองเห็น คุณค่ามันมากกว่าได้รางวัลบางอย่างเสียอีก เราทุกคนอยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สิ่งนี้สะท้อนว่าเราได้ทำคุณค่าให้กับใครสักคน แม้เป็นเรื่องราวดูไม่ใหญ่โต เช่น ดูแลบ้านให้ในช่วงที่ไม่อยู่หรือจัดการปัญหาในบ้าน แต่มันมีความหมายมากสำหรับมืออาชีพคนหนึ่งที่ตั้งใจทำเรื่องนี้”
นอกจากนี้ ผู้บริหารกว่า 60 – 70 คนยังต้องไปบ้านลูกค้าไตรมาสละครั้ง พร้อมกับพนักงานที่ไปเยี่ยมบ้านลูกค้าอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องไปแบบไร้ตำแหน่ง พงศ์เล่าเรื่องนี้ด้วยแววตาเป็นประกาย
“ไปแล้วเราได้ยินทั้งคำชมและคอมเมนต์ของจริง แล้วเท้าเราจะติดดิน อยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้น ได้พลังงานกลับมาทำงาน ได้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ความถ่อมตัว ทำให้เกิด Empathy ในองค์กรมากขึ้น ไม่ว่าเราจะขยายธุรกิจไปไกลอีกแค่ไหน”

รู้จักความรู้สึกตัวเองในชั่วขณะ
ในบ้านของซีอีโอบริษัทสร้างบ้านที่เชื่อว่า บ้านเป็นจุดเริ่มต้นวันใหม่ของชีวิต
พงศ์ใช้เวลาตอนเช้าบางวันไปส่งลูกด้วยความรู้สึกสดชื่น หรือในเช้าที่สงบ มีเพียงสมุด ปากกา กาแฟ ช่วยสะท้อนความรู้สึกนึกคิดก่อนออกลุยงาน
การเป็นหัวเรือใหญ่ในองค์กรหมื่นล้านมานานนับสิบปี พงศ์ผ่านมาทั้งเรื่องที่รู้ ไม่รู้ และยังต้องเรียนรู้อีกมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้มีพลังเดินหน้าต่อไปได้ คือการหยุดแวะกลับมาหาตัวเองอยู่เสมอ ด้วยคำว่า Self-awareness หรือการรู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไรอยู่
“ชีวิตจริงมีทั้งบวก กับบวกอีกแบบหนึ่ง (หัวเราะ) มีบางประชุมที่เราชอบ บางประชุมต้องทำแต่ดูดพลังงาน ถ้ารู้ว่าเหนื่อย เราจะหาที่สงบแล้วชาร์จพลังใหม่ การประชุมของเราไม่ได้จบแค่ 7 – 8 คนในห้องแต่ส่งไปถึงพันคน เราต้องจัดการพลังงานให้ดี ถ้าใจมุ่งไปที่เป้าหมายว่าต้องทำให้ได้แต่ไม่รู้ว่าพลังงานหมด การตัดสินใจมันก็จะไม่คม
“วันหนึ่งในช่วงโควิด-19 อยู่ดี ๆ ผมก็ขาสั่น แม้ในใจจะพร้อมลุยอีก 3 ประชุมช่วงบ่าย แต่เมื่อหยุดถามตัวเองว่ารู้สึกอะไรอยู่ เดาว่าคงเครียด เลยบอกผู้ช่วยว่า ขอหยุดอีก 2 ประชุมไปก่อน แล้วผมก็ไปที่สวนรถไฟใกล้ ๆ ไปทำสมาธิ จนเจอว่ามีความเครียดสะสมบางอย่าง และเราก็รู้สึกดีขึ้น ความรู้สึกเป็นเรื่องแปลก มันกดไม่ได้ แต่เมื่อเราเห็น มันจะจางลง พอเรารู้ พลังงานจะกลับมา แล้วก็กลับมาประชุมต่อได้”

เรียนรู้ครั้งใหม่จากการมีลูก
การสัมภาษณ์ที่ดำเนินไป เหมือนการร่วมเดินทางภายในไปพร้อมกับพงศ์ ตำราหรือประสบการณ์ใดหนอที่ทำให้พงศ์ดูมีความสงบและมุ่งมั่นไปในเวลาเดียวกัน
พงศ์วิเคราะห์ว่า ‘การทำงาน’ ช่วยขัดเกลาความมานะพยายาม ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตาม ต้องรู้สึกก่อนว่ามันสำคัญ แล้วเราจะจัดทั้งพลังงานและเวลาให้ได้ เขาเน้นย้ำว่าชีวิตผู้บริหารจัดเวลาอย่างเดียวไม่พอ ต้องจัดการพลังงาน เพราะเป็นงานที่มีผลกระทบกับคนเยอะ
ส่วน ‘การมีครอบครัว’ ก็ช่วยสอนเรื่องการจัดการความรู้สึกตัวเองและการเข้าใจคนอื่น
“การแต่งงานสอนเราขั้นหนึ่ง แต่ผมว่าการมีลูกสอนมากขึ้นไปอีก การมีลูกคือการให้และเสียสละแบบไม่มีเงื่อนไข มนุษย์ทำอะไรทุกอย่างด้วยความรู้สึก ส่วนตรรกะมาทีหลัง ผมได้เรียนรู้เรื่องนี้มาก ๆ จากการเลี้ยงลูก เวลาเราคุยกับลูกตอน 3 ขวบ คงคุยตรรกะกับเขาไม่รู้เรื่อง แทนที่จะคุยว่าเพราะอะไร เราคุยว่ารู้สึกอะไรอยู่ ภาษาความรู้สึกกับภาษาเหตุผลเป็นคนละภาษากัน”
นอกจากนี้ ‘การวิปัสสนา’ ของพงศ์ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นแนวพุทธศาสนา แต่คือการฝึกสภาวะของการมีสติ รู้เท่าทัน ช่วยให้เรียนรู้ความจริงของชีวิตผ่านตัวเราเอง ทุกอย่างมีเกิดขึ้นและดับไป ดังเช่นความรู้สึกที่เกิดขึ้นและดับไป
ในวันที่พงศ์เข้าใจตัวเองและโลกมากขึ้น เปี่ยมไปด้วยพลังบวกที่จะพา SC Asset เข้าสู่ทศวรรษที่ 3 เขาเล่าให้เราเห็นภาพอย่างมั่นใจว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า SC Asset จะเป็นแบรนด์ที่ผู้คนให้ความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นไปอีก มีธุรกิจที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคุณค่าให้กับคนและโลกไปด้วย


10 Things you never know
about Nattapong Kunakornwong
1. มุมโปรดในบ้าน
เคาน์เตอร์กาแฟ
2. วิธีประหยัดพลังงานแบบง่าย ๆ
เปิดเครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็น
3. หนังสือที่อ่านอยู่ตอนนี้
Buffett and Munger Unscripted
4. สิ่งที่ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย
นอน
5. ออกกำลังกายแบบไหนในวัยนี้
Body Weight และเดินชัน
6. สิ่งที่อยากชวนพนักงานทำ
รักษาสุขภาพ
7. นวัตกรรมลดคาร์บอนที่รอคอย
แบตเตอรี่ราคาถูกสำหรับครัวเรือน
8. โลกที่น่าอยู่สำหรับลูก ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร
โลกภายนอก – คนเข้าใจและไม่ตัดสิน
โลกภายใน – ลูกเข้าใจตัวเอง
