จากวันที่ GDH เปิดตัวว่าจะรีเมกภาพยนตร์ไต้หวันเรื่อง Marry My Dead Body (แต่งงานกับผี) เป็นเวอร์ชันไทยในชื่อ ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope) และได้คู่นักแสดงสุดฮอตอย่าง บิวกิ้น-พีพี ซึ่งกลับมารับงานแสดงด้วยกันอีกครั้งในรอบ 4 ปี หลังจากสร้างปรากฏการณ์ เต๋-โอ้เอ๋ว ไปเมื่อคราวซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ นี่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยแห่งปีที่หลายคนรอคอย
เรื่องราวใน ซองแดงแต่งผี เต็มเปี่ยมด้วยความสนุกครบรส ผสมผสานกลิ่นอายแบบไทยที่ทำให้ผู้ชมหลงรักได้ไม่ยาก เริ่มต้นด้วยการเอาใจช่วย เม่น (รับบทโดย บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล) หนุ่มลูซเซอร์ อดีตโจรที่ผันตัวมาเป็นสายให้ตำรวจเพราะเขาก็ฝันอยากเป็นตำรวจเช่นกัน แต่ดันทำงานพลาดทุกครั้ง เม่นต้องมาแต่งงานกับ ตี่ตี๋ (รับบทโดย พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร) ผีเกย์สุดคิวต์ที่ช้ำรักจากแฟนเก่าสุดหล่อจนโดนรถชนเสียชีวิตคาที่ เม่นกับตี่ตี๋มีภารกิจที่ต้องช่วยกันสะสาง ทั้งทลายขบวนการค้ายาเสพติด และตามล่าหาคนร้ายชนแล้วหนี เพื่อส่งตี่ตี๋ไปเกิดใหม่โดยไม่มีอะไรค้างคาใจ
งานนี้ได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง หมู-ชยนพ บุญประกอบ ที่เคยกำกับเรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน (ปี 2015) และ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ฉายาเจ้าพ่อหนังผีเมืองไทยมารับหน้าที่โปรดิวเซอร์

บอกได้เลยว่า ซองแดงแต่งผี เป็นหนังผีน่ารัก สนุกสนาน แฝงความฮา เสิร์ฟมิตรภาพระหว่างบิวกิ้น-พีพี ให้ชาวด้อมหัวใจฟู อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังแฝงประเด็นสังคมที่ชวนเรียนรู้และตั้งคำถามอยู่ไม่น้อย ด้วยส่วนผสมความเป็นหนังตลก หนังผี สืบสวนสอบสวน และ LGBTQ+ ผสานความคิดความเชื่อของวัฒนธรรมการแต่งงานกับผีของไต้หวัน กับความก้าวหน้าทางความคิดในเรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกัน ตอบรับกับกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่เกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชีย นำโดยไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ประกาศใช้กฎหมายนี้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 และไทยเราเองก็เพิ่งมีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมานี้เอง
นอกจากความสนุก ความฮา ที่รอให้ทุกคนมาสัมผัสด้วยตนเองแล้ว ลองมาไล่เลียงกันดูว่า ซองแดงแต่งผี แฝงประเด็นสังคมชวนขบคิดในเรื่องอะไรบ้าง เราขอชวนมาเปิดซองแดง เผยมุมมองทางความคิดแบบ ‘ไม่สปอยล์’ ความสนุกของหนังเรื่องนี้พร้อมกัน
ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)
Genre : Comedy
Director : ชยนพ บุญประกอบ
Producer : บรรจง ปิสัญธนะกูล
Actors : พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล, กฤษฏ์ อำนวยเดชกร, อรัชพร โภคินภากร, ปิยะมาศ โมนยะกุล, จาตุรงค์ พลบูรณ์, รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น, ญาณวุฒิ จรรยหาญ, ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม, เอนก อินทะจันทร์, ธนวัฒน์ เชี่ยวอร่าม ฯลฯ
ความยาว : 127 นาที
วัฒนธรรมการแต่งงานกับผีของจีน และความกดดันในการสร้างครอบครัว
‘การแต่งงานกับผี’ (Ghost Marriage หรือภาษาจีนใช้คำว่า หมิงฮุน) เป็นประเพณีโบราณนับพันปี ประเพณีนี้ยังมีอยู่ในไต้หวัน จีน และชุมชนชาวจีนบางส่วน หากลองวิเคราะห์กันให้ลึกอีกสักนิด จะพบว่าวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวจีนที่เราอาจเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว คือพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว อยากให้ลูกหลานแต่งงาน มีทายาทสืบสกุล เรียกว่าการได้แต่งงานและสร้างครอบครัวเป็นความสุขสูงสุดในชีวิตของพวกเขา

ประเพณีการแต่งงานกับผีมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชาง ประมาณ 1,600 – 1,046 ปีก่อนคริสต์ศักราช เชื่อกันว่าบุคคลที่ไม่แต่งงาน เมื่อจากโลกนี้ไป วิญญาณจะไม่ได้พบความสงบสุข จึงจัดงานแต่งงานให้กับคนที่ตายไปแล้ว ทั้งการแต่งงานระหว่างวิญญาณด้วยกันและการแต่งงานระหว่างคนยังมีชีวิตอยู่กับคนตาย การแต่งงานจึงเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงชีวิตหลังความตายที่มีความสุข ส่วนครอบครัวก็จะประสบความสำเร็จ เมื่อแต่งงานและตามด้วยการมีลูก มีทายาทสืบทอดวงศ์ตระกูล
ประเพณีการแต่งงานกับผีในไต้หวันน่าสนใจตรงที่จะมีการนำผมและเล็บของคนตายใส่ไว้ใน ‘ซองแดง’ หากมีใครมาหยิบซองแดงไป ก็ถือว่าคนคนนั้นจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับผี การแต่งงานมีได้ 2 รูปแบบ คือเจ้าบ่าวแต่งกับหญิงสาวที่ตายไปแล้ว หรือเจ้าสาวแต่งกับเจ้าบ่าวที่ตายไปแล้ว
และหากใครปฏิเสธการแต่งงานกับผี คนคนนั้นจะพบแต่โชคร้ายในชีวิต

การแต่งงานกับผีในภาพยนตร์ผูกเรื่องราวให้เป็นการแต่งงานระหว่างชายกับชาย เม่นและตี่ตี๋ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก อาม่า (รับบทโดย ปุ๊-ปิยะมาศ โมนยะกุล) ตัวแทนของผู้ใหญ่ที่มีความคิดแสนล้ำ ใจกว้าง เข้าอกเข้าใจคนรุ่นใหม่ เราจึงได้เห็นภาพประเพณีการแต่งงานกับผีซ้อนทับกับการแต่งงานของชายกับชาย ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำให้เรื่องราวมีความแปลกใหม่ น่าติดตาม ทั้งยังสะท้อนถึงการผสมผสานวิธีคิดแบบเก่า ความเชื่อเรื่องการแต่งงาน กับวิธีแบบใหม่ ในการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน
เมื่อมองกลับมาที่โลกความจริง ความกดดันที่มีต่อคนจีนรุ่นใหม่ในเรื่องการแต่งงานยังคงมีอยู่ อย่างที่เราเคยได้ยินตามข่าว โดยเฉพาะหญิงสาวชาวจีนที่ไม่แต่งงานจะต้องแบกรับแรงกดดัน ความคาดหวังจากครอบครัวว่าเธอจะต้องเป็นฝั่งเป็นฝาและมีทายาทสืบสกุล เช่นเดียวกับหนุ่มชาวจีน ประกอบกับสถานการณ์ตอนนี้ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทย ต่างเผชิญกับจำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) อย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดลดลง คนแต่งงานน้อยลง การแต่งงานและมีลูกจึงเป็นสิ่งที่หลายประเทศพยายามผลักดัน และอาจจะสร้างความเครียดให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่อยู่ไม่น้อยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมามองที่ภาพยนตร์ แม้ว่าอาม่าในเรื่องจะอยากให้หลานชายแต่งงานมีครอบครัว แต่การแต่งงานที่จัดแจงโดยอาม่าก็เกิดขึ้นตามความต้องการของหลานชาย เป็นการแต่งงานที่ตี่ตี๋มีโอกาสได้เลือกเจ้าบ่าวของตัวเอง
ความเป็นชาย VS ความหลากหลายทางเพศสภาพ
ความละเอียดอ่อนในประเด็นเรื่องเพศสภาพได้รับการถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจ ตัวละครอย่างเม่นถูกวางบทบาทให้เป็นชายหนุ่มที่มีความรู้เกี่ยวกับ LGBTQ+ น้อยมาก ในตอนต้นเราจะเห็นเขาละเลย เพิกเฉยการมีอยู่ เม่นคือผู้ชายธรรมดาที่ฝันอยากมีชีวิตครอบครัว อยากแต่งงานกับคนที่รัก โลกของเขาแทบจะไม่รู้จักกับความหลากหลายทางเพศสภาพ และในบางครั้งก็เผลอบูลลี่คนที่แตกต่างโดยไม่รู้ตัว
ตี่ตี๋เป็นเด็กหนุ่มหน้าหวานที่รู้ตัวเองว่าชอบเล่นตุ๊กตามาตั้งแต่ยังเด็ก แม้ครอบครัวของตี่ตี๋โดยเฉพาะ คุณพ่อ (รับบทโดย ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม) จะไม่ค่อยยอมรับในตัวตนของลูกชายมากนัก และต้องการให้ลูกเป็นชายแท้ตามแบบที่คาดหวัง แต่ตี่ตี๋ก็พยายามแสดงความเป็นตัวของตัวเอง โดยหวังว่าพ่อจะยอมรับในสักวัน ต่างจากอาม่าแอนด์เดอะแก๊ง กลุ่มผู้ใหญ่ใจดีที่คอยซัพพอร์ตหลานชายคนนี้ในทุกเรื่อง

ภาพยนตร์ ซองแดงแต่งผี ทำให้เราเห็นการปะทะกันของ 2 ชุดความคิด ทั้งความเป็นชายที่สังคมคาดหวัง อย่างเม่นที่ให้ภาพความเป็นชาย ความแข็งแรง แข็งแกร่ง พูดจาตรงไปตรงมา สื่อสารผ่านอาชีพตำรวจที่เขาใฝ่ฝัน ส่วนตี่ตี๋ที่ให้ภาพของความอ่อนโยน ความเข้าอกเข้าใจ และสีสันเสื้อผ้าที่สดใสยังสื่อถึงความเป็นหญิง
ภาพที่นำเสนอเกาะเกี่ยวไปกับเทรนด์ของชายหนุ่มที่มีความละมุนละไม เรียกกันว่า Feminine Males แสดงภาพของผู้ชายที่อ่อนโยน เปิดพื้นที่ให้กับเฉดความหลากหลายในความเป็นชายที่อาจไม่ค่อยได้เห็นภาพยนตร์เรื่องอื่น ภาพที่นำเสนอไม่ได้หวานเจี๊ยบหรือแข็งแกร่งจนเกินไป เป็นเฉดสีที่อ่อนโยน รวมไปถึงตัวละครก๊วนชายแท้ทั้งตำรวจและผู้ร้ายที่เข้ามาสร้างสีสัน นำทีมโดย จาตุรงค์ มกจ๊ก, รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น และ เอ็ดดี้-ญาณวุฒิ จรรยหาญ ต่างมาร่วมกันสร้างความสนุกและความเซอร์ไพรส์ที่ต้องไปติดตามชมในภาพยนตร์
รักษ์โลก ทาสน้องหมา และเรียกร้องความเท่าเทียม
ภาพยนตร์หลายเรื่องที่ประทับตราชาวสีรุ้งมักจะเน้นมุมมองเรื่องความรัก-ความสัมพันธ์ แต่ ซองแดงแต่งผี เพิ่มเติมมิติความเป็นมนุษย์ให้ตัวละครด้วยการเติมประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การเป็นชายหนุ่มผู้มีหัวใจอ่อนโยนต่อโลก รักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งรู้จักแยกขยะ ใช้สิ่งของอย่างรู้คุณค่า การเป็นคนรักสัตว์ของตี่ตี๋ที่ดูแลเจ้าหมาน้อย ‘ตอม่อ’ รวมถึงการที่เขามีบทบาทเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมให้กับกลุ่ม LGBTQ+
นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ให้กับภาพยนตร์ไทยในการนำเสนอภาพชายรักชายในมุมมองด้านสังคม เพราะโลกที่แวดล้อมตัวละครที่ภาพยนตร์สร้างขึ้นทำให้เห็นว่าตัวละครนั้น ๆ กำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมจริง ๆ ซึ่งสังคมที่ว่าไม่ได้ประกอบสร้างขึ้นด้วย ‘ความรัก’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังสนใจไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการมอบหมายภารกิจให้ตัวละครมีบทบาทขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น

อาม่าผู้น่ารัก และการให้เวลากับผู้สูงวัย
เราได้เห็นภูมิหลังและชีวิตครอบครัวของตี่ตี๋มากกว่าเม่น ภาพยนตร์ไม่ได้เล่าเรื่องราวครอบครัวของเม่นมากนัก รู้แต่เพียงว่าเขาใช้ชีวิตเป็นชายโสดอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ มีเพียงเพื่อนกับรุ่นพี่ที่เป็นตำรวจ หรือบางทีเม่นอาจจะเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว
ขณะที่ภาพยนตร์เผยภูมิหลังของตี่ตี๋อย่างละเอียด ตี่ตี๋อยู่กับอาม่าและพ่อ แม้ว่าความสัมพันธ์กับพ่อจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังมีฉากที่ครอบครัวรับประทานอาหารร่วมกันเสมอ มีฉากพูดคุยกัน ตี่ตี๋ให้ความสำคัญกับครอบครัว ให้เวลากับอาม่าและพ่อ เขาต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลอาม่า และอยากสร้างครอบครัวกับคนที่รัก

ความน่าสนใจอีกอย่างของเรื่อง คือตัวละครอย่าง ‘อาม่า’ ที่ไม่ได้นำเสนอภาพแบบ ‘มนุษย์ป้า’ แบบที่เราคุ้นเคย แต่เป็นอาม่าผู้ใจดี มีรอยยิ้มตลอดเวลา แข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่ว และคอยจัดการแก้ไขปัญหาให้หลานชายในแบบของตนเอง ภาพยนตร์นำเสนอภาพของผู้สูงวัยที่เข้มแข็ง เมื่อขบคิดกับประเด็นนี้น่าจะเชื่อมโยงถึงการสื่อความหมายโดยนัยถึงการสร้างสังคมผู้สูงวัยที่เข้มแข็ง ไม่เป็นภาระต่อลูกหลาน
การสร้างคุณค่าให้กับผู้สูงวัยจึงเป็นการเชื่อมต่อคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าสนใจ สร้างความเข้าใจที่มีต่อผู้สูงวัยมากยิ่งขึ้น ซึ่ง GDH เคยประสบความสำเร็จในการเล่าประเด็นนี้แล้วในภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า อาม่าของตี่ตี๋คือผู้สูงวัยที่ก้าวทันโลกและเปิดรับความหลากหลายทางความคิด ชอบออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ ที่สำคัญ อาม่าชอบดู ‘ซีรีส์วาย’ รวมถึงก๊วนเพื่อนของอาม่าที่คอยสร้างสีสันให้กับเรื่อง ดูแล้วต้องยิ้มตามและอยากกลับไปดูแลอาม่าที่บ้านบ้าง
กลุ่มคนธรรมดาผู้โหยหาความรักและการยอมรับจากสังคม
ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกอย่างใน ซองแดงแต่งผี คือตัวละครในเรื่องล้วนเป็นกลุ่มคนธรรมดา หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนชายขอบของสังคม ชีวิตของพวกเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นกลุ่มตัวละครที่มีความหลากหลาย ทั้งเพศสภาพ ช่วงอายุ และภูมิหลัง
แน่นอนว่าเม่นต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้เป็นตำรวจอย่างที่ฝัน ส่วนตี่ตี๋ แม้ชีวิตจะไม่ได้ยากลำบากนัก แต่เขาก็ยังโหยหาการยอมรับจากพ่อและได้เป็นคนรักของใครสักคน ซึ่งภาพนั้นของทั้งคู่ยังคงไม่สมบูรณ์

รวมไปถึงตัวละครอย่าง เจ๊ก๊อย (รับบทโดย ก้อย-อรัชพร โภคินภากร) รุ่นพี่ตำรวจหญิงที่ต้องกวดขันตัวเองอย่างหนัก พยายามแสดงฝีมือเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นและมีสถานะเท่าเทียมกับตำรวจชาย เจ๊ก๊อยเป็นตัวละครผู้หญิงคนเดียวในเรื่องที่สะท้อนบทบาทการเป็นผู้หญิงในสังคมไทย แม้จะสวย เก่ง หรือฮอตขนาดไหน ในบทบาทการทำงาน เธอก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับเทียบเท่าผู้ชาย
เรียกได้ว่าตัวละครในเรื่องนี้ทำให้เราทั้งเอาใจช่วย หลงรัก และคอยส่งกำลังใจให้พวกเขาไล่เดินตามความฝัน เพราะการต่อสู้ของคนธรรมดาต้องใช้แรง พลังใจ และพลังกายมากกว่าคนที่มีต้นทุนในสังคม บ่งบอกเป็นนัยถึงความแตกต่างทางสถานะ ชนชั้นทางสังคม และเพศสภาพ ภาพยนตร์ทำให้พวกเขาได้รับการมองเห็น รับรู้การมีอยู่ และทำให้เราตระหนักถึงกลุ่มคนที่หลากหลายในสังคมมากยิ่งขึ้น
ซองแดง สัญญาณเตือนในการใช้ชีวิต อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างงดงาม
สัญลักษณ์ของ ‘ซองแดง’ ตามความเชื่อของชาวจีน หมายถึง ความมั่งคั่ง การเฉลิมฉลอง ความปีติยินดี หรือเป็นการให้พรให้ประสบความสำเร็จ คนนิยมให้ซองแดงกันในเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีน
ทว่าในเรื่อง ซองแดงแต่งผี ซองแดงกลายเป็นสัญญะที่สื่อความหมายถึง ‘คุณค่าของการมีชีวิต’ และอาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยเช่นกัน (คล้ายกับการคำว่า Red Flag ของทางฝั่งตะวันตก ที่หมายถึงสัญญาณอันตราย)
ซองแดงในภาพยนตร์อาจจะสื่อถึงความตาย การจากไป ซึ่งเป็นเหรียญอีกด้านของการมีชีวิตอยู่ ซองแดงที่เม่นได้รับและการได้พบตี่ตี๋ เป็นสัญญาณเตือน (Red Flag) ที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองให้ดีขึ้น

ซองแดงหรือสีแดงที่ใช้มีความหมายทั้งการมีชีวิตอยู่และการจากไป ในเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวรับมือ เราไม่รู้ว่าหรอกว่าจะจากโลกนี้ไปวันใด จงใช้ชีวิตให้มีคุณค่า มองเห็นความงดงามของมนุษย์ มองเห็นความงดงามของชีวิต แม้จะยากลำบาก แต่การได้มีชีวิตอยู่ในวันที่แสนธรรมดาก็มีความหมาย
ฉากที่เม่นได้กินของอร่อยอย่าง ‘ผัดไทย’ แล้วเยาะเย้ยตี่ตี๋ว่า คนตายไปแล้วกินไม่ได้ หรือการที่ตี่ตี๋ ได้นั่งกินข้าวกับครอบครัวพร้อมหน้า การใช้ชีวิตที่ธรรมดาสามัญของตัวละครอาจทำให้ผู้ชมเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย แม้ว่าจะเผชิญกับความทุกข์ เสียใจ ผิดหวัง แต่การได้เริ่มต้นใหม่ใช้ชีวิตในทุกวัน ก็เป็นโมงยามที่งดงามและมีคุณค่า

ทุกขณะของชีวิตคือการเตรียมตัวตายเสมอ ความตายที่งดงามคือการจากไปอย่างไม่มีห่วง ไม่กังวล ไม่มีอะไรค้างคาใจ สิ่งที่เม่นทำให้ตี่ตี๋ได้ คือการปลดปล่อยใจเขาออกจากความทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากครอบครัว และทุกข์ที่เกิดจากคนรัก นี่เป็นสิ่งงดงามที่มนุษย์จะทำให้กันได้
บิวกิ้น-พีพี โปรเจกต์นี้เสิร์ฟความน่ารัก
ต้องยอมรับว่าแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้ชมเรื่อง ซองแดงแต่งผี ต้องยกให้ บิวกิ้น-พีพี ที่มีฐานแฟนคลับมากมายและเหนียวแน่น อีกทั้งการเติบโตและพัฒนาการทางการแสดงของพวกเขาที่มีอย่างเต็มเปี่ยม
บิวกิ้นเปลี่ยนภาพจำจาก อาเอ็ม ใน หลานม่า จนเราเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาคือเม่น รวมถึงทักษะทางการแสดงในเรื่องที่หวือหวาและแอบเซ็กซี่เบา ๆ จนแฟนคลับส่งเสียงเชียร์เวลาดูหนังราวกับว่าเขาอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต ขณะที่พีพีก็แสดงออกมาได้น่ารัก น่าหยิก สมกับที่เป็นตี่ตี๋ ผีเกย์ขี้เหงาและขี้เล่น บอกเลยว่าเคมีของทั้งสองนั้นไม่ธรรมดา ต้องมีแอบจิกหมอนกันแน่นอน

ซองแดงแต่งผี รีเมกมาจากภาพยนตร์ไต้หวัน ได้รับการนำเสนอใหม่ เจือปนกลิ่นอายหนังตลกแบบไทย มุกตลกที่สร้างสรรค์ไม่ซ้ำใคร กลายเป็นความครบเครื่อง สนุก เฮฮา ที่โกอินเตอร์ได้ หลายคนอาจจะบอกว่านี่เป็นหนังที่ดูเพลิน ดูง่าย แต่สำหรับเรา ซองแดงแต่งผี มีอะไรให้วิเคราะห์ ขบคิด และเรียนรู้มากมาย เสริมด้วยทีมนักแสดงรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ที่เราคิดถึง อีกทั้งการปรากฏตัวของนักแสดงรับเชิญพิเศษแถวหน้าของวงการอีกหลายคน และร่องรอย Easter Eggs ซึ่งเชื่อมโยงกับหนังดังเรื่องอื่น ๆ ของ GDH ทำให้เราอมยิ้ม

ที่สำคัญ ภาพยนตร์เรื่องนี้คือสัญญาณเตือนว่า เราต้องโอบกอดคุณค่าของตนเองและใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในทุกวัน
แล้วตามไปเปิด ‘ซองแดง’ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานครบรสพร้อมกัน วันที่ 20 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์
