11 มีนาคม 2025
2 K

เรามักเจอคำถามว่า ‘อะไรคือความเป็นไทย’

ลายผ้าถุงไทยจากหลังบ้านดูคลับคล้ายกับลวดลายที่โมร็อกโกเสียอย่างนั้น หรือทำไมงานจักสานของชุมชนเล็ก ๆ ในไทยถึงไปละม้ายคล้ายคลคงกับงานคราฟต์จากอีกฟากโลก

นี่คือสิ่งที่ พีท-ธีรพจน์ ธีโรภาส ค้นหาคำตอบอยู่หลายปี เดินทางไปหลายประเทศ สั่งสมประสบการณ์จนบอกกับเราได้ว่า ความเป็นไทยไม่มีเส้นแบ่ง และแท้จริงแล้วงานคราฟต์นั้นไร้พรมแดนมากกว่าที่คิด

จากจุดเปลี่ยนนี้เอง ก่อให้เกิด Kitt.Ta.Khon’ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบงานหัตถกรรมมาเล่าใหม่ด้วยภาษางานออกแบบร่วมสมัย กลิ่นอายสนุกสนาน และสื่อถึงความเป็นมนุษย์ของงานทำมือ

เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน คุณจะพบกับเฟอร์นิเจอร์ที่มีบุคลิกหลากหลาย บางชิ้นจัดจ้านและขี้เล่น บางชิ้นเรียบง่ายแต่น่าหลงใหล ชวนให้คิดว่าอะไรคือแรงบันดาลใจของงานเหล่านี้

มาทำความรู้จักที่มาของ Kitt.Ta.Khon พร้อมกับตัวแทนของยุคสมัยแต่ละชิ้นกันเลย! 

สาน-สัมพันธ์กับชุมชน

พีทสนใจงานหัตถกรรมชุมชนตั้งแต่เขายังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในครั้งนั้นเด็กกรุงเทพฯ แบบเขาได้ไปสัมผัสการทำงานกับชุมชนที่จังหวัดอ่างทอง กินอยู่กับป้า ๆ แม่ ๆ ที่ชวนเขาสานไม้ไผ่อย่างเป็นกันเอง

“งานหัตถกรรมชุมชนไม่ใช้แค่สิ่งของ แต่พูดถึงบริบทของชีวิต” เราสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นเล็ก ๆ ยามที่ได้ระลึกจุดเริ่มต้นของเขา ใครจะรู้ว่าเด็กชายที่ป้า ๆ แม่ ๆ คอยสอนด้วยความเอ็นดู วันหนึ่งจะกลายเป็น Designer of the Year ระดับประเทศได้

พีทปักใจรักในงานชุมชน กระทั่งธีสิสก่อนเรียนจบของเขาก็เป็นหัวข้อเกี่ยวกับเสื่อกกของชุมชนจันทบูร เป็นผลงานที่ทักทอไม้ไผ่เข้ากับกก และเป็นใบเบิกทางให้เขาได้ทำงานกับสตูดิโอออกแบบที่อินเรื่องหัตถกรรมไทยเหมือนกัน อย่างแบรนด์อโยธยา (Ayodhaya) และแบรนด์โยธกา (YOTHAKA) ร่วมงานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ข้ามน้ำข้ามทะเลพางานหัตถกรรมไทยเปิดตลาดในต่างประเทศกับโครงการ T-STYLE : ISAAN OBJECT

เมื่อใช้ชีวิตเป็นคนทำงานไปสักพัก พีทก็อยากกลับไปเป็นนักเรียน อยากมองเห็นโลกกว้างขึ้น แต่ก็ไม่อยากเรียนต่อด้านการออกแบบเสียทีเดียว จากว่าที่นักศึกษาปริญญาโท จึงกลายเป็น นักศึกษา-จากประสบการณ์ชีวิต

พีทออกเดินทางเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจผ่านโครงการศิลปินพำนัก หรือ Artist Residency และทดลองใช้ชีวิตในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโมร็อกโก อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น

“เราไปโมร็อกโกเพราะมีอาจารย์บอกว่าสีเราสนุกเหมือนโมร็อกโก” พีทเกริ่นถึงหมุดหมายแรก เขาสนใจใคร่รู้ว่าทำไมงานคนไทยแบบเขาถึงได้มีกลิ่นอายแบบโมร็อกโกอย่างที่อาจารย์บอก ในแต่ละประเทศที่พีทไปใช้ชีวิต เขาก็ได้รับวัตถุดิบตั้งต้นที่แตกต่างกัน สีสันจากโมร็อกโก ความดิบจากอินโดนีเซีย รสนิยมจากฝรั่งเศส ความเนี้ยบจากญี่ปุ่น

นอกจากสไตล์ที่ได้จากแต่ละแห่งแล้ว พีทบอกกับเราว่า เขายังได้เรียนรู้การเข้าหาชุมชนในรูปแบบที่แตกต่างกันอีกด้วย 

รวบรวมวัตถุดิบพร้อม เครื่องปรุงครบ เริ่มปรุงกันได้ 

นี่จึงเป็นปฐมบทของแบรนด์ Kitt.Ta.Khon (ฆิด-ตา-โขน)

ฆิด-ตา-โขน

ทำไมต้อง Kitt.Ta.Khon – พอเห็นชื่อแบรนด์แล้วเราเผลอขมวดคิ้วไม่ได้

นี่เป็นทั้งความจำเป็นที่ต้องถามและความสงสัยส่วนตัวว่า ทำไมพีทถึงตั้งชื่อแบรนด์แบบนี้

“Kitt.Ta.Khon อ่านว่า ฆิด-ตา-โขน” พีทให้คำตอบ เขานิ่งไปสักพักก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จริง ๆ ไม่อยากเล่าที่มาของชื่อ แต่เล่าก็ได้” แบบนี้ยิ่งน่าสนุก เรารอให้เขาพูดต่อทันที

“Kitt.Ta.Khon มาจาก Kitsch Design แปลว่างานออกแบบสนุก ๆ มารวมกับคำว่า ผีตาโขน เราเห็นว่าผีตาโขนเป็นการผสมผสานของเท็กซ์เจอร์ สีสัน ความสนุกสนาน แต่จริง ๆ เราอยากสื่อถึงเสียงที่คนฟังไม่รู้ว่ามาจากประเทศไหน อยากให้คนมาดูแล้วก็แบบ เอ๊ะ มาจากไหน”

ถือว่าพีทประสบความสำเร็จกับชื่อแบรนด์ของเขาแล้ว เพราะเรา เอ๊ะ กับ Kitt.Ta.Khon จริง ๆ

ความเป็นไทยในนิยามของพีทนั้นไม่มีเส้นแบ่ง เขาสนใจเพียงอยากอนุรักษ์ของดีชุมชนไว้ การจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องหยิบมันออกมาเล่า มาใช้ทำงานให้มันมีชีวิต และเมื่องานคราฟต์มีความเชื่อมโยงกันทั้งโลก Kitt.Ta.Khon จึงวางตัวเองเป็น Melting Pot ของวัฒนธรรมทั่วโลก

ถือว่า Kitt.Ta.Khon เองก็ได้รับการยอมรับในระดับประเทศเหมือนกัน เพราะหลังจากทำแบรนด์มาประมาณ 2 – 3 ปี เขาก็ได้รับรางวัล Designer of the Year 2023 สาขา Furniture Design

แม้รางวัลนี้จะเป็นทั้งแรงผลักดันและแรงกดดันที่ทำให้นักออกแบบรุ่นใหม่อย่างเขาเป็นที่จับตามอง แต่พีทเองก็ก็ดีใจ เพราะมันทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง และกล้าที่จะขยายแบรนด์ Kitt.Ta.Khon มากขึ้น

เราคงเคยเรียนเกี่ยวกับศิลปะยุคต่าง ๆ มาแล้ว สำหรับ Kitt.Ta.Khon เองก็มีการแบ่งยุคกับเขาด้วย โดยแต่ละยุคสื่อถึงตัวตนที่แตกต่างกันไปต่างกาลเวลา เราขออาสาพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปชมงานที่สื่อถึงแต่ละยุคของ Kitt.Ta.Khon พร้อมกัน

ยุคแรก : รจนา

“รวมคราฟต์หลายที่ สนุกสนาน แต่สื่อสารจริงจัง”

‘รจนา’ เป็นเก้าอี้ที่ดูแปลกตาด้วยการปล่อยปลายลายสานด้านข้าง และมีลวดลายที่ดูหลากหลายแม้จะเป็นโทนขาวดำ นี่เป็นเก้าอี้ตัวแรกของ Kitt.Ta.Khon ที่พีทรวบรวมวัตถุสิ่งทอทั่วโลกมาจัดองค์ประกอบใหม่ แล้วให้คนตั้งคำถามว่า ‘มันมาจากไหนนะ’

“มีทั้งลายผ้าถุงที่จริง ๆ ก็แฝงอยู่ในหลาย ๆ แห่งทั่วโลก เพราะงานคราฟต์มันส่งต่อกัน อยู่ที่เครื่องมือในการสร้าง ลายสานจึงมีความคล้ายกันได้ ข้างหลังเก้าอี้เป็นลายข้าวหลามตัดที่มีความเป็นจีน ที่นั่งมีลายก้นกระติ๊บ แล้วเราก็ตั้งใจปล่อยปลายลายสาน เพราะอยากสื่อสารความเป็นมนุษย์และความสนุกสนาน”

นอกจากนี้ ทรงเก้าอี้ก็มาจากเก้าอี้คนงานที่พวกเขานั่งสานในชีวิตประจำวันนั่นเอง

เพราะงานคราฟต์เป็นงานที่ทำด้วยฝีมือมนุษย์ การมีจุดที่ไม่เหมือนกันในผลงานแต่ละชิ้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นจุดเด่นของงานคราฟต์ด้วย เพราะเก้าอี้แต่ละตัวก็จะไม่เหมือนกัน

“บางทีมีคนมาที่โรงงานบอกให้สานเก้าอี้ให้เท่ากันหมดร้อยตัว แบบนี้มันไม่ใช่คน” พีทตบท้าย

ยุคสอง : ชิโน่

“ผสมผสานวัฒนธรรม ชิ้นใหญ่ เข้าใจง่าย”

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แบรนด์ Kitt.Ta.Khon ต้องเน้นกลุ่มเป้าหมายในไทย ต้องสื่อเรื่องราวของเฟอร์นิเจอร์ให้คนไทยเข้าใจง่าย จาก ‘รจนา’ เก้าอี้ที่ต้องอธิบายแนวคิด 5 นาทีกว่าจะเข้าใจ มาสู่ ‘ชิโน่’ โต๊ะที่เล่าให้ผู้ฟังย่อยได้ภายใน 1 นาที

ชื่อ ‘ชิโน่’ มาจากชิโน-โปรตุกีส ซึ่งโต๊ะตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชั้นวางของแบบจีนโบราณ มีภาษาที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับตัวเองได้ง่ายขึ้น นอกจากกลิ่นอายความเป็นจีนแล้ว ยังมีสีขาวดำจากแอฟริกา ลวดลายเหมือนโมร็อกโก

พีทเล่าเพิ่มเติมว่า เก้าอี้ที่เกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันคือ ‘ซักผ้า’ เป็นเก้าอี้หน้ากลม ๆ ที่เรากำลังนั่งสัมภาษณ์กันอยู่นั่นเอง

“น้องซักผ้าขายดีมาก เพราะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ราคาถูกที่สุดของแบรนด์ พี่ชิโน่ก็พาน้องซักผ้าให้ขายออนไลน์ได้ง่าย เรียกได้ว่ารอดจากโควิดเพราะน้องซักผ้าเลย” พีทกล่าวยิ้ม ๆ

ยุคสาม : โบอาโบอา

“เห็นแค่สีก็สนุกทันที”

“แต่ก่อนเราไม่มั่นใจเรื่องการใช้สี แต่ตอนนั้นอยากท้าทายตัวเองเรื่องการทำสี ทำสีอย่างไรให้หลุดจากความเป็นเราเองในสมัยก่อน เมื่อเริ่มมีความสุขกับการออกแบบมากขึ้น เริ่มมีอิสระในการคิดมากขึ้น เลยกลับมาใช้สีสันที่เป็นตัวเราจริง ๆ”

‘โบอาโบอา’ ดูผิวเผินอาจเป็นเก้าอี้ไม่ได้หวือหวามาก ออกแบบใหม่จากเก้าอี้หวายดัด Thonet Chair ทว่าประกอบด้วยสีมากกว่า 10 สี

พีทอธิบายกับเราเพิ่มเติมว่า ในช่วงเปิดแบรนด์ใหม่ ๆ เขาทำแต่เฟอร์นิเจอร์สีขาวดำเพราะคลาสสิก แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะต้นทุนด้วย ทว่าพอเขาเริ่มอยู่ตัวและสนุกกับการออกแบบ โบอาโบอาจึงเป็นผลผลิตของ Kitt.Ta.Khon ที่กลับมาเผยตัวตนของตัวเองที่เริ่มมีความสนุกและสดใสมากขึ้น

“โบอาโบอา เป็นเก้าอี้ที่เข้าใจง่าย คนเห็นแล้วชอบเลย” พีทสรุป

ยุคสี่ : รวม + มิตรกับชุมชน

“หยิบงานชุมชนมาเล่าด้วยภาษาของเรา เพราะ Craft is Sexy”

หลังจากพีทเปิด Flagship Store ของ Kitt.Ta.Khon ที่เจริญกรุง เขารู้สึกว่าแบรนด์แข็งแรงพอที่จะพาคนอื่นมาอยู่ด้วยและก้าวไปพร้อมกันได้ แรงใจในการทำงานกับชุมชนจึงกลับมาอีกครั้ง

“วิธีการทำงานเราไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ก่อนเราทำตัวเป็นนักออกแบบ พี่ไปทำแบบนี้สิ เปลี่ยนรูปทรง เปลี่ยนแบบให้สวยขึ้น เพื่อให้ขายได้ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ทำแบบนั้น เราพยายามเข้าใจเขามากขึ้น” พีทกล่าวถึงแนวคิดการทำงานชุมชนของเขาที่เปลี่ยนไป

ไม่ ‘ช่วย’ ชุมชน แต่เป็นการ ‘ทำงาน’ ไปด้วยกัน

“เราทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์มากขึ้น ไม่ได้เป็นนักออกแบบอย่างเดียว เรานำงานของชุมชนที่เป็นตัวตนของเขาจริง ๆ ผสมกับภาษาของ Kitt.Ta.Khon”

งานคราฟต์จากชุมชนจึงมีเรื่องวิถีชีวิตเข้ามามากขึ้น เข้าถึงคนในบริบทที่กว้างขึ้น ผ่านข้าวของที่หลากหลายเต็มชั้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋ากระติ๊บจากยายฝีมือดี กระเป๋ากระป๋องจากคนไร้บ้าน พวงกุญแจหุ่นยนต์จากพี่ช่างไฟ

ความเซ็กซี่ของงานคราฟต์ คือของไม่ซ้ำกันเลย ยุคสี่ของ Kitt.Ta.Khon จึงมาพร้อมแคมเปญ Craft is Sexy

ยุคห้า : Lunch Set

“เชื่อมโอกาส ร่วมงานกับเพื่อนนักออกแบบ”

ผลักดันแบรนด์ของตัวเองก็แล้ว ทำงานกับชุมชนก็แล้ว พีทหันมองคนรอบตัวของเขาด้วยมุมมองที่ต่างออกไป โดยครั้งนี้เขามองหาเพื่อนนักออกแบบมาทำงานด้วยกัน

พีทได้เจอกับรุ่นน้องเจ้าของแบรนด์ Suchai Studio ด้วยความที่มีจุดร่วมกันคือเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ที่ต้องดูแลโรงงานต่อ ทั้งคู่จึงเข้ากันได้ดี รุ่นพี่อย่างพีทชวนให้รุ่นน้องตั้งหลักได้ง่ายขึ้น โดยชวนมาพัฒนางานออกแบบชื่อ Dialogues of Forms ซึ่งจัดแสดงใน Bangkok Design Week 2025 ที่ผ่านมาด้วย

“งานอะลูมิเนียมที่คนส่วนใหญ่มองว่าราคาถูก เรานำมาเล่าเรื่องใหม่เพื่อสร้างมูลค่ากัน” พีทเอ่ยถึงจุดตั้งต้นของโครงการ แล้วพาเราเดินชมผลงานที่เรียงรายอยู่เต็มชั้น 3 ของ Flagship Store

“ปกติโรงงานอะลูมิเนียมจะผลิตกาน้ำ ขัน พาน แต่ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันมันหายไปแล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้งานอะลูมิเนียมกลับมาสู่ชีวิตประจำวันได้ ทำให้ผู้คนมองเห็นมูลค่ามากขึ้น”

โต๊ะที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องประกอบด้วยโถข้าว กาน้ำ และพานอะลูมิเนียมที่ถูกบีบอัด ดูคุ้นตาแต่ก็แปลกใหม่ นี่คือความตั้งใจของพีทที่นำเสนองานอะลูมิเนียมในรูปแบบของความร่วมสมัยที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับยกระดับให้ของเหล่านี้มีมูลค่ามากขึ้นในฐานะงานคราฟต์

ยุคต่อไป

“ยุคต่อไปยังไม่รู้ครับว่าจะรอดไหม” พีทหัวเราะ

เขาทิ้งท้ายกับเราว่า เขาตั้งใจทำแบรนด์ให้แข็งแรงขึ้นเพื่อก้าวสู่ตลาดโลก ทั้ง 5 ยุคที่ผ่านมาของเขาเหมือนเป็นเพียงประตูแรกสำหรับ Kitt.Ta.Khon ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอนักออกแบบคนนี้อยู่ ใครอยากชมเฟอร์นิเจอร์ของจริงก็แวะไปทักทายพีทได้ที่ Kitt.Ta.Khon Flagship Store นะ

Kitt.Ta.Khon Flagship Store

Writer

สุวพร เลี้ยงผาสุข

สถาปนิกตัวน้อย นักวาด นัก(อยาก)เขียน ผู้สนใจภูมินิเวศ ชุมชนนักสร้างสรรค์ มีสารพัดของกุ๊กกิ๊กและงานวาดโทนอบอุ่นในนาม Po.loid

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง