ในห้วงน้ำอันมืดสนิทกลางทะเลห่างจากเกาะสิมิลันออกไปในราว 14 ไมล์ทะเล ผมลอยตัวอยู่กลางห้วงน้ำ กลางทะเลที่มืดมิดในคืนเดือนมืดกับเพื่อน ๆ นักดำน้ำอีก 7 – 8 คน มองไปรอบตัวเห็นแสงไฟฉายของเพื่อนส่องสว่างอยู่รอบดวงไฟที่เราใช้เป็นทุ่นนำสายตา
การดำน้ำแบบที่เรียกว่า Blackwater Night Dive เป็นการลงดำน้ำในตอนกลางคืนในทะเลเปิดอันเวิ้งว้าง มองไม่เห็นพื้นเบื้องล่างในห้วงมหาสมุทร โดยใช้ดวงไฟและทุ่นที่ผูกไว้เป็นระยะ ๆ ตามความลึก เพื่อล่อให้ปลาวัยอ่อนซึ่งยังอยู่ในช่วงชีวิตที่ยังคงเป็นแพลงก์ตอนล่องลอยอยู่ในกระแสน้ำที่จะอพยพขึ้นมาจากความลึกในยามค่ำคืน หรือเรียกว่า Vertical Migration ในปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นการอพยพของสัตว์ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก เริ่มต้นในช่วงเวลาค่ำคืนที่จะขึ้นมาหากินแพลงก์ตอนที่มีขนาดเล็กกว่าในบริเวณใกล้ผิวน้ำ ก่อนจะกลับลงไปในห้วงน้ำลึกในช่วงเช้า
แสงไฟกลางทะเลในยามค่ำคืนดึงดูดให้แพลงก์ตอนเข้ามารวมตัวกัน ทั้งแพลงก์ตอนขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น หรือแพลงก์ตอนบางชนิดที่เป็นลูกปลาวัยอ่อนไปจนถึงวัยรุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่าและว่ายน้ำได้แล้วเข้ามารวมตัวกัน บางครั้งจะมีฝูงปลาเข้ามารายล้อมเพื่อดักจับกินแพลงก์ตอนจำนวนมากมายเหล่านั้นเป็นอาหาร หมึกน้ำลึกหรือแม้แต่ปลาที่มีขนาดใหญ่กว่า แม้กระทั่งปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างฉลามวาฬหรือกระเบนราหู ก็อาจจะเข้ามาร่วมในงานเลี้ยงฉลองในยามค่ำคืนนี้เช่นกัน

มนุษย์เราเรียนรู้มาตั้งแต่โบราณว่า ถ้าหากเอาแสงไฟไปล่อ ฝูงปลาหรือหมึกก็จะมารวมตัวกันในค่ำคืนที่มืดสนิท ในอดีตตั้งแต่ในยุคสมัยที่เรายังคงใช้ตะเกียงเจ้าพายุแขวนไว้ข้างเรือเพื่อล่อหมึก จนมาถึงในยุคสมัยต่อมาที่เริ่มใช้ไดนาโมไฟฟ้ามาปั่นไฟในเรือ และใช้ไฟสปอตไลต์ดวงโตนับสิบดวงที่สว่างไสวราวกับกลางวันฉายแสงส่องลงไปใต้ผินน้ำ เพื่อจับปลาหรือหมึกให้ได้จำนวนมากขึ้น จากคำว่าไดนาโมปั่นไฟมาล่อหมึกก็กร่อนคำให้สั้นลงจนเหลือแค่คำว่า ‘ไดหมึก’ ในภาษาชาวบ้านนั่นเอง
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าปลาที่เราเห็นแหวกว่ายอยู่เป็นฝูงหรือตามแนวปะการังนั้นมาจากที่ไหน

ปลาและสัตว์ทะเลส่วนใหญ่เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นแพลงก์ตอนที่ล่องลอยไปในมหาสมุทร
สัตว์ทะเลที่เคลื่อนที่ไม่ได้อย่างเช่นปะการังจะปล่อยไข่และเชื้อออกมาผสมกันในกระแสน้ำในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนปลานั้น หลาย ๆ ชนิดใช้วิธีรวมฝูงขนาดใหญ่ เรียกว่า Spawning Aggregation มารวมตัวกันแล้วจับคู่ปล่อยไข่กับเชื้อให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ (ยกเว้นปลาในกลุ่มปลากระดูกอ่อนอย่างฉลามกับปลากระเบนที่มีไข่อยู่ในตัว คลอดลูกออกมาครั้งละ 5 – 6 ตัว หรือปลาบางชนิดเช่นปลาอมไข่ที่จะอมไข่ไว้ในปากก่อนฟัก (Hatch) และพ่นออกมาจากปาก

ไข่เหล่านี้จะล่องลอยกลายเป็นแพลงก์ตอนในกระแสน้ำ บางส่วนถูกจับกินเป็นอาหาร บางส่วนก็หลุดรอดออกมามีชีวิต เติบโตกลายเป็นลูกปลาวัยอ่อน ก่อนที่จะเริ่มกลับเข้ามาใกล้ชายฝั่งหรือใกล้แนวปะการังอีกครั้งในช่วงวัยรุ่น พวกมันไม่ได้ล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรไปทั้งชีวิต เมื่อเติบโตก็จะกลับมาจับคู่และสืบทอดเผ่าพันธุ์เป็นวงจรไปอย่างนี้มาเนิ่นนาน

ปลาและสัตว์ทะเลเป็นทรัพยากรขนาดใหญ่ที่ขยายพันธุ์ได้เร็ว และมีการทดแทนของประชากรได้ดีกว่าสัตว์บกประเภทอื่น ๆ ถ้าหากวางแผนการประมงที่ยั่งยืน
ช่วง พ.ศ. 2525 – 2526 เป็นต้นมา หลังจากที่เริ่มมีการทำประมงเพื่อล้อมจับปลากะตักสำหรับใช้ทำน้ำปลาและการแปรรูป โดยใช้ไฟล่อและใช้อวนล้อมจับในเวลากลางคืนเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้ท้องทะเลอ่าวไทยกลายเป็นทะเลร้างจากจำนวนปลาที่ลดลง
เนื่องจากการใช้ไฟล้อมจับปลากะตักในเวลากลางคืนจะสูญเสียสัตว์น้ำซึ่งไม่ได้เป็นที่ต้องการ (Trash Fish) แล้วนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หากพิจารณาให้ดี หากปลาเหล่านี้เติบโตขึ้นมันอาจจะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น ปลาอินทรี ปลาทู หรือปลาบางชนิด หรืออย่างน้อยพวกมันก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศท้องทะเล อย่างเช่น ในแนวปะการัง


พ.ศ. 2534 ในที่สุดก็มีประกาศจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีขนาดช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ทำการประมงในเวลากลางคืนในทะเลท้องที่จังหวัดชายทะเลทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการทำลายสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตไม่ได้ขนาดให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เป็นบรรทัดฐานในการประมงไทยมาเนิิ่นนานกว่า 33 ปี
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีการผ่านกฎหมายแก้ไขพระราชกำหนดประมง มาตรา 69 โดยปราศจากเสียงคัดค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดช่องให้ทำการล้อมจับสัตว์น้ำด้วยอวนตาถี่ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรยาวนับกิโลเมตรได้ ในพื้นที่นอกชายฝั่งออกไป 12 ไมล์ทะเล โดยระบุไว้สั้น ๆ ว่า ให้อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือปัจจุบันมีเรือจับปลากะตักที่จดทะเบียนไว้เพียง 175 ลำในประเทศไทย ขณะที่เรือประมงพื้นบ้านที่หากินทั่วชายฝั่งนั้นมีจำนวนถึง 50,000 ลำ การออกกฎหมายฉบับนี้จึงไม่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง และอาจสร้างผลเสียต่อท้องทะเลไทยในระยะยาว ซึ่งขัดต่อหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ข้อที่ 14 ขององค์การสหประชาชาติ เรื่องการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรอย่างยั่งยืน (Life Below Water) ซึ่งอาจทำให้การประมงในบ้านเรากลับไปสู่ใบเหลืองของ EU อีกครั้งหนึ่ง

ทุกวันนี้การล้อมจับปลากะตักด้วยอวนตาถี่ที่มีช่องตาอวนขนาดเล็กทำได้ในเวลากลางวัน เพราะในเวลากลางวันมีอัตราการสูญเสียของปลาที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือลูกปลาวัยอ่อนชนิดอื่น ๆ ต่ำเพียง 7% เพียงเท่านั้น แต่จำนวนอาจจะพุ่งขึ้นสูงไปถึง 30 – 40% จากการใช้ไฟล่อและการช้อน ตัก ครอบ ในเวลากลางคืน จากเครื่องมือประมงขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าขนาดของเรือที่อนุโลมให้ทำได้ แต่ห้ามใช้อวนตาถี่ที่มีความยาวหลายร้อยเมตรไปจนถึงนับกิโลเมตรในการล้อมจับตอนกลางคืนอย่างเด็ดขาด
แต่ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไป ด้วยการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในพระราชกำหนดประมงในมาตราที่ 69 นี้
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองหรือความขัดแย้งระหว่างประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่หรือประมงพื้นบ้านเพียงแค่นั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรที่ควรจะเป็นของคนไทยทุกคนหรือแม้แต่ของคนทุกคนบนโลก
ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การลงคะแนนเสียงเข้าไปเลือกผู้แทนเข้าไปใช้สิทธิใช้เสียงในสภาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการที่รัฐจะเข้ามาจัดการการใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นสมบัติร่วมกันคนในชาติให้กับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

