ลองจินตนาการว่าเราเดินไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่แทนที่เราจะสั่งว่าข้าวสวย 1 จาน เราก็อาจเปิดเมนูเลือกได้ว่าจะกินข้าวพันธุ์ไหน… ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวไร่ดอกข่า ข้าวปะกาอำปึล ข้าวเหนียวลืมผัว หรือข้าวดอหวิดหนี้ หากเลือกไม่ถูก พนักงานก็อาจแนะนำว่าอาหารแบบนี้กินคู่กับข้าวอะไรจึงอร่อย หรือถ้าจะกินฟักทอง ก็อาจเลือกได้ว่าอยากลองชิมฟักทองพันธุ์ไข่เน่า ฟักทองพันธุ์ตีนช้าง หรือฟักทองโบราณ
นี่คือคุณค่าของคำว่า ‘ความหลากหลายทางพันธุกรรม’ ที่ไม่เพียงนำมาสู่ความเพลิดเพลินทางการกิน แต่ยังนำมาสู่ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสุขภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงเป็นหลักประกันความอยู่รอดของเกษตรกรในยุคโลกเดือดด้วย
เนื่องในโอกาสที่ The Cloud กำลังจะจัดเทศกาล Thailand Rice Fest 2024 ในวันที่ 12 – 15 ธันวาคมนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนมาคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของไทย ผู้ตระเวนไปทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้เพื่อทำงานกับเกษตรกรมาตลอด 40 กว่าปี ด้วยความหวังที่จะเห็นเกษตรกรของไทยเข้มแข็ง ความมั่นคงในชีวิต พึ่งพาตนเองได้ พร้อมผลิตอาหารปลอดภัยที่เต็มไปด้วยความหลากหลายสู่ผู้บริโภค
บุคคลนั้นก็คือ สุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

หลายมิติของความยั่งยืน
เมื่อพูดถึงเกษตรกรรมยั่งยืน หลายคนคงนึกถึงแค่การไม่ใช้สารเคมี แต่แท้จริงแล้ว สุภากล่าวว่ามิติของความยั่งยืนมีหลากหลายกว่านั้น นับตั้งแต่ความยั่งยืนเชิงนิเวศ ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนทางสังคม ซึ่งการทำงานของเธอต้องใส่ใจในทุกมิติ
“แน่นอนว่าการไม่ใช้สารเคมีคือการฟื้นฟูดินและน้ำอยู่แล้ว แต่มิติที่มากกว่านั้นคือการออกแบบแปลงให้เกื้อกูลระบบนิเวศด้วย โดยปลูกให้หลากหลาย ถ้าเป็นภาคใต้ก็มีระบบสวนสมรม (สวนเกษตรผสมผสานที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด) ถ้าเป็นภาคอีสานก็อาจมีต้นไม้หัวไร่ปลายนา มีบ่อปลา หรือคนที่ทำไร่หมุนเวียนบนดอยก็มักหยอดเมล็ดผักหลากชนิดลงไปพร้อมกับข้าวไร่ ทำให้เวลาพวกเขาไปไร่ก็จะได้ผักมาด้วย”
ประโยชน์ที่ได้ไม่เพียงความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่แปลงเกษตรที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็จะย้อนกลับมาสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรด้วยเช่นกัน เช่น ผึ้งช่วยผสมเกสรทำให้ผลผลิตดีขึ้น นกหลายชนิดช่วยกินแมลงศัตรูพืช อีกทั้งถ้ามองในระดับใหญ่ขึ้นอีก แปลงเกษตรที่เอื้อต่อนิเวศยังช่วยกักเก็บคาร์บอนในดิน
“มิติต่อมาคือความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ นั่นคือโครงสร้างเศรษฐกิจต้องไม่ถูกผูกขาด ชาวนาต้องมีช่องทางขายในราคาที่เป็นธรรม เพราะจากการทำงานที่ผ่านมาของเรา พบว่าการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนจะแก้แค่วิธีผลิตไม่ได้ แต่ต้องแก้ให้ครบทั้งวงจรตั้งแต่การผลิตจนถึงการขาย นั่นคือเมื่อเขาผลิตอาหารปลอดภัยมาแล้วต้องมีช่องทางขายได้”
หนทางหนึ่งที่สุภาในฐานะเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้ส่งเสริม คือตลาดสีเขียวที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรมาจำหน่ายผลผลิตของตัวเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวคือยุคแรกก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในเวลาต่อมา


“บางคนส่งลูกเรียนจบเพราะตลาดสีเขียว ขณะเดียวกัน เราเองก็ต้องทำงานสื่อสารกับผู้บริโภคด้วย สร้างความเข้าใจถึงวิธีการผลิตที่ปลอดภัย ให้เขารู้จักความหลากหลายของผักพื้นบ้าน แนะนำว่าชนิดไหนกินแบบไหน เพราะผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญมาก ถ้าผู้บริโภคไม่กินผลผลิตอินทรีย์ ไม่กินหลากหลาย เกษตรกรก็ไม่ปลูก ใครจะมานั่งอนุรักษ์ข้าว 200 พันธุ์ ถ้าการอนุรักษ์นั้นไม่มีใครเห็นคุณค่า”
มิติความยั่งยืนสุดท้ายคือมิติทางสังคม นับตั้งแต่การรวมกลุ่มของเกษตรกร ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายกับผู้บริโภคที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ใช่แค่คนซื้อกับคนขาย แต่ได้ทำความรู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คืองานที่สุภาส่งเสริมให้เกิดขึ้นมาตลอดหลายสิบปี
“แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือชุมชนต้องมีส่วนร่วม การทำงานต้องไม่ใช่แค่การจัดอบรมที่นำข้อมูลไปป้อนให้อย่างเดียว แต่เราต้องทำงานทางความคิด สร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เขาวิเคราะห์ตัวเองได้ และมีโอกาสตั้งเป้าหมายของตัวเอง สะท้อนถึงความต้องการของตัวเอง เช่น บางชุมชนอาจต้องการเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ เพราะพันธุ์เดิมไม่ทนโรค บางชุมชนอาจเจอปัญหาน้ำท่วม บางชุมชนอาจต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร นวัตกรรม หรือการพยากรณ์อากาศ”
แม้จะทำงานเรื่องนี้มาหลายสิบปี แต่สุภาก็บอกว่าเธอเองต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา เพราะบริบททางสังคมในวันนี้ก็ไม่เหมือนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ความหลากหลายคือต้นทุน
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาชีพเกษตรกรถือได้ว่าเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบ
“หนึ่งในชุมชนที่ต้องต่อสู้มาก ๆ คือชุมชนราษีไศล นอกจากเขาจะสู้เรื่องเขื่อนมาอย่างยาวนานแล้ว ใน พ.ศ. 2565 ก็เจอน้ำท่วมนาข้าว เกือบจะได้เกี่ยวอยู่แล้วแต่น้ำมาท่วมก่อน เขารู้สึกเสียศักดิ์ศรีมากเพราะเป็นชาวนาแต่ไม่มีข้าวกิน”
สุภาเล่าถึงความท้าทายปัจจุบันที่ซ้ำเติมเกษตรกรที่ชีวิตยากอยู่แล้วให้ยากขึ้นไปอีก
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลแค่น้ำท่วม แต่ยังมีภัยแล้ง โรคแมลงเยอะขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรปรับตัวและอยู่รอดได้ คือความหลากหลายทางพันธุกรรม เช่น ข้าวบางพันธุ์ทนแล้ง ไม่ต้องการน้ำมาก ส่วนข้าวบางพันธุ์ปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำได้ หรือบางพันธุ์อายุสั้น ได้เกี่ยวทันก่อนน้ำท่วม”
หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เข้าไปส่งเสริมและทำงานร่วมกับชุมชนราษีไศล คือการตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้ชาวนาเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ เช่น เลือกพันธุ์ข้าวอายุสั้นที่เก็บเกี่ยวได้ทันก่อนน้ำมา หรือปรับเวลามาปลูกหลังน้ำลด ปลูกเดือนธันวาคม เกี่ยวเดือนมีนาคม


นอกจากนั้น ความหลากหลายของพันธุ์ยังเป็นหลักประกันความมั่นคงยามที่โรคหรือแมลงศัตรูพืชระบาด เนื่องจากบางพันธุ์อาจมีความต้านทานโรคดีกว่าพันธุ์อื่น เป็นการกระจายความเสี่ยงและลดการสูญเสียลงได้
“เกษตรกรยังอาจพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ โดยการนำพันธุ์ที่อร่อยแต่ผลผลิตไม่ดี กับพันธุ์ที่ผลผลิตดีแต่ไม่อร่อย มาผสมข้ามกัน แล้วคัดเลือกสายพันธุ์ แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ทั้งที่ชาวนาไทยมีศักยภาพทำได้”
นอกจากในมุมความมั่นคงของชาวนาแล้ว ความหลากหลายยังโยงมาถึงมิติด้านสุขภาพของผู้บริโภคด้วย สุภาเล่าว่าข้าวแต่ละพันธุ์มีสารอาหารแตกต่างกัน การกินหลากหลายก็นำมาสู่สารอาหารที่หลากหลาย และผู้บริโภคก็อาจเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะกับสุขภาพของตัวเอง เช่น คนที่เป็นเบาหวานอาจเลือกกินข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มช้ากว่า และไม่ใช่แค่ข้าวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพืชผักพื้นบ้าน ผลไม้ที่หลากหลาย
“ถ้าเรารักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมไว้ได้ เราจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก ตอนนี้มีคนรุ่นใหม่เอาข้าวพื้นเมืองหลายพันธุ์ไปแปรรูปเป็นขนมปัง พิซซา ขนมพื้นบ้าน ชาวภูไทมีขนมที่เรียกว่าข้าวแดะงา เป็นข้าวผสมถั่วและงา หรือในสวนสมรมภาคใต้ก็มีดอกดาหลา ซึ่งเป็นดอกไม้ที่อาศัยนกผสมเกสร เกิดเป็นดาหลาหลายสายพันธุ์ นำไปทำเมนูต่าง ๆ ได้ เช่น ข้าวยำ ข้าวเกรียบ น้ำดาหลา ไม้ดอกไม้ประดับ ถ้ามีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมก็ยกระดับขึ้นไปได้อีก นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวนะ ยังไม่พูดถึงสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มีอยู่ในสวนสมรม”
ดังนั้น หากเรารักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ ก็จะเป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อีกมากมาย
“ตอนนี้มีเชฟนำผักพื้นบ้านที่คนไม่ค่อยรู้จักไปทำอาหารในโรงแรม ทำให้คนได้กินเมนูที่หลากหลายยิ่งขึ้น หรืออาจต่อยอดไปสู่ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ ความหลากหลายคือโอกาสทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ”


โอกาสและความท้าทาย
ทำไมเกษตรกรรมยั่งยืนในไทยจึงไม่ไปไหนเสียที ทั้ง ๆ ที่มีตัวอย่างมากมายแสดงให้เห็นแล้วว่า เกษตรกรที่ผลิตด้วยวิถียั่งยืนอยู่รอดได้ดีกว่า สุขภาพดีกว่า ความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจดีกว่า
“ปัญหาอยู่ที่นโยบาย รัฐบาลอาจมีนโยบายแต่ไม่เคยมีแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมเลย ที่ผ่านมาชาวนาต้องต่อสู้ด้วยตัวเองตลอด ซึ่งก็มีข้อจำกัด โครงการที่ภาครัฐสนับสนุนก็มักมีปัญหาขาดการมีส่วนร่วมของเกษตรกร”
สุภายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม สิ่งที่หน่วยงานรัฐทำก็อาจแค่นำเมล็ดพันธุ์ไปแจก แทนที่จะส่งเสริมให้พวกเขาก่อตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง
“โอกาสของประเทศไทยคือเรามีฐานทรัพยากร มีฐานความหลากหลาย และฐานภูมิปัญญาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลการพยากรณ์อากาศ นวัตกรรม การแปรรูป ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการขายของเกษตรกร การเชื่อมโยงการเกษตรกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ยิ่งในปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเข้ามาตลอดเวลา เช่น ข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการการรับซื้อผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าเกษตรกรไม่มีความรู้ตรงนี้และทำการผลิตแบบเดิมก็อาจแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้”

