8 พฤศจิกายน 2024
4 K

พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่โรงบูชาเพลิง พญานาคนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปดังนั้น ครั้นแล้วมีความขึ้งเคียด ไม่พอใจ จึงบังหวนควันขึ้น ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงครอบงำเดชของพญานาคนี้ด้วยเดชของตน ไม่กระทบกระทั่งผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูก ดังนี้แล้วทรงบันดาลอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว พญานาคนั้นทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้ในทันที แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงเข้ากสิณสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์บันดาลไฟต้านทานไว้ 

เมื่อทั้งสองฝ่ายโพลงไฟขึ้น โรงบูชาเพลิงรุ่งโรจน์เป็นเปลวเพลิงดุจไฟลุกไหม้ทั่วไป จึงชฎิลพวกนั้นพากันล้อมโรงบูชาเพลิงแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเรา พระมหาสมณะรูปงามคงถูกพญานาคเบียดเบียนแน่ ต่อมาพระผู้มีพระภาคได้ทรงครอบงำเดชของพญานาคนั้นด้วยเดชของพระองค์ ไม่กระทบกระทั่งผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูก ทรงขดพญานาคไว้ในบาตร

ความตอนหนึ่งจากพระไตรปิฎกเรื่อง ชฎิล 3 พี่น้อง ได้กล่าวถึงปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง แปลงเปลี่ยนพญานาคองค์ใหญ่ให้กลายเป็นนาคน้อยในบาตร

แล้วนาคน้อยในบาตรก็กลายมาเป็น ‘นาคกี้’ ของดีบึงกาฬของขวัญจากแม่น้ำโขง โดย ‘วิสาหกิจชุมชน “นาคกี้” เพื่อสังคม’ ที่เริ่มต้นมาจากความประสงค์ที่จะหารายได้สนับสนุนทุนการศึกษาให้เหล่าสามเณรและเด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนของ พระมหาศรายุทธ อคฺคธมฺโม พระนักพัฒนา รองเจ้าอาวาสวัดศรีสามัคคีธรรม ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ

นาคกี้นี้ไม่ได้มีดีแค่น่ารัก แต่ยังเป็นการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างความแข็งแรงและสร้าง Soft Power ในพื้นที่ที่นำไปสู่การพัฒนาสังคมในอีกหลายมิติ

นาคกี้บึงกาฬ โดยพระบึงกาฬ

จังหวัดบึงกาฬอยู่ติดกับแม่น้ำโขง มีชื่อเสียงเรื่องปู่อือลือนาคราช ถ้ำนาคา สะดือแม่น้ำโขง แล้วยิ่งเมื่อ พ.ศ. 2565 รัฐบาลประกาศให้นาคเป็นอัตลักษณ์ของไทยในประเภทสัตว์ในตํานาน พระอาจารย์เลยคิดว่าจะเล่นกับสัตว์อย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากนาค”

พระมหาศรายุทธฯ เล่าต่อถึงตำนานพญานาคอันเลื่องชื่อในแถบอีสานที่มีตั้งแต่จังหวัดนครพนม มุกดาหาร อุดรธานี หากจะปั้นพญานาคให้ดัง ก็คงแยกไม่ออกว่านี่คืออัตลักษณ์ประจำจังหวัดบึงกาฬหรือพญานาคจากถิ่นไหน

“วัดพระอาจารย์ไม่มีตํานานอะไรเลย จึงต้องหันมาเล่นเรื่องศิลปะ ทำเป็นพญานาคร่วมสมัย ออกแบบโดยเน้นให้ใช้ตกแต่งไม่เน้นกราบไหว้บูชา รูปลักษณ์ของพญานาคนี้ไม่มีเกล็ด หางนิดเดียว ตัวตั้ง ตัวเล็กจิ๋ว คำว่า ‘กี้’ ในภาษาอีสานแปลว่า เล็ก น้อย จิ๋ว เลยเปลี่ยนเป็น นาคกี้”

นาคกี้ตัวจิ๋วนี้ยังมีที่มาที่ไปตามพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดชฎิล 3 พี่น้อง แล้วปราบพญานาคใหญ่ให้กลายเป็นนาคจิ๋วอยู่ในบาตร

คนออกแบบนาคกี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือพระมหาศรายุทธฯ ที่ออกแบบเองโดยใช้ทักษะเดิมที่ได้มาจากวุฒิปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ประชาสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และมี อาจารย์ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังชาวบึงกาฬมาช่วยเรื่องการตลาดและประชาสัมพันธ์ 

พระมหาศรายุทธฯ เป็นคนในพื้นที่ ท่านเคยบวชเรียนสามเณรภาคฤดูร้อนที่วัดศรีสามัคคีธรรมนี้เพียงระยะสั้น แต่คงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาระยะยาว และมีความปรารถนาที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด จึงเรียนต่อปริญญาโทรัฐศาสตร์ สาขาการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยรามคําแหง หลังใช้ชีวิตทางโลกมากว่า 30 ปี พระมหาศรายุทธฯ ก็หวนกลับสู่ร่มกาสาวพัสตร์ พร้อมกับนำทักษะที่มีติดตัวกลับมาตอบแทนคุณแผ่นดิน

“คนต้นแบบในชีวิตพระอาจารย์มี 3 คน หนึ่ง คือพ่อของพระอาจารย์ที่ย้ำอยู่เสมอว่าเราเป็นลูกหลานคนบ้านนี้ ถ้ามีโอกาสก็ต้องส่งคืนให้กับสังคม สอง คือพระอุปัชฌาย์ที่บวชให้พระอาจารย์ ท่านส่งเสียสามเณรให้เรียนกี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว ท่านดูแลหมดทุกอย่าง พระอาจารย์เลยได้แนวคิดว่าต้องทําแบบท่าน สาม คือพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ที่อยู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บวกกับองค์ความรู้ในสิ่งที่เรียนมา กลายเป็นพลังในตัวพระอาจารย์ที่มีเป้าหมายสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนด้วยการดูแลอนาคตเด็ก ๆ ถ้าเราดูแลอนาคตพวกเขาได้ พระอาจารย์เชื่อว่าประเทศของเรามันก็จะดีขึ้น”

นาคกี้เพื่อการศึกษาของเณรกี้และเด็กกี้

“วัดพระอาจารย์มีน้อง ๆ สามเณร จบ ป.6 แล้วมาบวชเรียนกันเยอะ บวชยาวเลย แต่ว่าวัดนี้ไม่ใช่โรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญ เราเป็นแผนกนักธรรมบาลี ซึ่งแทบไม่มีงบมาสนับสนุน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายเยอะมาก เด็กร่วม 40 คน ค่าอาหาร ค่าน้ำไฟ มีสามเณรที่ต้องส่งเรียนปริญญาตรีก็ต้องจ่ายค่าเทอมให้ ค่าจ้างรถตู้ส่งไปเรียน ค่าน้ำมันรถ เดือนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายราว 50,000 บาท พระอาจารย์คิดว่าจะทํายังไงถึงจะช่วยชุมชนโดยไม่ต้องผลักภาระให้ชุมชนมาเลี้ยงพระเณรอย่างเดียว เพราะชุมชนตรงนี้ล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ”

เมื่อราว 6 – 7 ปีก่อน พระมหาศรายุทธฯ ซึ่งออกแบบงานหล่อเป็นอยู่แล้ว เคยทำโครงการกระปุกออมสินสามเณรแจกชาวบ้าน ให้หยอดเศษเงินที่เหลือจากค่ากับข้าวใส่กระปุกตามสมัครใจ แล้วถวายวัดในวันออกพรรษาเป็นค่าทุนการศึกษาสามเณร แต่ทั้งรายได้จากเงินบริจาคที่ไม่พอรายจ่าย และทั้งไม่อยากเป็นภาระคนในพื้นที่ ท่านจึงลองหาทางอื่น แล้วกลายมาเป็นนาคกี้ในทุกวันนี้

ถึงแม้ว่าวัตถุประสงค์หลักจะชัดเจน แต่กระแส ‘พุทธพาณิชย์’ ที่ชัดกว่าก็ทำให้มีข้อกังขาเกี่ยวกับการหารายได้เข้าวัดที่ดำเนินการโดยพระเณรเพื่อพระเณร แต่อาจไม่ใช่กิจของพระเณร

“พระอาจารย์ก็คิดถึงเรื่องนี้ เลยคุยกับชุมชนว่า ถ้างั้นเราจะป้องกันด้วยการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ จึงเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนาคกี้เพื่อสังคม มีผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาเทศบาล ตัวแทนชุมชน มารวมตัวกันทําหน้าที่บริหารจัดการในส่วนงบประมาณและรายได้ที่เข้ามา”

รายได้เพื่อการศึกษานี้ไม่ได้ใช้แค่กับสามเณรที่บวชเรียนอยู่ในวัด แต่ปัญหาทางสังคมของบึงกาฬที่เป็นชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงเขตรอยต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่ตามมาคือยาเสพติดที่ไหลทะลักเข้ามาตามแนวชายแดน เด็กในชุมชนจากครอบครัวที่ผู้ปกครองไม่ค่อยมีเวลา มีปัญหาหลายอย่าง หรือมอบโอกาสทางการศึกษาให้ไม่ได้ จึงจัดเป็นเด็กกลุ่มเปราะบางและมีแนวโน้มว่าจะเข้าไปข้องแวะกับอบายมุข เด็กเหล่านี้คือเด็กที่ทางวัดเข้าไปสำรวจและพาเข้าสู่การดูแล แม้ว่าจะยังไม่ถึงวัยที่มาบวชเรียนเป็นสามเณรได้

“นอกจากสามเณร ยังมี สังกะลี เป็นภาษาอีสาน หมายถึง เด็กวัด เป็นเด็กกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยง พระอาจารย์เลยต้องเอาเด็กกลุ่มนี้มาเลี้ยงที่วัด เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนเณรน้อย ตื่นเช้ามาเดินถือย่ามตามหลังพระออกบิณฑบาต กลับมาเสร็จกินข้าวอาบน้ำ แล้วก็ให้เงินไปโรงเรียน 20 บาท ทุกวันศุกร์ตอนเย็น พระอาจารย์จะให้เอารถไปรับเด็กในชุมชน คนที่เรารู้ข้อมูลว่าเขาเป็นกลุ่มเปราะบาง ไปรับเอามาอยู่ที่วัดวันเสาร์-อาทิตย์ วันอาทิตย์เย็นก็เอาไปส่งบ้าน แล้วก็ให้เงินอีกคนละร้อยไว้ให้เขาไปโรงเรียน ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่”

พระมหาศรายุทธฯ ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่ต้องไปขึ้นโรงพัก เพราะครอบครัวเด็กจะพาเด็กออกจากโรงเรียนไปช่วยทำงาน ท่านต้องอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจถึงความสำคัญของการศึกษาภาคบังคับ แล้วลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานให้ผู้ปกครองยินยอมให้เด็กบวชเรียนอย่างน้อยถึงระดับมัธยมศีกษาปีที่ 3 เพื่ออนาคตของเด็กเอง

ชีวิตในวัดของเณรน้อย ในเวลาเรียนพวกเขาจะได้เรียนนักธรรม-บาลี และเนื้อหาวิชาในระดับมัธยม 1 – 3 นอกเวลาเรียนจะได้เรียนภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ซึ่งมีคุณครูเกษียณอายุที่อยู่ในชุมชนอาสามาสอนสามเณร รวมถึงเหล่าเด็กวัดทั้งที่อยู่ประจำและที่มาช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ นอกเหนือจากการเรียน สามเณรจะมาหล่อน้ำดินลงพิมพ์ทำสินค้านาคกี้หารายได้เป็นเงินกองกลางเพื่อการศึกษา และยังได้ค่าแรงอีกตัวละ 10 บาท เก็บเข้าบัญชีส่วนตัวเป็นทุนชีวิตในวันที่ลาสิกขาออกไป

“ตอบคำถามว่าความเข้มแข็งที่สร้างนี้นับเป็นพุทธพาณิชย์ไหม การทําให้พระมีรายได้ก่อให้เกิดกิเลสหรือเปล่า ถ้ามองจริง ๆ จะเห็นอนาคตของเด็ก ๆ หากพระอาจารย์ไม่ทําแบบนี้ มันก็ยากเหลือเกินที่เราจะเลี้ยงเด็กให้กินอิ่มนอนอุ่น หรือเติมเต็มครอบครัวที่เขาอยู่ในสถานะเปราะบางได้ มาอยู่ที่นี่พระอาจารย์บริหารจัดการให้เขาอยู่ด้วยกัน ให้เขารักกันแบบพี่น้อง ให้เขาทํางาน ให้เขาตั้งใจเรียน ให้เขาห่างไกลจากยาเสพติด”

นาคกี้ The Soft Power

23 มีนาคม พ.ศ. 2566 เป็นวันครบรอบ 12 ปีการสถาปนาจังหวัดบึงกาฬซึ่งแยกตัวออกมาจากจังหวัดหนองคาย และเป็นวันแรกที่นาคกี้เปิดตัวสู่สาธารณะในงานศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเดินมาชมที่บูท ก็ได้วาดภาพลายเส้นนาคกี้แล้วลงลายมือชื่อไว้ กระดาษแผ่นนั้นจึงกลายเป็นสูติบัตรของนาคกี้

“แล้วพระอาจารย์ก็คิดคอนเซปต์สั้น ๆ ให้ว่า นาคกี้นี้เป็นเรื่องราวของพญานาคน้อยแห่งแรกของโลกที่ร้อยรัดมัดเชื่อมอดีตปัจจุบันได้งดงามร่วมสมัยและเป็นรูปธรรมที่สุด พอเชื่อมเรื่องราวได้ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มให้ความสําคัญว่าไม่เคยเจอพญานาคน้อย อยากเจอต้องมาที่นี่ที่แรก สื่อต่าง ๆ ก็ให้ความสนใจ กลายเป็นกระแสหลังจากเปิดตัว มีโครงการทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุน”

พัฒนาการของนาคกี้เริ่มจากการเป็นนาคน้อยใช้ตกแต่งทำจากปูนปลาสเตอร์ และเพิ่มฟังก์ชันให้ใช้งานได้โดยทำเป็นกระปุกออมสิน พอกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมรู้จัก ก็ส่งช่างเซรามิกจากลำปางมาอบรมสามเณรให้พัฒนาเป็นงานเซรามิกเพื่อเพิ่มมูลค่า แต่เนื่องจากเป็นสินค้าบึงกาฬ พระมหาศรายุทธฯ จึงคิดให้นำดินท้องถิ่นซึ่งมีความเหนียวน้อยมาผสม 30% แล้วที่เหลือใช้ดินลำปางเพื่อให้คุณสมบัติโดยรวมเหมาะสม น้ำเคลือบเซรามิกก็มาจากขี้เถ้าเศษต้นยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ 

พอนาคกี้เริ่มเป็นที่รู้จัก ทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ศูนย์การศึกษาบึงกาฬ และวิทยาลัยสันตพล ก็มาลงพื้นที่ แล้วช่วยออกแบบสินค้าอื่น อาทิ แก้วน้ำ แจกัน พวงกุญแจ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ก็มาช่วยต่อยอดสินค้านาคกี้ที่ขึ้นรูปจากยางพารา ทำให้มีโมเดลนาคกี้นุ่มนิ่มเพิ่มเข้ามา พอสินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น หน่วยงานต่าง ๆ ก็เข้ามาสนับสนุนสั่งนาคกี้ไปเป็นของชำร่วย ของที่ระลึก ของขวัญในเทศกาลต่าง ๆ สร้างรายได้หมุนเวียนให้วิสาหกิจชุมชน

“ที่ประทับใจที่สุดคือเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ช่อง 9 MCOT HD สั่งนาคกี้ไป 100 ตัว เป็นของที่ระลึกวันปีใหม่ และนำนาคกี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พอทีมพระอาจารย์ทราบเรื่องก็รู้สึกมีกําลังใจในการทํางานขึ้นเยอะที่งานจากสองมือเล็ก ๆ ของพระเณรในชุมชนได้ไปถึงพระเนตรพระกรรณ”

ทาง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ยังคัดเลือกนาคกี้ให้เป็นสุดยอดนวัตกรรมช่างชุมชนใน พ.ศ. 2567 และให้ทุนสนับสนุนเพื่อขยายผลการทํางานอีก 100,000 บาท ซึ่งสินค้านาคกี้รุ่นต่อยอดนี้ก็ไม่ได้จบแค่รายได้หมุนเวียนในวัด แต่ยังสร้างการจ้างงานคนในชุมชน จะเห็นจากดีไซน์สินค้าใหม่ เริ่มมีการนำผ้าขาวม้ามาตกแต่ง ช่างทอผ้าก็ได้ออร์เดอร์ มีฐานไม้มารอง ช่างไม้ก็มีรายได้ งานเซรามิกที่เณรน้อยทำขึ้นยังต้องมีขั้นตอนของการเก็บรายละเอียด ก็จ้างคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำ ตามแนวคิดของพระมหาศรายุทธฯ ที่ว่าหากวัดจําหน่ายนาคกี้ได้ ชุมชนก็ต้องได้ประโยชน์ด้วย 

ชื่อเสียงของนาคกี้ไม่ได้อยู่แค่สินค้า แต่ยังพาวัดศรีสามัคคีธรรมเป็นที่รู้จักไปด้วย เดิมทีที่คนนอกพื้นที่น้อยคนจะจดจำชื่อวัดศรีสามัคคีธรรมได้ แต่ตอนนี้คนรู้จักวัดนี้ในชื่อ ‘วัดนาคกี้’ มีคณะศึกษาดูงานเข้ามาดูงาน ทัวร์ท่องเที่ยวบึงกาฬที่มาถ้ำนาคา หินสามวาฬ ก็เพิ่มวัดนาคกี้เข้าไปในจุดเช็กอิน หรือแม้แต่ครอบครัวจากต่างถิ่นก็ขับรถพาลูกหลานที่ถูกใจความน่ารักตะมุตะมิของนาคกี้มาเยี่ยมวัด

“แต่แรก ๆ ก็มีความไม่เข้าใจเหมือนกัน อย่างปกติกําแพงวัดจะมีดอกบัวปูนปั้นอยู่ แต่พอคนรู้จักว่าเป็นวัดนาคกี้ พระอาจารย์เลยคุยกับชุมชนขอเอาดอกบัวลง แล้วเอาตัวนาคกี้สีม่วงซึ่งเป็นสีของบึงกาฬขึ้นไปตั้งทุกเสา แรก ๆ ก็มีคนคัดค้าน แต่พอถึงจุดหนึ่ง เขาเห็นว่ามีรถทัวร์มาจอด มีนักท่องเที่ยวเข้ามา พระอาจารย์บอกชุมชนว่า บ้านไหนสานไม้กวาด บ้านไหนสานตะกร้า บ้านไหนทําแจ่วบอง ก็ให้เอาของมาขาย พอนักท่องเที่ยวมาของก็ขายได้หมด ชาวบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงก็เข้าใจและให้ความร่วมมือ การพัฒนาก็เกิด ตามคติการทำงานของพระอาจารย์ที่ว่า การพัฒนาต้องเป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลง”

ในช่วงนี้ วัดนาคกี้กำลังอยู่ในช่วงปรับทัศนียภาพ มีการจัดสวนหย่อม มีประติมากรรมนาคกี้ประดับเป็นจุดถ่ายรูป มีกิจกรรมระบายสีนาคกี้สำหรับเด็ก ๆ มีเวิร์กช็อปหล่อดินทำเซรามิกนาคกี้ เพื่อสร้างให้เกิดแลนด์มาร์กสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของบึงกาฬที่จะพารายได้เข้าสู่ชุมชนและพาคนเข้าใกล้ศาสนาได้อีกทาง

“พอเกิดการรับรู้ สิ่งที่ตามมาคือชุมชนเองก็ตื่นตัว เพราะพระอาจารย์บอกชุมชนเสมอว่าเรากําลังทําเรื่อง Soft Power ที่ตอบโจทย์ของรัฐบาลด้วย พอหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสําคัญ จะเหมือนมีไฟส่องสว่างลงมาที่ชุมชน ตอนนี้ชุมชนพระอาจารย์มีความร่วมมือ ความเข้มแข็ง ความสามัคคี ครบหมดเลย แค่ทราบว่าจะมีคณะมา ทุกคนตื่นเต้น มาเตรียมตัวเตรียมการต้อนรับจัดสถานที่ มันเป็นจุดเปลี่ยนในชุมชนด้วย”

นาคกี้น้อยน่ารักนี้ พระมหาศรายุทธฯ ได้จดทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์ของวัดนาคกี้ ซึ่งเปิดรับหน่วยงานรัฐและเอกชนมาขอซื้อลิขสิทธิ์ไปทำสินค้าสร้างรายได้ในวิสาหกิจชุมชนนาคกี้เพื่อสังคมอีกทาง และท่ามกลางกระแสอาร์ตทอยที่กำลังมาแรงนี้ พระมหาศรายุทธฯ บอกความตั้งใจไว้ว่า ในไม่ช้าก็อาจได้เห็นนาคกี้ออกคอลเลกชันอาร์ตทอยมาให้สะสม 

“จากสินค้าของวัดเล็ก ๆ จนมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาสนใจ พระอาจารย์ก็มองว่าก้าวต่อไปของนาคกี้ คือจะต้องเป็นมากกว่านาคกี้บึงกาฬ เขาน่าจะกลายเป็น Soft Power ของประเทศไทยได้”

ผู้สนใจสินค้านาคกี้หรือเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดบึงกาฬ ติดต่อได้ทาง

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ

ได้รับรางวัลแว่นแก้ว งานเขียนประเภทสารคดีเยาวชน พ.ศ. 2547 ชนะเลิศประกวดภาพถ่ายบึงกาฬผ่านเลนส์ ทำสำนักพิมพ์เล็กๆ พร้อมกับทำเพจ Buengkan day และเปิดร้านกาแฟบึงกาฬพาสปอร์ต