สถานการณ์น้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ และที่อื่น ๆ ในภาคเหนือ หลายภาคส่วนล้วนแล้วแต่สะท้อนปัจจัยอันเป็นสาเหตุของสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นเงื่อนไขหลักของสถานการณ์ดังกล่าว ภาวะโลกเดือด น้ำทะเลอุณหภูมิสูง ป่าไม้ถูกทำลายกลายเป็นพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว เมืองที่เติบโตขึ้น เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สัมพันธ์เชื่อมโยงต่อการอยู่อาศัยและภัยพิบัติที่เราต้องเผชิญทั้งสิ้น
แม้บทสัมภาษณ์นี้จะเกิดขึ้นก่อนสถานการณ์น้ำท่วมหนักก็ตาม แต่บทสนทนาของ ตี๋ ใจบ้าน หรือ ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอ ซึ่งมีแก่นแกนการทำงานว่า Design with Nature ก็ดูจะเป็นเรื่องเดียวกัน
หลายบทหลายตอน ตี๋ชวนให้เราตระหนักถึงการเป็นจิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เราลงมือทำได้ในพื้นที่ของเรา เพื่อเชื่อมสะพานความสมดุลของธรรมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ฟื้นคืนสภาพแวดล้อม เคารพต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่เอื้อในการอยู่อาศัยของพวกเรา แต่ยังเอื้อกับสรรพชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติด้วยเช่นกัน

นักออกแบบสภาพแวดล้อม
ความสนใจเรื่อง Rewilding
วัยเด็กของผมที่แม่วาง ผมได้เล่นกับลำเหมือง จับปลา เล่นใต้ต้นไม้ ผมว่ามันเป็นแลนด์สเคปที่อยู่ในความทรงจำ พอได้ออกแบบ มาทำงานสถาปัตยกรรม ซึ่งผมไม่ค่อยแยกสถาปัตยกรรมกับภูมิสถาปัตยกรรมนะครับ แต่จะมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรวมมากกว่า แม้ว่าตอนเรียนวิชาจะแยกกัน แต่พอมาออกแบบตอนทำงาน เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เพราะเราไม่ได้ออกแบบแค่อาคาร แต่เราออกแบบสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยมากกว่า เราทำเรื่องการปรับสภาพนิเวศ คนอาจคิดว่าจัดสวนหรือเปล่า โดยนิยามคนทั่วไปอาจคิดว่าการจัดสวนต้องมีฐานะนิดหนึ่ง ต้องมีรสนิยมนิดหนึ่ง ผมว่าไม่ใช่รสนิยมหรอก แต่คือเรื่องสภาพแวดล้อมที่เราทำชีวิตให้ไปโยงกับอะไรสักอย่าง
การออกแบบสำหรับผมเหมือนเป็นส่วนขยายของชีวิต อาคาร หรือสวน ต้องเชื่อมเรากับอะไรสักอย่าง คล้าย ๆ ส่วนขยายต่อของชีวิต จึงเป็นเหตุให้อยากทำให้สภาพแวดล้อมที่เราออกแบบมันดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรา ออฟฟิศ บ้านลูกค้า ทั้งสเกลใหญ่และสเกลเล็ก
ในมุมมองสถาปนิก ยืนยันว่าไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ทำได้ใช่ไหม
ใช่ ผมว่าไม่ว่าเล็กหรือใหญ่คุณก็ทำได้ แต่ต้องอธิบายอย่างนี้ครับ ยิ่งสเกลใหญ่ก็ยิ่งดี เพราะเราใส่ความหลากหลายลงไปได้เยอะ แต่ไม่ใช่ว่าเล็กไม่สำคัญ เพราะเล็กมันเชื่อมกันเป็นโครงข่ายระบบนิเวศ มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ทางนิเวศวิทยาใช้คำว่าเป็น Corridor หรือสะพานเชื่อมนิเวศครับ
ในธรรมชาติมีลำห้วยลำน้ำ มีชั้นเรือนยอดที่ต้นไม้เชื่อมกัน ถ้าเรากลับมาดูในบ้าน ผมเลยตั้งใจนัดมาที่บ้าน เพราะอยากให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีที่ดินเป็น 10 ไร่ก็ทำได้ อย่างบ้านผมแค่ 1 งาน เป็นสวนจริง ๆ ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ แต่พอไม่ถึงครึ่งงาน เมื่อเช้าผมลองนับดูว่ามีตั้ง 200 กว่ากี่สปีชีส์ นี่เฉพาะต้นไม้นะครับ แต่จริง ๆ จำนวนนับของความหลากหลายไม่ได้สำคัญเท่ากับความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในสปีชีส์นั้นที่อยู่ร่วมกันและมีความหมายกับเรา ผมคิดว่านี่เป็นจุดที่สำคัญ ไม่ได้หมายความว่าต้องสปีชีส์เยอะจะอิมแพกต์แต่จริง ๆ ระบบนิเวศที่สิ่งนั้นเอื้อต่อกันและเอื้อกับเราในฐานะที่กลับไปผูกกับธรรมชาติ ผมว่าตรงนั้นเป็นส่วนสำคัญ

สวนที่อิงธรรมชาติแบบนี้ไม่ต้องดูแลเยอะ อย่างต้นไม้ที่มีหลายชั้นก็ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่ปรับสวนมา 7 ปี บ้านผมไม่เคยกวาดใบไม้ทิ้งเลย ทำให้ดินกลายเป็นเหมือนดินในป่า มีราขาวที่เป็นราดี แต่พอเดี๋ยวนี้คนทำสวนแยกขาดกับชีวิตก็ต้องดูแล ทำยังไงให้สวยตลอดเวลา แต่ผมคิดว่าจะทำยังไงให้กลับไปสู่ระบบธรรมชาติที่มันเป็น ปลูกต้นไม้จำลองโครงสร้างที่เหมือนป่าอะไรอย่างนี้ ซึ่งก็พยายามจะเขียนไว้ในหนังสือซึ่งผมกำลังเขียนอยู่ ผมยังไม่สรุปชื่อหนังสือนะครับ อาจจะเป็น สวนที่เยียวยาโลกและเรา
ผมว่า Rewilding มี 2 ความหมาย คือ Rewilding แบบธรรมชาติ ฟื้นธรรมชาติ แต่การจะฟื้นธรรมชาติได้เราต้อง Rewilding Ourselves ด้วย ทำยังไงให้เราผูกสัมพันธ์ กลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด เป็นเชิงกายภาพด้วยว่าเราจะฟื้นนิเวศอย่างไร และอีกส่วนหนึ่งก็ฟื้นความสัมพันธ์อันโบร่ำโบราณของเรากับธรรมชาติไปด้วยกัน เล่มนี้จะมีทั้งเรื่องเล่าและเทคนิควิธีการและหลักการในการฟื้นระบบนิเวศ
ฟังดูความรู้มันเกินศาสตร์ของสถาปัตยกรรมไปมาก คุณได้ความรู้เหล่านี้จากไหนบ้าง
ใช่ครับ ผมอาจจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่ อาจารย์จุลพร นันทพานิช พาไปดูหมู่บ้านในชนบท ซึ่งบ้านกับสภาพแวดล้อมเหมือนงอกออกมา ไม่ได้แยกกัน ซึ่งไม่เหมือนงานสมัยใหม่ที่เราจะรู้สึกเลยว่าอันนี้เป็นบ้านที่สถาปนิกออกแบบ แต่คนอยู่ในบ้านไม่ใช่แบบนั้น บ่อยครั้งที่วิถีชีวิตกับสถาปัตยกรรมไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมมักจะรู้สึกแบบนี้กับงานสถาปัตยกรรมงานสมัยใหม่ ไม่ใช่ทุกชิ้นนะครับ แต่ภาพแบบนี้ไม่เห็นในอดีตหรือในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่คนและสภาพแวดล้อมมีความเข้าใจหลายหลายสิ่งหลายหลายอย่างอยู่ในนั้น และคนก็จัดการมันด้วย แต่ตอนนี้เหมือนกับว่าอยากทำสวนเราก็จ้างคนสวนมา เราอยากได้ต้นไม้แต่รอไม่ได้ก็ล้อมมา ขโมยมาจากธรรมชาติในนามของความรักธรรมชาติ
สิ่งที่ถาม ผมว่ามันผสมผสานครับ ประตูทางเข้าของผมคือสถาปัตยกรรม คือสภาพแวดล้อมของการอยู่อาศัยแล้วค่อยไปดูว่า ณ ที่ตรงนั้นอยู่ได้ยังไง หมายถึงในเชิงธรรมชาติวิทยาและเชิงผู้คน ในเชิงที่เขามีภูมิปัญญาอะไรสั่งสมมาที่ทำให้เขาอยู่ได้ ค่อย ๆ ผสมผสานความรู้เหล่านี้ และหลัง ๆ จะมีมิติทางนิเวศวิทยาที่เป็นความรู้ใหม่มาก ๆ สำหรับผม ซึ่งผมค่อย ๆ เรียนเองจากหนังสือ และอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องทางพฤกษศาสตร์ ซึ่งวันนี้มันน่าตลกมากคือตอนเราเรียนภูมิสถาปัตยกรรม มีวิชาก็จริงแต่จะสอนแบบที่เป็นปัญหาตอนนี้ คือมอง Planting เป็นองค์ประกอบในการออกแบบของมนุษย์ ผมว่ามันจะพาเข้าสู่อีกโลกทัศน์ มองว่าต้นไม้ก็เหมือนอิฐ ปูน แล้วเอามาประกอบกัน ให้มันเอนจอยเรา
แต่ที่ผมกำลังสนใจนั้นกลับด้านกัน นั่นคือ เราจะสร้างชีวิตของพื้นที่ด้วยองค์ประกอบตรงนั้นยังไง แทนที่จะถามว่าชอบต้นอะไรแล้วเอามาปลูกดี เราจะถามว่าที่ตรงนั้น ก่อนที่มนุษย์ยังไม่อยู่ ธรรมชาติอยู่ได้ยังไง ต้นอะไรขึ้นได้ ทำให้เรามองกลับกัน

ยกตัวอย่างบ้านผม เมื่อก่อนอยากทำสวนบาหลีก็จะคิดว่าต้องใช้ลั่นทม แต่พอมองกลับกัน ในธรรมชาติ บ้านนี้อยู่ตรงที่ราบระหว่างดอยสุเทพกับแม่น้ำปิง เมื่อก่อนเป็นป่าเบญจพรรณมาถึงที่ราบด้วยซ้ำ อยู่ใกล้แม่น้ำปิง แล้วต้นอะไรขึ้นได้บ้าง แถวนี้เป็นป่าอะไร เราพยายามดึงภาษานั้นปรับมาใช้ในงานแลนด์สเคปเพื่อไม่ไปเปลี่ยนโครงสร้างของพื้นที่ดิน ผมคิดว่าสิ่งที่เราใส่ไปควรทำให้สภาพนิเวศตรงนั้นดีขึ้น
สวนก่อนหน้านี้เป็นยังไงคะ ก่อน 7 ปีที่ปรับเปลี่ยน
ก่อนหน้านั้นมีต้นลิ้นจี่ต้นนี้ของอาม่ากับต้นม่าเหมี่ยว แล้วก็ตอนที่ผมเริ่มเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผมมาอยู่แล้ว พอจบก็ปรับบ้านหลังนี้ เริ่มปลูกให้ร่มรื่นและสวย จะมีได้นั่นนิดนี่หน่อย เอาต้นไม้ที่เราอยากได้ มายุคก่อนหน้านี้นิดหนึ่งเป็นยุคที่สนใจ Permaculture ว่าจะทำยังไงให้มันเลี้ยงตัวเองได้ที่สุด ลองดูว่าถ้าไม่รดน้ำต้นไม้เลยจะดูแลตัวเองได้ยังไง อันไหนตาย จะปลูกแบบไหน จะฟื้นดินยังไง เริ่มเลี้ยงไก่ เอาขี้ไก่มาเป็นปุ๋ย แต่ยุคปัจจุบันนี้พอเริ่มต้องทำงานกับพืช ถึงเริ่มรู้ว่าพืชที่เราใช้ในงานแลนด์สเคปเป็นไม้ Exotic Species ทั้งหมดเลย และเริ่มมีความคิดว่าเราไปเดินป่า เห็นต้นไม้ขึ้นในถิ่นตามธรรมชาติ มีอะไรบ้าง ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดถึงไม้ถิ่นที่ให้กับระบบนิเวศให้เกสร ให้กับนก ก็เริ่มทดลองเอามาปลูก คือก่อนที่เราจะใช้กับบ้านลูกค้าเราต้องเห็นกับตัวเองก่อนว่ามันชอบน้ำ ชอบร่ม
ผมทดลองปลูก โดยหนึ่ง ไปเห็นในธรรมชาติว่ามันขึ้นอยู่สภาพนิเวศแบบไหน ความสูงประมาณไหน ชอบน้ำ ชอบร่ม แดดจัด อันที่ 2 คือต้องเห็นมันครบรอบปีหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ ถามว่าตรงนี้ทดลองปลูกได้เยอะไหม ก็ตอบว่าไม่ได้มาก ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ร่มมากกว่า มีหลายงานที่บอกขอใช้ที่ของลูกค้าทดลองปลูก เพราะเราอยากทดลองคอนเซปต์แบบนี้ ลูกค้าบางรายก็ยอมรับครับ


ความท้าทายของการทำสวนแบบนี้คืออะไร
ผมว่าน่าจะมี 2 เรื่อง คือคนเราจะทำสวนที่ Rewilding ตัวเขาต้องเปลี่ยนด้วย เพราะ Mindset แบบเดิมเขาจะเต็มไปด้วยคำถามว่า มียุงไหม มีงูไหม ดูแลยากไหม ซึ่งคำถามชุดนี้จริง ๆ ก็ควรจะตอบได้ แต่มันนำไปสู่คำถามอีกคำถามหนึ่งว่า คำถามที่ถามมานั้นมาจากรากฐานที่มนุษย์เป็นใหญ่ คือ Nature Literacy ของเราต่ำมาก เหมือนที่ หมอหม่อง-นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ เคยมาบรรยายที่ออฟฟิศ ยกตัวอย่างนี้น่าสนใจมาก
หมอหม่องขึ้นภาพโลโก้สินค้าต่าง ๆ ทุกคนรู้หมดเลย เด็ก ๆ ยังตอบได้ว่าโลโก้อะไร แต่พอขึ้นภาพต้นไม้ที่อยู่ในเชียงใหม่ ไม่มีใครตอบได้เลย ซึ่งเมื่อก่อนเป็นความรู้สำคัญที่เกี่ยวโยงกับสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ แต่ตอนนี้เราไม่มีเลย เราไม่รู้เลยว่าถ้าเกิดมดกัดหรือมีดบาด ต้องใช้อะไรห้ามเลือด หรือตัวอย่างง่าย ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้พี่จะได้กลิ่นสาบนิด ๆ จริง ๆ มันเป็นงูเขียวพระอินทร์มาทำรังใต้ฝ้า ตอนนั้นเราซีเรียสมากเลย งูเข้าใต้ฝ้า เลยให้ช่างมารื้อฝ้า แต่พอรู้แล้วว่า อ๋อ เป็นงูเขียวพระอินทร์ ก็ให้เขาอยู่เพราะเขาไม่มีพิษ พอมีนกกินปลีเข้ามาทำรังในสวนที่บ้าน เขาก็เอาคราบของงูเขียวไปทำรังเพื่อไล่ศัตรูที่จะมากินลูกของเขา เพราะมีกลิ่นของงูอยู่
ผมว่าอันนี้คือ Nature Wisdom ของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน แต่มนุษย์น่ะ พอรู้ว่าเป็นงูเราก็ไม่ถามแล้วว่ามีพิษหรือไม่มีพิษ เราจะตี จะทำร้าย ผมจึงจะบอกลูกค้าเสมอว่า ถ้าทำสวนแบบนี้ สัตว์จะเยอะนะ ทั้งแบบที่มีพิษและไม่มีพิษ แต่สิ่งที่เราจะมีเพิ่มขึ้นคือจะเริ่มมีไหวพริบและรู้จักสังเกตว่าอันนี้คือตัวอะไร แทนที่จะตีก่อนหาข้อมูล เลยทำให้เรารู้จักธรรมชาติเยอะขึ้นโดยที่ไม่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง
ผมคิดว่าเราต้อง Rewilding Ourselves ด้วย เราอยากทำให้โลกนี้ดีขึ้นซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเลย มันเป็นเรื่องสำคัญ และผมคิดว่าไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องสำคัญมากขึ้น ดูข่าวน้ำท่วมล่าสุดเราเห็นว่าใกล้มาเรื่อย ๆ แล้ว แล้วถ้าเรายังใช้ชีวิตเหมือนเดิม เราจะคาดหวังให้ทุกอย่างเปลี่ยนก็เป็นไปไม่ได้
จริง ๆ สวนที่เราพูดถึงอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมาก แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้พื้นที่ที่จะถูกควบคุมจัดการโดยมนุษย์ได้กลับคืนสู่ธรรมชาติบ้างไม่มากก็น้อย

ตั้งแต่เริ่มจนถึงวันนี้ มีความรู้ใหม่อะไรที่ทำให้ตัวเองทึ่งบ้าง
เรื่องพืชพรรณครับ เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องภูมิสถาปัตยกรรมมาก่อน (รู้บ้างตอนเรียนเล็กน้อย) ผมเริ่มอ่านตำราฝรั่ง แต่พืชพรรณหรือ Planting ของฝรั่งไม่เหมือนบ้านเรา เขาพูดถึงทุ่งหญ้าหรือ Meadow Grass แต่บ้านเขาเขตหนาว บ้านเราเขตร้อนชื้น หญ้าพรึบแบบนี้จะจัดการกับหญ้ายังไง ที่ผมรู้สึกว่าช่วงทดลองแรก ๆ หญ้าถึงจุดหนึ่งหน้าฝนมันจะมี Dominance Species ที่คุมทุกอย่าง ต้นอื่นก็อยู่ไม่ได้ ต้องกลับมาดูว่าพืชถิ่นของเรากับป่าฝนเขตร้อนของเราคืออะไร
ถ้าวงการสถาปัตยกรรมจะเรียกว่า ‘ภาษาของการออกแบบ’ นะครับ ภาษาของการออกแบบเขตร้อนชื้นคืออะไร Planting ที่ใช้ในระดับ Groundcover ไม่ใช่หญ้าแบบฝรั่งแล้วเขาสวยด้วยด้วยมีอะไรบ้าง อันนี้น่าจะเป็นเรื่องเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งตอบไปแล้วนะว่าดีกับเรา แต่พอเอาความคิดนี้ไปโยนหรือว่าไปเสนอลูกค้า ทุกคนไม่ได้คิดเหมือนเรา เรารู้สึกว่ามันดีกับโลกเนอะ เมื่อก่อนผมพูดว่ามันดีแล้วหวังว่าคนจะเข้าใจมันด้วย แต่มาวันนี้ผมพบว่าประตูที่คนจะยอมรับได้ง่าย คือ ‘ความสวย’ ตอนนี้เลยคิดว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีกับธรรมชาติ มันต้องสวยด้วย ต้องมีเรื่องความงามด้วยเพื่อให้คนซื้อ
อีกส่วนคือถ้าจะทำให้คนเข้าใจแบบเข้าไปอยู่ในเนื้อในตัวเขา อันนี้เป็นจุดยาก คือเขาต้องมีส่วนร่วมกับพื้นที่แบบนั้นด้วย เขาต้องได้ดูแลเอง สังเกตเห็นรอบปี อาจจะมีบางงานที่เจ้าของซื้อแล้วเขาโอเคกับแบบแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มาอยู่ เป็นคนสวนดูแล สายสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติก็ไม่ได้มีมากขึ้น
เราจึงต้องหาบาลานซ์ให้พื้นที่ที่ตัวเองเริ่มทำได้ ไม่ว่าสเกลเล็กหรือใหญ่ ให้คนเริ่มเห็นรายละเอียดในนั้น มันจะเป็นสะพานทำให้เขาไปเข้าใจเรื่องอื่นต่อ
ถ้าอย่างนั้นเจ้าของบ้านจะไม่รู้สึกว่า ปล่อยให้โต คุณไม่ต้องทำอะไรเลยเหรอ
คนจะคิดว่าการ Rewild คือปล่อย ปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ ผมคิดว่าทำได้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่สเกลใหญ่ ๆ หรือธรรมชาติมันก็คือธรรมชาติ แต่ที่ที่มนุษย์เข้าไปอยู่อาศัย ผมเรียกมันว่า Wilding แล้วกัน เป็นที่ที่เราก็ต้องมีพื้นที่แชร์ระหว่างธรรมชาติกับความต้องการของมนุษย์ ความสวย ความงาม ความสะดวกสบาย กับที่ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นตัวเองได้ รบกวนน้อยและเราอยู่ร่วมได้
ผมว่ามันคืองานของเรา และต้องการการออกแบบ การคิดที่ไม่ใช่ปล่อยไป แต่ต้องมองว่าถ้าเราปลูกแล้วอีก 3 เดือนจะเป็นยังไง 6 เดือนเป็นยังไง 1 ปีเป็นยังไง จนมันเข้าที่เข้าทาง อยู่ดูแลกันได้ ขณะเดียวกันต้องจัดเวิร์กช็อปให้เจ้าของเข้าใจด้วยว่าต้องรักษาสิ่งนี้ไว้อย่างไร ไม่อย่างนั้นมันก็จะรกไปหมดเลย บางทีผมบอกว่าหญ้าลามปุ๊บมันลามเร็ว ไม่ได้สวยเหมือนตอนหน้าหนาวเนอะ หน้าฝนมันจะลาม

หนังสือของตี๋
เล่าถึงหนังสือที่กำลังเขียนให้ฟังหน่อยค่ะ
ในหนังสือผมแบ่งไว้ 6 บทครับ บทแรกพูดถึง Calling ข้างในที่ทำให้ผมสนใจเรื่องนี้ บทที่ 2 คือสวนกับการฟื้นธรรมชาติ มันอิมแพกต์ซึ่งกันและกัน บทที่ 3 เป็นเรื่องราวคนที่ผมไปสัมภาษณ์ที่ญี่ปุ่น เกาหลี อุรุกวัย บทที่ 4 เรียกว่าจะอ่านธรรมชาติยังไง บทที่ 5 คือการนำบทเรียนเหล่านั้นมาใช้ในการออกแบบ และบทที่ 6 เป็นพวก Collect พืชพรรณ ผมลิสต์รายชื่อต้นไม้ออกมา ไม้ถิ่นที่มี หนึ่ง คือบางชนิดเหมาะกับการขยายพันธุ์เอามาปลูก บางชนิดถ้ามีอยู่แล้วในพื้นที่ ขอแค่อย่าทำลายแต่เก็บรักษาไว้ และสาม คือมีบางชนิดที่คุณไม่ควรเอามาปลูกเลย ควรอยู่ในธรรมชาติ เช่น ต้องขึ้นในเขตสูงมากถึงเติบโตได้ ถ้าเราเอามาปลูกยังไงก็ตาย อาทิ พืชบนดอยหลวงเชียงดาว รองเท้านารี ผมว่าเส้นพวกนี้ถ้าเชื่อมโยงกันได้ เราจะเข้าใจว่าต้นไม้ทุกต้นมีที่อยู่อาศัยยังไง แล้วก็จะดูแลตามถิ่นที่อยู่ของเขาเมื่อเอามาปลูกในที่ของเรายังไง นี่เป็นเจตนารมย์ แต่ไม่รู้จะทำได้แค่ไหนนะครับ
ยกตัวอย่างบางเนื้อหาในหนังสือ สวนที่เยียวยาโลกและเรา ให้ฟังได้ไหม
อย่างที่อุรุกวัยเป็นแบบไม่ใช่ Tropical มันเป็น Moderate แต่สิ่งที่น่าสนใจคือผู้หญิงที่เป็นสถาปนิกชื่อว่า Amalia Robredo เขาไม่ได้จบภูมิสถาปัตยกรรมมาด้วยซ้ำ เขาสนใจเรื่องสวนแล้วก็ไปทำสิ่งที่เรียกว่า Plant Hunting เดินทางทั่วภูมิภาคของเขาเพื่อ Collect และมาทดลองในเนิร์สเซอรีว่าอะไรปลูกได้ เขาพบว่ามีไม้พื้นถิ่นมากมายที่น่าสนใจ ตอนนี้เขามีในคอลเลกชัน 300 กว่าชนิด ซึ่งสวยมากและเอามาใช้ในงานแลนด์สเคปได้ และบางชนิดเป็น Endemic Species คือขึ้นตามที่นั่น และถูกลิสต์ว่าเป็นไม้ที่กำลังจะสูญพันธุ์
กลายเป็นว่าเขาเอาไม้ตรงนี้ไปใช้ในงานแลนด์สเคป เป็นการอนุรักษ์นอกแหล่งพันธุกรรมอีกแบบหนึ่ง อย่างไม้ขึ้นตามโขดหินที่เป็น Endemic และเสี่ยงสูญพันธุ์ พอศึกษาดูแล้วมันไม่ต้องการดินเยอะเลย และดูแลง่ายมาก เลยเอามาใช้ใน Rooftop Garden ซึ่งมีดินน้อยและให้ความรู้สึกโรแมนติก สวยโคตร ๆ เลยครับ เขาเลยกลายเป็นคนสำคัญของทวีปลาตินอเมริกา เป็นคนสร้างเครือข่าย Plant Hunting ไปบราซิล ไปเปรู เพื่อโปรโมตสวน เมื่อก่อนก็คล้าย ๆ ไทยนะที่เราไม่เคยให้ค่ากับไม้ถิ่นเลย เราคิดว่าไม้ยุโรปสวยกว่า แต่ Amalia Robredo พลิกกลับกัน เขาใช้ไม้ถิ่นที่ขึ้นแถบลาตินอเมริกาทั้งหมดในการทำแลนด์สเคป

ถ้าคนขายหรือคนจัดสวนไปเอาไม้ในธรรมชาติมา ไม่เหมือนการทำลายล้างมากกว่าการฟื้นฟูหรือ
อันนี้เป็นอีกจุดที่ผมมาเขียนหนังสือเล่มนี้ คือคนก็อยากเล่นของแปลก อยากเล่นของถิ่นนะ แต่สิ่งที่เราขาดรอยต่อกันก็คือระบบนิเวศ เนิร์สเซอรีที่ดี อย่างเมืองไทยผมเคยอ่านวิจัยว่าเรานำเข้าไม้ต่างประเทศมากกว่าส่งออก ทั้ง ๆ ที่เราเป็นเขตร้อนชื้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเคยรื้อฟื้นและร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นที่มาของการพัฒนาพันธุ์ปทุมมาของไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรามีความหลากหลายทางสปีชีส์มาก ๆ แต่บ้านเราไม่มีระบบเนิร์สเซอรีที่ทำเรื่องนี้ คือความรู้ของเราขาดช่วง แล็บก็คือแล็บ นักจัดสวน เกษตรกร แยกกันไปหมด
ผมทำสไลด์ไว้อันหนึ่ง คือเรามีแหล่งพันธุกรรมที่หลากหลาย และมีนักพฤกษศาสตร์ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เราจำแนกได้ แต่ความรู้ชุดนี้สุดท้ายก็ไปอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์หรือหอพรรณไม้ แต่เรามีพื้นที่ที่นอกเหนือพื้นที่ธรรมชาติอนุรักษ์ พื้นที่เอกชนที่เอาไปปลูกได้เพียบเลย แต่ความรู้อนุรักษ์เราไม่เคยบูรณาการไปกับ Botanical หรือ Horticulture จึงไม่เกิดชิ้นส่วนนี้ขึ้นมา ยิ่งพอต้นไม้ถูกมองว่ามันเป็น Object ไม่เข้าใจถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติว่าเป็นยังไง มันก็ไม่เชื่อมต่อความรู้อะไรกัน และหลาย ๆ ครั้งที่เนิร์สเซอรีก็เพาะต้นไม้ตามออร์เดอร์
ผมมองว่าจริง ๆ ถ้าเราส่งเสริมว่าเรามีความหลากหลาย มันจะเกิดระบบขึ้นมาทันที แล้วก็จะไปทำลายระบบที่สั่งไม้ขุดหรือไม้ตามสั่งที่เห็นมากมายในเฟซบุ๊ก ซึ่งเห็นแล้วเศร้ามาก

Design with Nature ไม่ใช่แค่คอนเซปต์ แต่อยู่ในเนื้อในตัว
เท่าที่ฟังเหมือน Rewilding เป็นเครื่องมือที่ตี๋อยากพูดเรื่องคนควรอยู่ร่วมกับธรรมชาติใช่ไหม
ใช่ครับ เพราะเราต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติ สวนเป็นแค่สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ทุกวัน เราทำให้เป็นเหมือน Corridor หนึ่ง เป็นประตูที่ไปเชื่อมกับธรรมชาติ
แล้วก็เพิ่มพื้นที่ความหลากหลาย มีเรื่องหนึ่งผมเอามาเขียนในนี้ด้วย ค้นหาดูได้ เป็นเว็บไซต์ชื่อ The Half-Earth Project อ่านแล้วมันบันดาลใจมาก ถ้าโลกสูญเสียพื้นที่ความหลากหลายไปมากกว่านี้แล้วเราจะอยู่ไม่ได้เลย แล้วก็พูดถึงหลาย ๆ ประเทศซึ่งมีประเทศไทยด้วย น่าตกใจมากว่าเราปกปักรักษาและดูแลความหลากหลายได้แค่ 19% เราต้องการอีก 16% คิดดู 19% หมายความว่าอุทยานเขตรักษาพันธุ์นั่นโน่นนี่ที่เรามี แล้วอีก 16% เกือบเท่าหนึ่งเราจะเอามาจากไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่สวนหน้าบ้านเรา สวนในโรงเรียน สวนหน้าโรงพยาบาล สวนสาธารณะ
เราขยายพื้นที่อนุรักษ์ไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะจะเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับเขตป่า จึงมีความหวังว่าพื้นที่เล็ก ๆ นี่แหละ ถ้าต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ มันจะมีความหมายขึ้นทันทีเลย
ถ้าทำแค่ให้เกิดพื้นที่สีเขียวหน้าบ้านมันไม่พอถูกไหม
ใช่ครับ มันไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวนะ เราเรียกกันว่าพื้นที่สีเขียว แต่จริง ๆ คือความหลากหลายทางชีวภาพที่เราต้องการ ทุกวันนี้แทบทุกตารางนิ้วถูกทำให้เป็น Habitat ของมนุษย์ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกษตร เราก็เอาความต้องการของมนุษย์เป็นใหญ่ ถามว่าแล้วความต้องการทางธรรมชาติล่ะ ใครจะทำเพื่อเขา ใครจะบอกว่าตรงนี้เคยเป็นที่ชุ่มน้ำของนก ของแมลงปอ ของอะไรต่อมิอะไรนะ ซึ่งเราต้องการอีกเกือบเท่าหนึ่ง เอาเข้าจริง ๆ ผมคิดว่าพื้นที่ที่มนุษย์ครอบครองมันมากกว่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถ้าเราทำให้ดีและจริงจังกับเรื่องนี้ เราทำได้มากกว่า 16% ที่เราอยากได้ และผมคิดว่าเราทำได้!

ถ้าทำไม่ได้ 19% ที่มีอยู่จะเกิดอะไรขึ้น
ระบบนิเวศจะพังทลาย จะเกิดหายนะทางธรรมชาติครั้งที่ 6 เข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ที่ชื่อว่า the Half-Earth Project เขาทำเป็นแคมเปญเลยครับ
มันต้องเป็นพื้นที่ที่ความหลากหลายเกิดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราปล่อยให้ธรรมชาติไปเลย โดยไม่ต้องทำอะไร เรามีพื้นที่ในเมืองไม่ได้ใหญ่ พื้นที่ตรงไหนที่แชร์กันได้และเราก็เอนจอยด้วย เราก็ Reconnect ผ่านธรรมชาติที่สวยงามและสิ่งมีชีวิตรอบตัว เราก็อยู่ได้แล้ว ยกอย่างเช่น ผมลองเลี้ยงชันโรงมา 2 ปีแล้ว ตอนแรกก็ไม่คาดหวังน้ำหวานเลยนะ แค่รู้ว่ามันจะหากินได้รัศมีไม่เกิน 300 เมตร เลยอยากลองว่าต้นไม้รอบบ้านที่ปลูกจะทำให้ชันโรง 2 ลังนี้อยู่ได้มั้ย ปรากฏว่า 1 ปีได้น้ำผึ้งมากระปุกหนึ่ง
ต้องเป็นน้ำผึ้งที่หอมหวานที่สุดแน่เลย
(หัวเราะ) ครับ ๆ
ต้นไม้ประมาณนี้ก็โอเคนะ แต่ถ้าบ้านข้าง ๆ เริ่มปลูกมันก็จะต่อกันไป แล้วผมก็ค่อย ๆ เจอสปีชีส์แมลงและสัตว์ที่ไม่คุ้นเคย เริ่มถ่ายรูปว่ามีตัวอะไรมาอยู่บ้าง ทุกวันนี้ตอนหัวค่ำจะมีนกเค้าจุด เป็นนกฮูก นกเค้าตัวเล็ก ๆ มาอยู่ หรือเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีจักจั่นแม่หม้ายลองไนซึ่งหายากมาเกาะที่บ้าน หรืออย่างที่สวนหน้าออฟฟิศ พวกเราติดโปสเตอร์นกภาคเหนือไว้ ถ้านกตัวไหนมาหากินหน้าออฟฟิศก็จะวงไว้ ตอนนี้มี 48 ชนิด แมลงที่เราถ่ายรูปได้มี 50 – 60 ชนิด บางตัวเป็น Rare Species ทั้งที่แต่ก่อนไม่มีเลย
และหลัง ๆ มานี้รู้สึกว่าระยะของนกกับเราใกล้กันมากขึ้น หมายถึงว่าความไว้ใจที่มีต่อกันค่อย ๆ มากขึ้น บินผ่านทะลุออฟฟิศ บินมาเกาะจอคอมของน้อง แล้วทุกคนก็รู้สึกได้ รู้สึกรักและหวงแหน หรือย่างนกบั้งรอกอยู่ในป่าเต็งรัง ออฟฟิศผมอยู่ในช้างคลานก็เจอได้ หรือนกแซงแซวหางบ่วงใหญ่มาเกาะตรงนี้
ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึก น้อง ๆ ที่ออฟฟิศก็สังเกตและบอกว่า พี่ มันมาเรื่อย ๆ เลย และมันเรียกเพื่อนมาด้วย
เรียกได้ว่าน้อง ๆ ใจบ้านเปลี่ยนไปไหม
ออฟฟิศเรามีปรัชญา Design with Nature เขาสนใจมาทำงานกัน แต่ยังไม่เข้าไปในเนื้อในตัว ไม่เข้าไปอยู่ในชีวิตเขา แต่พอเขาเริ่มเห็นว่ามันอยู่ในวิถีชีวิต ก็รู้สึกกับมันมากขึ้น อยากทำให้พื้นที่รอบตัว บ้านเรา บ้านลูกค้า ออฟฟิศ ที่ไหนที่เราไปอยู่ ก็อยากทำให้ดีขึ้น

ถ้าคนอ่านแล้วสนใจ เขาเริ่มต้นได้ไหม ยังไง
อ๋อ อาจที่จะ…ก่อนเริ่มแอคชั่นอะไร อาจต้องทำความเข้าใจพื้นที่ก่อนว่าเป็นแบบไหน ง่าย ๆ ก่อนคือ ดินหรือสปีชีส์ที่ขึ้นแถวนั้น อากาศ ฝน รู้แล้วค่อย ๆ เริ่มสังเกตว่าถ้าที่ดินเขา สมมติว่าไม่มีอะไรเลยนะ แล้วรอบ ๆ มีอะไรบ้าง อาจจะคุยกับเพื่อนบ้าน
และที่สำคัญ คือผมคิดว่าอันนี้ต้องปรับไปที่เรื่องเมืองแล้ว บางอย่างเป็นสิ่งที่เมืองต้องรักษาหรือทำขึ้น ซึ่งเรามีสวนที่รกร้างเต็มไปหมดเลย ถ้าเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แล้วปรับให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก ๆ และคนสูงอายุ ได้ไปใช้ชีวิตโดยซ้อนทับกับพื้นที่ความหลากหลายทางสปีชีส์อื่น ๆ ได้ ผมว่าน่าจะเป็นเมืองที่ดี เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ อาจจะมีแค่คนรวยที่เข้าถึงได้ ไปซื้อที่ให้นกอยู่หรือสร้างป่าในเมืองก็ได้ ซึ่งผมคิดว่ามันคือตัว K เนอะ K ที่เป็นคนข้างบนก็ทำได้ แต่ถามว่า K ข้างล่างล่ะ
ผมคิดว่ารัฐที่ดีต้องทำได้ ซึ่งถ้าเราทำได้ ความหลากหลายหรือ Well-being ก็จะกลายเป็นของสาธารณะได้จริง ๆ
คุณคิดยังไงกับนักจัดสวนเก่ง ๆ อย่าง Geoffrey Bawa
ผมคิดว่าเขาอาจจะอยู่ในยุคที่ธรรมชาติรุ่มรวย จุดนี้สำคัญนะ เจนฯ ของผมยังพอเห็นเค้าลางของธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ เหมือนที่ Tim Burton พูด งานศิลปะทุกอย่างที่เราทำขึ้นมา จุดสูงสุดบางทีก็เพื่อให้ย้อนไปสู่ความสวยงามในวัยเด็กที่เคยสัมผัส
ผมว่าใช่นะ คุณค่าบางอย่างที่เราอยากส่งต่อให้โลก ชีวิตไม่แน่นอนเนอะ เริ่มรู้สึกอย่างนี้บ่อย ๆ มาก ๆ มันกลับไปอ้างอิงสิ่งที่เรารู้สึกคอนเนกต์ที่สุด ก็คือวัยเด็กนั่นแหละ ถ้าตัดกลับมายุคของเรา ถ้ารัฐไม่สร้างความทรงจำนี้ให้เด็กรุ่นต่อไป แล้วเขาจะรักธรรมชาติได้ยังไง เขาไม่เคยรู้สึกกับมัน เพราะแม่ยังต้องหาเช้ากินค่ำ ซึ่งก็เข้าใจได้
ปัจจุบันไม่ใช่หน้าที่ของปัจเจกอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องช่วยเหลือบางอย่างด้วย เรื่องอย่างนี้มันต้องส่งต่อ ไม่ใช่ How to แต่เป็นคุณค่า โลกทัศน์ Mindset ผ่านการเลี้ยงดูและ ประสบการณ์ ถ้าเขาเริ่มเห็นรายละเอียด เริ่มมีเรื่องเล่ากับสิ่งที่เขาเห็นได้ด้วยตัวเองก็มีผลต่อไปข้างหน้าได้
คุณได้ความรู้เรื่องต้นไม้มาจากวิธีการไหนบ้าง
หลัง ๆ ผมใช้วิธีเดินป่า เริ่มจากใกล้ ๆ ก็ป่าหลังบ้าน ดอยสุเทพ พอเดินไปก็จะเริ่มเห็นป่าเปลี่ยนเป็นประเภทต่าง ๆ เห็นลักษณะป่าไม่เหมือนกัน เต็งรังเป็นแบบหนึ่ง พอขึ้นไปก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เราจะนึกไซซ์งานลูกค้า ต้นไม้ก็เริ่มมาในหัวแล้วว่าถ้าสภาพภูมิประเทศแบบนี้ ภูมิศาสตร์แบบนี้ Planting จะเป็นอย่างไรที่ดูแลน้อยและเป็นภาษาเดียวกับธรรมชาติ ภาษาของการออกแบบ และแพตเทิร์นของมัน
วิธีที่ 2 ได้มาจากแม่ทาเยอะเลยครับ คือชาวบ้านปลูกอะไรแล้วมักจะเวิร์ก เพราะว่าเขาไม่ได้วางระบบรดน้ำสปริงเกอร์แบบคนในเมือง แต่อยู่ในวิถี ส่วนใหญ่เขารู้ว่าอันนี้กินได้ อันนี้เป็นยา มีดบาดใช้ต้นนี้ ถ้ามด แมลง หรือตะขาบกัด ใช้ตัวนี้ได้ อันนี้ภาษาฝรั่งเรียก Nature Litteracy จริง ๆ ก็คือวิถีธรรมชาติที่อยู่ในวิถีชีวิตจริง ๆ แต่ฝรั่งมานิยามทีหลังว่านี่คือความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ในธรรมชาติ (หัวเราะ)
ถ้าเราทำทุกอย่างให้เป็นวิถีมันก็จะกลายเป็นของจริงและกลายเป็นชีวิต ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์หรือเป็นสไตล์ แต่คือการทำสภาพแวดล้อมของการอยู่อาศัยให้เอื้อต่อสปีชีส์อื่นที่ไม่ใช่ Homo sapiens และผมคิดว่ามันเยียวยาเราด้วย
และมันอาจจะมีกระบวนการอื่นที่เป็นเชิงพิธีกรรม เช่น ต้นลิ้นจี่นี้ต้นนี้สมัยอาม่าปลูกแล้วผมเคยไปเวิร์กช็อปที่เชียงดาว ครูจากชุมชนนิเวศชื่อ Findhorn ในสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นชุมชนที่สื่อสารกับธรรมชาติได้ มาสอนให้เราคอนเนกต์กับธรรมชาติ เล่าแล้วอาจจะแปลก ๆ นิดหนึ่ง คือเหมือนมีเมสเซจจากต้นลิ้นจี่ที่บ้านผม แต่ก่อนผมไม่เคยเห็นความสำคัญเลย มองว่าสำคัญเพราะอาม่าปลูก แล้วเมสเซจที่ผมได้ คือถ้าเราจะสร้างพื้นที่ที่มีชีวิต ก็ต้องหาว่าต้นสายธารของชีวิตคืออะไร แล้วเราก็สร้างส่วนต่อขยายไปสู่จุดที่ไม่มีชีวิต ซึ่งมีพลังกับผมมาก
ต้องเล่าให้ฟังว่าตอนที่เราจด บริษัท ใจบ้านสตูดิโอ จำกัด ภารกิจของเราคือ Design with Nature เราออกแบบร่วมกับธรรมชาติ เราจะทำให้พื้นที่ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เราไปสร้างอยู่ร่วมกับธรรมชาติและมีชีวิต ในเชิงเหตุผลเราคิดแค่นี้ แต่เมสเซจที่เราได้คือ อะไรล่ะคือความมีชีวิตของที่นั่น ซึ่งจะทำให้สิ่งที่เราจะออกแบบแล้วทำให้ความมีชีวิตดั้งเดิมอยู่ได้ นั่นหมายความว่า งานของเราไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ต้องไปทำงานกับความมีชีวิตดั้งเดิม
ซึ่งแปลกที่เมสเซจจากลิ้นจี่ต้นนี้เป็นปีนั้นเป็นปีที่ผมมี เรวา (ลูกชาย) ตอน นุ่น คลอด ผมขอหมอเก็บสายสะดือเรวาไว้ ตอนเขา 2 ขวบ เริ่มรู้จัก เริ่มจำอะไรได้ ก็เอามาฝังไว้ที่ต้นนี้ แล้วบอกเขาแบบลึกซึ้งและจริงจังนิดหนึ่งว่า เรวาอยู่ในท้องแม่ 9 เดือน แม่ดูแลเรวานะ หลังจากนี้ไม่ใช่แล้ว แต่เป็นธรรมชาติที่จะดูแลเรวา ผมว่าเขาจะรู้ว่าต้นไม้ต้นนี้มีความหมายสำหรับเขา อยู่ดี ๆ วันหนึ่งเรวาก็เอาดอกไม้มาวางตรงที่ฝังสายสะดือ และเล่าว่าดอกลั่นทมนี่เป็นดอกที่พิเศษนะ เพราะมี 4 กลีบ ทั้งที่ปกติมี 5 กลีบ

เมื่อก่อนคิดว่า Design with Nature เป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะสร้างธรรมชาติ คิดว่าสิ่งที่ออกมาจากเรามันคือ Purely เราเป็นคนออกแบบ เลยมองในแง่สถานที่ว่าต้องสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ เราไม่เคยรู้ว่ามีพลังงาน ต้นไม้ หรือดินตรงนั้นเป็นยังไง น้ำใต้ดินเป็นแบบไหน พลังงานของผู้คนที่มีต่อธรรมชาติเป็นแบบไหน ซึ่งพอเปิดประตูเข้าไปทางนี้ เราว่ามันมีพลังงานอย่างอื่นเกื้อหนุนอยู่ เพราะฉะนั้น การออกแบบไม่ได้แยกส่วนออกจากธรรมชาติเลย
เหมือนเป็นหน้าที่ของเราว่าจะสร้างความต้องการของลูกค้ากับความต้องการของโลกให้ไปด้วยกันได้ยังไง เหมือนกับเราเป็นเสียงอีกเสียงหนึ่งที่จะหาตรงกลางว่า จะคืนพื้นที่บางส่วนให้ดีกับโลกได้ยังไง ไม่ใช่แค่ว่าต้องทำตามความต้องการของลูกค้าทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีค่าสำหรับผมเลย ณ ตอนนี้นะ
เหมือนคุณไม่ได้ทำแค่งานออกแบบแล้ว แต่ทำเพื่อทิ้งอะไรบางอย่างให้นักออกแบบรุ่นหลัง
ใช่ ๆ ผมรู้สึกลึก ๆ ว่าสถาปนิกมี Privilege ที่เขามาหาเราเพราะเขามีที่ดินเนอะ ถ้าเราไปยอมรับตามเขาทุกอย่างแล้วจะมีความหมายอะไรล่ะ เขายังไม่รู้เลยว่าที่ที่มี มีความสำคัญยังไง ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของเราล้วน ๆ เลยที่จะไปหาประตูเชื่อม
หลาย ๆ พื้นที่ที่ทำ เราอาจไม่ต้องไปปรับอะไรเยอะ อย่างพื้นที่ชุ่มน้ำ เราก็แค่ออกแบบพืชพรรณให้เข้ากับพื้นที่ โปรเจกต์แบบนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าความงามทำให้เราคุยกับเจ้าของได้ง่ายขึ้น บางพื้นที่เราก็ทดลองปลูกไม้ถิ่นกับไม้ประดับผสมกันอย่างน้อยกระหย่อมหนึ่ง โดยไม่ให้มนุษย์เข้าไปยุ่งเลย มันก็สวยได้ (เหมือนทำงานวิจัยเนอะ – เราแซวจนตี๋หัวเราะ) ครับ จะเห็นได้ว่ามันหลากหลายและเป็นไปได้ในหลายสเกล เล็ก ๆ ไปจนถึงใหญ่ ๆ ภายใต้ปรัชญาเดียวกัน คือเราจะแบ่งปันพื้นที่ให้ธรรมชาติได้อย่างไร







