หลาย ๆ คนคงรู้จักเทศกาลศิลปะนานาชาติที่จัดขึ้นทุก 2 ปีของประเทศต่าง ๆ ที่เรียกติดปากกันว่า ‘เบียนนาเล่’ (Biennale) ประเทศไทยเองก็จัดงานเบียนนาเล่เป็นของตัวเองถึง 3 ครั้งแล้ว ที่กระบี่ นครราชสีมา เชียงราย และกำลังจะจัดที่ภูเก็ตในปีหน้า
แต่ก่อนที่เบียนนาเล่ของทุกพื้นที่จะถือกำเนิด เมืองแรกสุดที่ริเริ่มขึ้นมาในปี 1895 ก็คือ ‘เวนิส’
ซึ่งเมืองเกาะโบราณ สถาปัตยกรรมสวยแห่งประเทศอิตาลี ก็คงยังจัดงานสร้างสรรค์นี้อย่างต่อเนื่อง และผู้หลงใหลศิลปะจากทั่วทุกมุมโลกก็ยังคงหลั่งไหลมาดูจนถึงปัจจุบัน

The Cloud ร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม จะพาทุกคนไปเดินชมเวนิสเบียนนาเล่ 2024 (Venice Biannale 2024) ย้อนดูที่มาของงาน วิธีคิดของคิวเรเตอร์ เดินเข้าออกพาวิลเลียนของประเทศต่าง ๆ เพื่อเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของประชากรโลก
ก่อนที่ อริญชย์ รุ่งแจ้ง จะผลักประตูโบสถ์เก่าย่าน San Marco พาชมนิทรรศการ ‘Our Roots Run Deep’ ของศิลปินไทยที่ล้อไปกับธีมหลักเบียนนาเล่ปีนี้อย่าง Foreigners Everywhere ได้อย่างแนบเนียน โดยอริญชย์ผู้เป็นศิลปินร่วมสมัยระดับโลก รับหน้าที่เป็นคิวเรเตอร์ให้นิทรรศการในครั้งนี้ และจะรับหน้าที่เป็น Artistic Director ให้กับ Thailand Biannale ที่ภูเก็ตในปี 2025
ทรงตัวให้ดี จับขอบเรือกอนโดลาให้แน่นก่อนอ่าน เวนิสเบียนนาเล่จะเป็นพื้นที่ของวงการศิลปะร่วมสมัยไทยจากนี้ต่อไป


The MAGIC of Venice
นิทรรศการศิลปะนานาชาติเวนิสเบียนนาเล่ หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า La Biennale di Venezia จัดขึ้นโดย La Biennale หนึ่งในสถาบันทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เกิดขึ้นมา 130 ปีแล้ว และมีผู้คนหลากสัญชาติเดินทางมาดูงานศิลปะครั้งละเฉียดล้านคน นับว่าเป็นอีเวนต์ที่ทรงอิทธิพลมาก ๆ สำหรับวงการศิลปะร่วมสมัย
ก่อนขึ้นเครื่องบิน นั่งไฟลต์ยาวค่อนวันลัดฟ้ามาถึงเวนิส คุณโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เล่าให้เราฟังว่า ในยุคแรกเริ่มนั้นตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาด้านศิลปะร่วมสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เองก็เคยเสด็จไปทอดพระเนตรเวนิสเบียนนาเล่ถึง 2 ครั้ง ก่อนที่ทางอิตาลีจะส่ง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ไปยังประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 6
ปฏิเสธไม่ได้ว่านิทรรศการศิลปะเมืองฝาหรั่งนี้ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ศิลปะในไทยมาร่วมศตวรรษแล้ว
จากปี 1895 ก็มาสู่ปี 1980 ที่มีการจัดนิทรรศการสถาปัตยกรรมนานาชาติ เรียกว่า La Biennale Architettura ขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็จะเป็นการจัดงานของฝั่งศิลปะและฝั่งสถาปัตยกรรม สลับไปสลับมาในทุกปี


ปี 2024 นี้เป็นคราวของฝั่งศิลปะ มาในธีม ‘Foreigners Everywhere’ (ชาวต่างชาติอยู่ทุกสถานที่) สะท้อนภาพเมืองเวนิสที่มีนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคนต่อปี
เมื่อมาถึงเมืองเวนิสแล้ว เราก็พบกับป้ายประชาสัมพันธ์เทศกาลศิลปะร่วมสมัยขนาดใหญ่ กระจายติดบนสถาปัตยกรรมหลายร้อยปีเสียทั่วเมือง ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนถึงจะดูงานได้ครบถ้วน
“งานเบียนนาเล่เป็นเวทีที่เราจะได้นำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ คอนเซปต์ใหม่ ๆ ที่จะนำเสนอให้โลกได้ฟัง” อริญชย์เล่าถึงแก่นของงาน
ซึ่งคนต่างชาติในธีมปีนี้ก็ไม่ได้เล่าถึง ‘นักท่องเที่ยว’ เพียงอย่างเดียว
ภาพรวมของงานเล่าถึงทั้งคนต่างถิ่น ผู้อพยพ ชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยในแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงความเป็นชายขอบ-ความแปลกแยกในมิติต่าง ๆ เช่น ชนชั้นแรงงาน ผู้หญิง เควียร์ ไปจนถึงผู้มีความหลากหลายทางระบบประสาท ตรงกับความสนใจร่วมของผู้คนจำนวนมากในโลกยุคนี้


ขึ้นชื่อว่าเบียนนาเล่ ในงานย่อมมีศิลปินนานาชาติมาร่วมแสดงเยอะอยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นเวนิสเบียนนาเล่ซึ่งเป็นถึงจุดกำเนิดของเทศกาลระดับโลก ก็ต้องใช้คำว่า ‘เยอะมาก’
Venue จัดงานหลักมีอยู่ 2 ที่ด้วยกัน ที่แรกคือ Arsenale ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารอู่ต่อเรือและคลังอาวุธสมัยยุคกลาง (สร้างปี 1303) และ Giardini สวนสาธารณะเก่าแก่ประจำเวนิส (สร้างปี 1807)
ซื้อบัตรครั้งเดียว เข้าได้ทั้ง 2 Venues ดูงานศิลปะได้นับพัน โดยเฉพาะ Giardini ที่ La Biennale ซื้อขาดเป็นพื้นที่จัดงานตลอดไป นอกจากอาคารใหญ่ที่จะมีงานศิลปินจัดแสดงในห้องต่าง ๆ แล้ว ภายในสวนสาธารณะแห่งนั้นยังเต็มไปด้วยอาคารที่แต่ละประเทศในโลกมาสร้างไว้เพื่อจัดแสดงงานในทุกปี เรียกว่า ‘พาวิลเลียน’
มีคำกล่าวที่ว่าพาวิลเลียนนั้นเป็นเหมือนประเทศนั้น ๆ ขนาดย่อม ตั้งอยู่บนเกาะเวนิสเลยทีเดียว

จากการสังเกตขณะไปเดินทั้ง 2 Venues ผู้คนมักเดินเข้าอาคารแสดงงานรวมก่อน ดูจนหมดแล้วจึงกางแผนที่ที่ได้รับแจกข้างหน้า ตระเวนไปตามพาวิลเลียนของประเทศต่าง ๆ
เพราะคำว่า Foreigners Everywhere นั้นค่อนข้างกว้าง แต่ละศิลปิน แต่ละประเทศก็สื่อสารถึงคำนี้แตกต่างกันไป ตามแต่ประสบการณ์ส่วนตัวและบริบททางการเมืองของแต่ละพื้นที่ เช่น Puerto Rico เล่าถึงการตกอยู่ใต้สเปนและสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกานำเสนองานของ Indigenous Queer ส่วนเมืองเจ้าภาพอย่างเวนิสเล่าถึงสงครามและความตายของคนเวนิส


และประเทศที่ได้รางวัล Golden Lion ไปในปีนี้ก็คือ ออสเตรเลีย
เมื่อเดินเข้าไปในพาวิลเลียนก็จะพบกับตัวแทนของบรรพบุรุษชนพื้นเมืองออสเตรเลียที่จากไปแล้ว ทั้งประติมากรรมตรงกลางห้อง ทั้งชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาบนผนังที่โยงกันเป็น Family Tree ขนาดยักษ์ และโยงมาที่ Me (ฉัน) ตรงกลางห้อง สื่อถึง ‘เสียง’ ของพวกเขาที่ไม่เคยได้รับความสำคัญมากพอ
เรียบง่ายและทรงพลังที่สุด


งานของศิลปินที่แยกไปตามที่ต่าง ๆ ของมุมเมืองก็น่าสนใจไม่แพ้ที่จัดแสดงในนามประเทศ
ยกตัวอย่างเช่นงานของ Pierre Huyghe ที่เล่าถึงเส้นแบ่งอันกำกวมระหว่างความจริงและความไม่จริง มนุษย์และ AI เล่นกับการรับรู้ของผู้ชม
เกือบทั้งหมดนำเสนอโดยงานวิดีโอ ซึ่งเหมือนกับที่ศิลปินมากมายเลือกใช้ในเบียนนาเล่ครั้งนี้ แต่ความพิเศษคือ Piarre จัดแสดงงานในพิพิธภัณฑ์ Punta della Dogana ศุลกากรเก่าในศตวรรษที่ 15 และรีโนเวตโดย Tadao Ando ในยุคนี้ ซึ่งที่มีสเกลใหญ่มาก
แรกเดินเข้าไป คุณจะได้พบกับจอขนาดยักษ์ที่กำลังฉายวิดีโอตัวแรก แต่จะมองรอบข้างไม่เห็นเลย เมื่อดูวิดีโอไปได้สักพัก สายตาจึงจะค่อย ๆ ปรับตัวในความมืด แล้วเห็นช่องทางเดินสู่ห้องถัด ๆ ไป ซึ่งในความมืดตื๋อนั้นก็ทำให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นของเราอ่อนไหวขึ้นด้วย เช่น เมื่อพื้นเปลี่ยนจากวัสดุเรียบ ๆ เป็นพื้นโรยกรวด เราก็จะรับรู้ได้ทันที

โดยส่วนตัวแล้ว ในมุมของผู้ชม (และอาจเรียกได้ว่านักท่องเที่ยว) เรารู้สึกสนุกที่ได้ไปเดินชมงานครั้งนี้ เราเห็นถึงความเชื่อมโยงกันของคนทั้งโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ประเด็นเฉพาะของคนแต่ละกลุ่มถูกลดความสำคัญลงไป
ประกอบกับการได้ไปดูงานในพื้นที่สถาปัตยกรรมเก่าแบบนั้นก็ทำให้คิดว่า เวนิสเป็นเมืองที่ได้เปรียบมาก เมื่อความร่วมสมัยเข้าไปจับกับประวัติศาสตร์ สิ่งใหม่ ๆ ที่น่าสนใจก็เกิดขึ้นได้ไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ในสายตาของคิวเรเตอร์อย่างอริญชย์แล้ว เขาเห็นอะไรไปลึกกว่านั้น
“ไม่ใช่แค่ Foreigners Everywhere มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะพูดถึงในลักษณะไหน”
เขาบอกว่างานในครั้งนี้ยังไม่ตรงรสนิยมของเขามากนัก ถ้าจะชอบก็ชอบเป็นงาน ๆ ไปมากกว่าจะชอบภาพรวม
“เพราะว่าพลวัตของการเคลื่อนย้ายของผู้คนนั้นซับซ้อน ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องสงคราม มันก็เปิดประเด็นหนึ่ง ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องของการทำลายความเป็นศูนย์รวมก็อีกเรื่องหนึ่ง ปัจจัยในการเคลื่อนย้ายมันต่างกัน” เขาให้เหตุผล “ถ้าเราเป็นคิวเรเตอร์ เราจะแบ่งเลย จะพูดถึง Geology พูดถึงอะไรก็ว่ากันไป แต่อันนี้พอไปถึงมันมีหลายอย่างมาวางรวมกัน”
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของเวนิสเบียนนาเล่คือการที่เชิญคิวเรเตอร์ใหม่ ๆ มาร่วมงานทุกครั้ง จึงทำให้ไม่ผูกติดกับแนวคิดเดิม ๆ ของกลุ่มคนเดิม ๆ
เราจะคาดหวังรสชาติแปลกใหม่จากการมาดูได้ทุกปี
Our Roots Run Deep
หลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาทอดพระเนตรเวนิสเบียนนาเล่ในยุคแรกเริ่ม ในยุคหลังประเทศไทยก็มาศึกษาดูงานในนามของกระทรวงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
และกว่า 16 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมจัดแสดงงานในเวนิสเบียนนาเล่ ซึ่งหนึ่งใน Venue ที่ใช้ประจำก็คือชั้น 2 ของร้านกาแฟที่อยู่ทางเข้าของสวน Giardini พอดี
เมื่อสถานการณ์โควิด-19 มาเยือน การเข้าร่วมของไทยก็เป็นอันต้องขาดตอนไป แต่ปี 2024 ทางรัฐบาลมีนโยบาล Soft Power รวมถึง สศร. เองก็มีแนวคิดจะส่งเสริมศิลปินให้มากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้จะยังไม่ได้เข้าร่วมเวนิสเบียนนาเล่ ‘อย่างเป็นทางการ’ แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาจัดนิทรรศการของเราเอง ระหว่างวันที่ 1 – 22 กันยายนที่ผ่านมา ณ Sist’Art Gallery ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าย่าน San Marco และแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า ปีถัด ๆ ไป เราจะมีส่วนร่วมในเทศกาลนี้ทุกปี


นิทรรศการนี้ใช้ชื่อว่า ‘Our Roots Run Deep’ รากเราหยั่งลึก โดยมี อริญชย์ รุ่งแจ้ง ซึ่งเคยมาจัดแสดงงานในเวนิสเบียนนาเล่ ปี 2013 รับบทบาทเป็นคิวเรเตอร์ และมีท่านกงสุลในเวนิส-คนไทยในเวนิส คอยสนับสนุนในหลายขั้นตอน
คิวเรเตอร์มองว่าธีม Foreigners Everywhere ไม่ใช่แค่เรื่องคนย้ายไปอยู่สถานที่ต่าง ๆ แต่เป็นเรื่องของปัจจัยที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของคนด้วยโดยภายในงานมีงานวิดีโอของศิลปินรุ่นใหม่ 6 ท่าน ได้แก่ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ, รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์, นิวัฒน์ มนัสปิยะเลิศ, อนุรักษ์ ธัญญะปาลิต, ปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์, สะรุจ ศุภสุทธิเวช และมี ศรวณีย์ ธนะธนิต มาร่วมพูดคุยในงานเปิดตัว


“แต่ละท่านพูดถึงเรื่องเส้นทางที่ต่างกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน” อริญชย์เล่า
“อย่างเช่นคุณฉันทนา ที่พูดถึงเรื่องแม่น้ำโขงและพิธีไหลเรือไฟ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราสร้างถนนหนทางก่อนที่จะมาถึงยุคสมัยใหม่ ซึ่งวิถีชีวิตของคนอาศัยอยู่กับธรรมชาติเป็นหลัก
“อย่างของคุณรุ่งเรืองพูดถึงถนนที่สร้างเชื่อมระหว่างภาคเหนือกับศูนย์กลาง คือกรุงเทพฯ ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการส่งผลไม้หรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เข้ามาที่กรุงเทพฯ วิถีชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเส้นทาง
“ส่วนงานของสะรุจพูดถึงเรื่องของทางรถไฟตอนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแง่การสร้างเส้นทางเพื่อที่จะบุกรุกไปที่อีกพรมแดนหนึ่ง” คิวเรเตอร์ยกตัวอย่าง
ภาพ : รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์
อริญชย์บอกว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องการจัดการ พวกเขาไม่มีโอกาสได้มาดูไซต์จริงก่อนเริ่มงาน แต่ต้องออกแบบนิทรรศการผ่านภาพที่ได้รับ เมื่อมาถึงก็ต้องจัดการหน้างานที่มีประเด็นยิบย่อยมาให้ท้าทายเสมอ แม้แต่เหตุการณ์น้ำท่วมเวนิสซึ่งไม่ได้เกิดบ่อยมาก ก็เกิดขึ้นในครั้งนี้
แต่งานก็ผ่านพ้นไปด้วยดี มีผู้สนใจงานศิลปะเข้ามาชมทุกวันที่จัดแสดง


“เวนิสเบียนนาเล่ในครั้งนี้ เราได้มาเจอเจ้าของแกลเลอรี เจ้าของพื้นที่ที่เราเช่า เครือข่ายคนไทย คณะกรรมการจัดงานเวนิสเบียนนาเล่ ทั้งในส่วนของงานศิลปะและงานสถาปัตยกรรม ซึ่ง สศร. ได้ไปคุยกับผู้จัดงานว่าเรามีความประสงค์จะร่วมงาน ทั้งงานสถาปัตยกรรมในปีหน้าและงานศิลปะในปีต่อ ๆ ไป” คุณโกวิทเล่าถึงความคืบหน้าในการทำงานของ สศร.
“เราอยากทำให้ได้ในแง่ของการเผยแพร่งานศิลปะ การเผยแพร่ชื่อเสียงของตัวศิลปินเอง การหลอมรวมคนไทยในพื้นที่เวนิส และทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น”
กว่า 1 สัปดาห์ในเกาะโบราณ นักท่องเที่ยวอย่างเราก็เต็มอิ่มกับงานศิลปะร่วมสมัยพอดี
หลังจากนี้ก็จะเฝ้ารอดูประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของเวนิสเบียนนาเล่ในปีถัด ๆ ไปอย่างเป็นทางการ และอยู่ในไกด์บุ๊กร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในโลก รวมถึงจะรอดูความสนุกของ Thailand Biennale ที่ภูเก็ตในปี 2025 ด้วย
เชื่อว่าหากมีเวที มีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพ งานของศิลปินไทยก็เจ๋งได้ไม่แพ้เหล่าตัวท็อปที่เราได้เห็นที่เวนิสในคราวนี้












