ภาพจำฮ่องกงที่เรารู้จัก คือแหล่งชอปปิง ดิสนีย์แลนด์ และบรรดาวัดที่สายมูกล่าวขานว่าควรไปเยือนสักครั้ง นั่นคือความคิดก่อนมาเยือน แต่เมื่อไปถึง เราก็พบว่าคิดผิดไปเยอะ
ฮ่องกงในปี 2024 เปลี่ยนไปจากเดิมตามโลกที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยน คือฮ่องกงยังเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ยังคงเนื้อหอม สำหรับการริเริ่มโปรเจกต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และอาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ ได้ และหนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าจับตามองที่ทางฮ่องกงได้จับมือกับ ‘วีซ่า’ ผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในฮ่องกงในยุคดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ ส่วนจะเป็นอย่างไร เราจะพาคุณร่วมหาคำตอบไปกับเรา
เดือนที่แล้วเราได้มีโอกาสไปร่วมทริปพิเศษ ชื่อว่า ‘Visa Transit Digital Payment Experience Media FAM Tour’ ที่วีซ่าพาไปรู้จักฮ่องกงในมุมใหม่ ให้เราไปขึ้นรถลงเรือ เยี่ยมเยือนสถานที่ต่าง ๆ ได้ค้นพบประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ซ่อนอยู่ โดยมีบัตรวีซ่าเป็นใบเบิกทางให้เดินทางได้อย่างไม่สะดุดตลอดทริป สะดวกสบายชนิดที่เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องพกเงินสดติดตัว

ฮ่องกง วีซ่า และการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ
ก่อนจะพาทุกคนออกเดินทาง เราขอเล่าเรื่องน่าตื่นเต้นหนึ่งอย่างที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทริปนี้ นั่นคือเบื้องหลังความร่วมมือระหว่างฮ่องกงและวีซ่าที่ต้องการยกระดับการเดินทางและท่องเที่ยวในฮ่องกง ด้วยการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงระบบขนส่งมวลชน โดยมีโซลูชันการชำระเงินของวีซ่าเข้าไปช่วยเสริม ให้ท่องรอบเกาะฮ่องกงได้อย่างไร้รอยต่อและปลอดภัย เพราะเราขึ้นรถ ลงเรือ จับจ่ายใช้สอยได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการแลกเงินหรือพกเงินสดให้ยุ่งยาก เพียงมีบัตรชำระเงินของวีซ่าใบเดียว หรือจะเลือกจ่ายผ่าน Mobile App ก็แตะจ่ายได้ทุกที่

ในระหว่างทริปเราได้พูดคุยกับ Felix Chan ผู้จัดการของ Hong Kong Tourism Board ซึ่งเล่าว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์การท่องเที่ยวในฮ่องกงเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนไม่ได้นิยมการแวะมาเช็กอินถ่ายรูปที่แลนด์มาร์กอย่างเก่า แต่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ผ่านสถานที่ที่มีเรื่องราวน่าสนใจ หรือได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ดังนั้น การเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว จะช่วยให้ผู้คนเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งฮ่องกงมีระบบขนส่งมวลชนที่รองรับหลากหลายอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวหลายคนกังวล คือเรื่องการชำระเงิน ลองนึกภาพครั้งแรกที่เราขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ แท็กซี่ หลายคนกังวลเรื่องการซื้อบัตรโดยสารที่ต้องเตรียมเงินสดหรือหาเหรียญไว้เพื่อจ่ายค่าโดยสาร แต่ด้วยการพัฒนาระบบการชำระเงินล่าสุดนี้ ทำให้พกบัตรวีซ่าแค่ใบเดียวก็ใช้จ่ายได้แทบทุกที่และไม่มีขั้นต่ำ ช่วยให้นักท่องเที่ยวอย่างเรารู้สึกอุ่นใจและปลดล็อกการเดินทางไปยังสถานใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น
ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างฮ่องกงและวีซ่า โดยผู้บริหารของวีซ่า Henry Yang ประธานฝ่ายการขายและการรับชำระเงิน (Merchant Sales & Acquiring) ในจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และ Lutricia Kwok หัวหน้าฝ่ายการตลาด จากฮ่องกงและมาเก๊า บอกกับเราว่า เมื่อนำโซลูชันของวีซ่ามาช่วยยกระดับการชำระเงินในฮ่องกง โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน จะช่วยให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ เดินทางได้คล่องตัวขึ้น ช่วยดึงดูดนักเดินทางให้มาเยือนฮ่องกงมากขึ้น ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของฮ่องกงได้อีกทาง ขณะเดียวกัน ยังเป็นการปรับการรับรู้ถึงแบรนด์วีซ่าให้เป็นที่จดจำ ผ่านการแทรกซึมในชีวิตประจำวันของผู้คนจนเริ่มเปลี่ยนจากประโยค “รับบัตรเครดิตไหม” มาเป็น “รับบัตรวีซ่าไหม” การร่วมมือกันครั้งนี้จึงนับเป็นกลยุทธ์ที่ดีต่อทุกฝ่ายและประสบความสำเร็จในฮ่องกงได้ดีทีเดียว

และต่อไปนี้คือสิ่งที่เราค้นพบระหว่างการเดินทางขึ้นรถลงเรือ ไม่ว่าจะ MTR รถราง รถบัส เรือ และอีกหลากหลายเส้นทางที่สะดวกสบายจนนึกอยากให้บ้านเราใช้บัตรวีซ่าใบเดียวแตะเพื่อจ่ายได้ทุกหนแห่งแบบนี้บ้าง
ธนาคารนี้มีเรื่องราว
จุดแรกที่เราเดินทางไปเยือน คือตึกสูงลิ่วอย่าง Standard Chartered ธนาคารขนาดใหญ่ที่ภายในแสนโออ่า ทว่าเราไม่ได้มาทำธุรกรรมแต่อย่างใด
เราสาวเท้าก้าวขึ้นบันไดในระยะที่ยังไม่ทันเหงื่อตก เราก็หยุดอยู่ตรงหน้ากระเบื้องสีสดใสสูงตระหง่าน ซึ่งเป็นภาพโมเสกฝีมือ Remo Riva สถาปนิกผู้ออกแบบธนาคาร Standard Chartered แห่งนี้
หากไล่สายตามองภาพทั้งหมด นอกจากสีสันเตะตากับภาพที่ชวนให้นึกถึงฮ่องกงแล้ว เราจะพบความต่างของภาพแต่ละจุด เพราะสิ่งที่ Remo Riva ต้องการสื่อถึง คือภาพของฮ่องกงในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดก้าวไปหน้าอยู่เสมอ

หลังเก็บภาพประทับใจ เราเดินออกมายังตึกข้าง ๆ ยังธนาคาร HSBC
บริเวณด้านหน้า มีรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านหันหน้าเข้าหากัน ผู้นำทริปของเราเล่าให้ฟังว่า สิงโตฝั่งที่อ้าปากคำรามมีชื่อว่า Stephen ส่วนฝั่งที่ปิดปากนิ่ง ชื่อว่า Stitt ซึ่งตั้งตามชื่อผู้จัดการธนาคารอาวุโส 2 คนในช่วงปี 1920 ซึ่งมีบุคลิกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ว่ากันว่าในช่วงสงคราม รูปปั้นจำนวนมากถูกนำไปหลอมเพื่อทำเป็นอาวุธ ในยุคที่ขาดแคลนโลหะ เช่นเดียวกับประติมากรรม 2 ชิ้นนี้ แต่ความโชคดีคือสงครามยุติก่อนที่รูปปั้นทั้ง 2 จะถูกหลอมละลาย จึงส่งกลับมายังฮ่องกงเพื่อทำหน้าที่เฝ้าธนาคารแห่งนี้ จนกลายเป็นเหมือนผู้พิทักษ์คอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และให้โชคแก่ผู้ที่เอื้อมมือไปลูบอุ้งเท้าของเจ้าสิงโต


หลังฟังเรื่องราวนี้จบ เราข้ามถนนไปรอรถรางเพื่อเดินทางต่อ เมื่อพาหนะหน้าตาคล้ายรถบัส 2 ชั้น แต่ดูผอมบางลงมาเล็กน้อย ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดตรงหน้า

รถราง นับว่าเป็นระบบขนส่งที่อยู่คู่ฮ่องกงมานานถึง 120 ปี แม้จะดูย้อนยุคเก่าแก่ แต่กลับรองรับระบบการชำระเงินที่สุดล้ำ เพราะเราใช้บัตรวีซ่าแตะเพื่อจ่ายได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเข้าคิวหรือควานหาเหรียญให้ยุ่งยาก

ตลาดเก่าเล่าใหม่
นั่งรถชมวิวเมืองมาไม่นาน เราก็พบกับอาคารสีเหลืองอ่อน แม้จะดูเล็ก แต่กลับสะดุดตาเมื่อรายล้อมไปด้วยตึกระฟ้า

ที่นี่คือ Central Market ตลาดสดแห่งแรกของฮ่องกงที่ดัดแปลงมาเป็นแหล่งรวมร้านเล็ก ๆ พร้อมโซนจัดแสดงงานศิลปะและบูทบอกเล่าเรื่องราวของตลาดตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน ทั้งภาพถ่ายพร้อมคำบรรยาย ไปจนถึงบูทที่ใช้ AI มาช่วยเล่าประวัติศาสตร์ให้สนุกยิ่งขึ้น


อาคารแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1939 โดยยังคงรักษาโครงสร้างเดิมในสไตล์ Streamline Moderne และสไตล์ Bauhaus เอาไว้ โดยเฉพาะบริเวณบันได มุมที่หลายคนแวะเวียนไปถ่ายภาพ บ้างก็ไปตามรอยผลงาน Fan Ho ช่างภาพสตรีตชื่อดังของฮ่องกงที่เคยบันทึกภาพหน้าบันไดในช่วงเวลาบ่าย 3 โมง 45 นาที ซึ่งแสงเงาตกกระทบลงมาพอดี จนได้ภาพขาวดำสุดคลาสสิกที่ชื่อว่า ‘Quarter to Four’ ตามช่วงเวลา 15.45 น. ที่เขาลั่นชัตเตอร์


นอกจากนี้ Central Market ยังเป็นศูนย์รวมร้านรวงเล็ก ๆ ที่น่ารักไว้มากมาย ตั้งแต่ร้านขายของฝากจากฮ่องกง ร้านจำหน่ายงานฝีมือสุดเก๋ ตู้กดหนังสืออัตโนมัติสำหรับเหล่านักอ่าน ไปจนถึงร้านค้าท้องถิ่นที่มีแค่ในฮ่องกงเท่านั้น เช่น ร้าน Slowood ที่มีสินค้าออร์แกนิกและดีต่อโลกจากหลากหลายแบรนด์มารวมไว้ในที่เดียวกัน และหากอยากซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไป ทุกอย่างก็สะดวกสบายมากกว่าสมัยก่อน เพราะยุคนี้แค่มีบัตรวีซ่าใบเดียวก็จับจ่ายใช้สอยได้แทบทุกร้าน ไม่ว่าจะซื้อน้ำเปล่าขวดเล็กหรือของฝากชิ้นใหญ่ เพราะไม่มียอดขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต


อดีตเรือนจำ สู่สถานที่หย่อนใจ
ไม่ไกลจาก Central Market นัก เราจะเห็นทางเชื่อมไปยังบันไดเลื่อนที่ยาวจนต้องแหงนหน้ามอง หากใครเป็นแฟนคลับพ่อหนุ่มสับปะรดกระป๋องในหนัง หว่อง กาไว คงพอจะนึกออกว่านี่คือบันไดเลื่อนที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ Chungking Express

เราซึมซับบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ในความทรงจำไม่นาน ก็เดินทางมาถึงจุดหมายต่อไปอย่าง Tai Kwun อดีตพื้นที่ที่รวมเอาสถานีตำรวจ ศาล และเรือนจำเอาไว้ในที่เดียวกัน แต่ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด

เก้าอี้หลากสีสันถูกจัดวางอย่างน่ารักใต้ร่มไม้ ส่วนภายในอาคารยังคงอนุรักษ์โครงสร้างดั้งเดิมไว้ แต่กลับไม่รู้สึกว่าน่ากลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ตัวอาคารกลับดูมีเสน่ห์และสะอาดตามากกว่า แถมยังมีแกลเลอรี ร้านอาหาร และกิจกรรมที่น่าสนใจหมุนเวียนมาให้เข้าชมอยู่เรื่อย ๆ


เมื่อดื่มด่ำบรรยากาศอาคารเก่าอย่างเต็มอิ่ม และได้เติมพลังด้วยมื้อเย็นจนเรี่ยวแรงกลับมาอีกครั้ง ก็ถึงเวลาขึ้นรถรางชมทัศนียภาพยามค่ำคืนกัน

นั่งรถรางพลางชมวิว
นอกจากรถรางจะใช้เดินทางไปตามจุดต่าง ๆ ในฮ่องกงแล้ว ยังมีบริการเช่ารถรางแบบส่วนตัวที่เหมาะจะนั่งชมเมืองในยามค่ำคืน หรือจะจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ก็มีสีสันไปอีกแบบ
รถรางที่พาเราออกเดินทางรอบเมืองในคืนนี้ดูน่ารักเป็นพิเศษ ภายนอกเป็นสีขาวครีมสะอาดตา ภายในถูกตกแต่งด้วยแสงไฟโทนอุ่น รับกับเก้าอี้ไม้และโซฟาสีน้ำตาลทรงโค้งมน ช่วยให้บรรยากาศดูละมุนอบอุ่นใจ

รถรางเคลื่อนตัวออกจากสถานีช้า ๆ ค่อยเผยให้เห็นบรรยากาศรอบข้าง
แม้พระอาทิตย์จะบอกลาไปมากกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว แต่ผู้คนจำนวนมากยังเดินขวักไขว่ สองข้างทางยังเต็มไปด้วยแสงไฟนีออนและตึกระฟ้าที่ให้ความรู้สึกต่างออกไปจากช่วงกลางวัน

หากใครมีโอกาสได้เช่ารถรางแบบส่วนตัว เราแนะนำว่าไม่ควรพลาดวิวจากชั้น 2 เพราะนอกจากจะมีสายลมพัดเข้ามาเบา ๆ ให้ได้คลายจากความอบอ้าวในช่วงหน้าฝนแล้ว ยังได้เห็นภาพท้องถนนและสองข้างทางแบบเต็มอิ่มปิดท้ายวันอีกด้วย

พา-มา-รถไฟ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังเริ่มต้นวันด้วยกาแฟหอม ๆ สักแก้ว
เราลงชั้นใต้ดินของโรงแรมเพื่อออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้า MTR ที่จากหน้าตาจะดูใหญ่กว่ารถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเราหลายเท่า แต่ปริมาณคนมหาศาลทำให้พื้นที่ขนาดกว้างดูเล็กลงไปกว่าความเป็นจริง

MTR นับเป็นการเดินทางที่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ด้วยป้ายบอกทางที่ดูง่าย แถมยังชำระค่าโดยสารได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพียงแตะจ่ายด้วยบัตรวีซ่า เพื่อเข้าสถานีได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว

เรานั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Hung Hom เพื่อเข้าชม Station Rail Voyage Exhibition นิทรรศการที่เก็บทุกรายละเอียดของรถไฟฮ่องกง ซึ่งมีตั้งแต่อุปกรณ์รถไฟในวันเก่า ป้ายประกาศในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย เรื่องราววิวัฒนาการของรถไฟฮ่องกง ไปจนถึงการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่เหล่าพนักงานรถไฟต้องมีติดกระเป๋า

หากเดินลงไปยังชั้นใต้ดิน เราจะเห็นรถไฟในยุคก่อนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ยังเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปลองยืน เดิน นั่งเล่น ได้สัมผัสบรรยากาศวันวานของรถไฟในอดีตอีกครั้ง


นั่งเรือชมอ่าว
หากใครคิดถึงภาพท้องฟ้ากว้าง และอยากพักสายตาจากตึกสูงและผู้คน เราแนะนำให้แวะมาที่อ่าววิกตอเรีย เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศริมน้ำและท้องฟ้ากว้าง ชมทิวทัศน์ของเกาะฮ่องกงในอีกแบบ ได้ทอดสายตามองตึกระฟ้าจากมุมไกล ๆ และรับลมทะเลให้สบายใจ

แน่นอนว่ามาถึงท่าเรือทั้งที ก็ต้องลงเรือเฟอร์รีด้วยนะถึงจะเรียกว่ามาถึงฮ่องกง ซึ่งหากเรานึกย้อนไปสมัยก่อน จะลงเรือนี่คือต้องวุ่นวายกับการทั้งควานหาเหรียญดูหน้าหลังว่าหยิบถูกเหรียญไหม เลือกวนไปมาเสียเวลาและเกรงใจคนที่ต่อแถวด้านหลังอีกด้วย แต่ตอนนี้สบายขึ้นเยอะ เพราะปี 2024 นี้เป็นปีแรกที่ใช้บัตรวีซ่าแตะเพื่อจ่าย ขึ้นเรือได้โดยไม่ต้องซื้อตั๋ว เราก็ไม่รอช้า รีบแตะบัตรเข้าไปนั่งเรือข้ามฟาก แล้วหาที่นั่งดี ๆ ให้มองเห็นวิวรอบข้างได้แบบถนัดตา

เราใช้สายตาบันทึกภาพผืนน้ำและเมฆปุกปุยที่จับกลุ่มกันอยู่แสนไกล
ลมเย็น ๆ พัดเข้ามาปะทะใบหน้าปะปนไปกับฝนเม็ดเล็ก แม้ท้องฟ้าวันนี้ไม่สดใสนัก แต่ก็ได้บรรยากาศเย็นชื่นใจปิดท้ายการเดินทางได้ดีทีเดียว

แม้จะเป็นเพียงทริปสั้น ๆ แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักฮ่องกงในมุมที่ต่างออกไป โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ที่ฮ่องกงจัดระบบขนส่งให้รองรับการชำระเงินแบบดิจิทัล อย่างเราที่พกบัตรวีซ่าใบเดียวก็ ‘แตะเพื่อจ่าย’ ได้ครบครัน ตั้งแต่การขึ้นรถราง รถไฟฟ้า แท็กซี่ ไปถึงนั่งเรือข้ามฟาก หรือชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านค้าก็ตาม ด้วยบัตรวีซ่าคอนแทคเลสใบนี้ที่ให้การใช้จ่ายสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ช่วยให้เราเดินทางในต่างแดนได้โดยไร้ความกังวล แม้ไม่มีเงินสดติดกระเป๋า ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การเดินทางที่น่าสนใจอีกครั้ง และเป็นเสมือนใบเบิกทางที่พาเราไปค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ หรือเข้าไปสำรวจสถานที่เดิมในมุมที่ต่างออกไป
เช่นเดียวกับสิ่งที่เราค้นพบในทริปนี้
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
