12 สิงหาคม 2024
2 K

“ป่าใต้มีแค่เดินขึ้นกับเดินลง ไม่มีทางเรียบ” 

คือคำเตือนจากช่างภาพสัตว์ป่าประสบการณ์ 30 ปี ก่อนที่ผมจะเดินทางมาถึงเมืองเบตง จังหวัดยะลา ที่อยู่ล่างสุดของประเทศไทย เพื่อร่วมงาน ‘Fjällräven Thailand : Betong Hike 2024’ โดย Thailand Outdoor ที่จะพาเราเดินป่าลัดเลาะไปตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นระยะทางกว่า 45 กิโลเมตร

โครงการนี้เริ่มต้นจากกลุ่มคนที่มีโอกาสไปสัมผัสประสบการณ์เดินป่าในงาน Fjällräven Classic Sweden ระยะทาง 110 กิโลเมตร ณ ประเทศสวีเดน เมืองหลวงแห่งการเดินป่า แล้วเกิดแนวคิดว่าประเทศไทยน่าจะมีเส้นทางเดินป่าระยะไกลให้คนไทยได้เดินบ้าง จึงชวนมิตรสหายซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นร่วมกันออกสำรวจเส้นทางที่น่าจะมีศักยภาพในการท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติ และเกิดเป็นเส้นทางแรกที่เรียกว่า ‘แม่เงา 50 กิโลเมตร’ ขึ้นมา 

ก่อนจะมาเป็น เส้นทาง Fjällräven Thailand : Betong Hike 2024 ที่ไม่ใช่แค่การเดินป่าธรรมดา แต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติ ระหว่างนักเดินป่ากับชุมชนท้องถิ่น ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือหนึ่ง มีเส้นทางเดินป่าระยะไกลให้คนไทยได้เดิน สอง สร้างรายได้ให้คนในชุมชน ให้คนอยู่กับป่าได้โดยไม่รุกป่า และสาม สร้างวัฒนธรรมการเดินป่าที่แข็งแรงให้เกิดในเมืองไทย

วันแรก

วันแรกก่อนเริ่มเดินทาง ผมมาถึงจุดลงทะเบียนที่เบตง บรรยากาศตรงนั้นเหมือนการจำลองงาน Fjällräven Classic ของสวีเดนมาไว้ที่ประเทศไทย ทั้งร้านขายอุปกรณ์สำหรับคนที่ตกหล่นอะไรไปตอนจัดกระเป๋า จุดแจกของก่อนเริ่มเดินที่เรียกว่าเกินคุ้มกับค่าสมัคร ทั้งหมวกปีกกว้างของ Fjällräven แก้วน้ำของ Primus ผ้าเช็ดหน้า พัดที่ระลึก และของสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุกกิจกรรมเดินป่าของ Fjällräven อย่าง ‘หนังสือเดินทาง’ สำหรับประทับตราตามเช็กพอยต์ต่าง ๆ 

ท่ามกลางเสียงทักทายและเสียงหัวเราะของนักเดินป่าที่มารวมตัวกัน ผมได้เจอกับ พี่บาส และ พี่ตู่ พี่ที่ผมเคยเป็นเด็กฝึกงานวัยละอ่อนเดินตามหลังในโรงพิมพ์เมื่อ 20 ปีก่อน 

คนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กัน โลกจะหมุนให้มาเจอกันเอง

ผมนึกถึงคำนี้ขึ้นมา จริงอยู่ว่าผมเคยคุยกับพี่เขาไว้ว่าอยากไปเดินป่าด้วยกัน แต่ใครจะนึกว่าผ่านไป 20 ปีแล้ว โลกจะหมุนให้เรามาเจอกัน ณ เมืองที่ไกลจากโรงพิมพ์หลายร้อยกิโลเมตรขนาดนี้

ใบหน้าของเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ที่มีใจรักในการเดินป่าเหมือนกัน เสียงทักทายและเสียงหัวเราะดังอยู่รอบ ๆ จุดลงทะเบียน สร้างบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นและพร้อมสำหรับการออกเดินทาง เวลาอีก 3 วันต่อจากนี้คงไม่เหงาแล้ว ผมคิดในใจ

  พวกเรานั่งรถออกจากเบตงไปอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อไปเริ่มต้นเดินที่ศูนย์เพาะพันธุ์ปลานอกทางเหนือของเบตง แล้วใช้เวลาเดิน 3 วัน ไล่ไปตามชายแดนประเทศมาเลเซีย ก่อนจะเดินกลับเข้าเส้นชัยที่หอนาฬิกาเมืองเบตงในวันสุดท้าย

ก่อนที่เราจะเริ่มเดิน พี่งบ-ธัชรวี หาริกุล ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Thailand Outdoor ที่จัดงาน ได้พูดคุยกับพวกเรา “เหตุผลที่คนเราเดินป่ามีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือการได้พบเจอสถานที่ใหม่ ๆ ออกไปในที่ที่ไม่เคยเห็น ส่วนอีกข้อ…” พี่งบยิ้ม “เอาไว้คุยกันหลังจากเดินเสร็จนะครับ”

ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ ป่าใต้ก็ต้อนรับผมด้วยเนินตรงหน้า ป่าใต้มีแค่เดินขึ้นกับเดินลง คำพูดนี้ลอยขึ้นมาในหัวผมทันที จากแผนที่วันนี้เราต้องเดินกัน 9 กิโลเมตรเพื่อไปที่จุดตั้งแคมป์แรก แต่ยังไม่ทันพ้นกิโลเมตรแรกผมก็หอบแล้ว 

ด้วยสภาพป่าดิบชื้น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุหลายร้อยปีที่สูงใหญ่บดบังทุกอย่างมิดจนแทบไม่มีลมผ่าน และอากาศประเทศไทยที่มีแค่ร้อนกับร้อนมาก ตอนนี้ผมเหมือนเดินอยู่ในห้องซาวน่าร้อน ๆ ชื้น ๆ เหงื่อไหลออกมาจากทุกส่วนของร่างกาย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นไม่แพ้ความชันของภูเขา ทำให้เราต้องการน้ำมากกว่าปกติ และจุดเติมน้ำมีแค่จุดพักแรกกับจุดตั้งแคมป์เท่านั้น การบริหารจัดการน้ำดื่มจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก มันช่างไม่เหมือนป่าใต้ที่ผมเคยจินตนาการไว้ว่าต้องดิบชื้นและเต็มไปด้วยแหล่งน้ำ

กว่าผมจะหอบเอาร่างเดินมาถึงจุดตั้งแคมป์แรกก็เป็นเวลาเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ถือว่าใช้เวลามากกว่าที่คิดไว้มาก ผมอาจจะไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นนักเดินป่า แต่ก็มั่นใจในประสบการณ์ที่เคยเดินมาพอตัว

ทุกคนแยกย้ายกันไปกางเต็นท์ ผูกเปล และเริ่มเตรียมทำอาหาร แต่สิ่งแรกที่ผมทำหลังผูกเปลเสร็จคือไปอาบน้ำ ถ้าการเดินวันนี้เป็นเหมือนห้องซาวน่าล่ะก็ การได้อาบน้ำแช่ตัวในน้ำเย็น ๆ นี่แหละที่จะทำให้จบวันอย่างสมบูรณ์แบบ 

แต่จุดอาบน้ำตรงหน้าคือลำธารเล็ก ๆ ที่มีแอ่งน้ำลึกประมาณข้อเท้า ถ้าจะอาบคงต้องหาอะไรมาใช้ตัก ผมกับพี่บาสมองหน้ากันแบบจ๋อย ๆ โชคดีที่ผมมีแก้วน้ำซึ่งตั้งใจหยิบมาใช้แปรงฟัน ถึงจะตักน้ำได้ทีละนิด แต่มันก็เย็นสดชื่นพอจะเยียวยาความเหนื่อยล้าของวันนี้ได้เป็นอย่างดี 

ระหว่างยืนรอสลับกันใช้แก้วตักน้ำกับพี่บาส ตอนนี้ผมยืนอยู่ตัวเปล่าไร้เสื้อผ้าติดกาย เท้าเปล่าแช่อยู่ในลำธารที่ไหลผ่านไป แหงนหน้าเหม่อมองขึ้นไปในความมืดบนท้องฟ้า เป็นช่วงเวลาที่ผมเหมือนจะไร้การปกป้องจากสิ่งที่คุ้นชิน แต่ผมกลับสบายใจในช่วงเวลานี้เหลือเกิน

ผมกลับขึ้นมาเพื่อทำอาหารให้เสร็จทันพร้อมที่จะนั่งกินข้าวกับทุกคน กองไฟกลางแคมป์และกลิ่นควันไฟเป็นเสน่ห์ของการแคมปิ้งอยู่เสมอ พวกเรายกอาหารมานั่งกินรอบกองไฟ แบ่งปันเรื่องราวการเดินทางของกันและกัน เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลงตามจำนวนคนที่ลุกไปนอนพักจากความเหนื่อยล้า ผมพยายามฝืนนั่งให้นานที่สุดเพราะยังติดใจในเสน่ห์ของกองไฟ แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับเสียงประท้วงของร่างกาย ค่อย ๆ ลากตัวเองขึ้นไปนอนบนเปลที่ผูกไว้ใกล้กองไฟมากที่สุด เพื่อจะได้นอนหลับไปพร้อมกับเสียงของไม้ที่ปะทุอยู่ในกองไฟ

วันที่ 2

หลังจากกินข้าวเรียบร้อย เราเก็บของทุกอย่างขึ้นหลัง รวมถึงขยะทุกชิ้น เพื่อจะไม่ทิ้งอะไรไว้รบกวนธรรมชาติ วันนี้เรายังต้องเดินทางต่อในป่าทึบอีก 14 กิโลเมตร ที่อาจจะไม่มีทางขึ้นชันเท่าวันแรกแล้ว แต่เป็นสันเขาแบบขึ้น ๆ ลง ๆ พอเดินขึ้นแล้วเราก็ต้องเดินลง และตรงหน้าก็จะมีทางขึ้นรออยู่ ทุกครั้งที่เดินขึ้น สุดทางก็จะเห็นหลักเขตชายแดน ด้านหนึ่งเขียนว่าประเทศไทย อีกด้านเขียนว่ามาเลเซีย ผมตื่นเต้นที่ตอนนี้เหมือนได้เดินข้ามไปข้ามมาระหว่าง 2 ประเทศ แต่พอเริ่มเดินขึ้นลงก็เหมือนติดอยู่ในลูป ความตื่นเต้นเริ่มกลายเป็นความรู้สึกท้อ

ในที่สุดธรรมชาติก็คงสงสารพวกเรา จึงได้ชโลมสายฝนลงมาในช่วงบ่าย ตามปกติผมคงจะบ่นยับไปแล้ว เพราะการเดินกลางฝนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ครั้งนี้ผมกลับรู้สึกขอบคุณมากจริง ๆ เพราะสายฝนเหมือนเติมความเย็นให้ร่างกายที่กำลังโอเวอร์ฮีตของผมให้สดชื่นและมีแรงเดินต่ออีกครั้ง 

ด้วยสภาพป่าทึบรวมกับฝนที่ตกลงมา ทำให้เวลา 4 โมงมืดราวกับ 6 โมงเย็น เราต้องหยิบไฟฉายคาดหัวขึ้นมาส่องทาง แล้วรวบรวมแรงฮึดกัดฟันเดินไปให้ถึงจุดตั้งแคมป์ที่ 2 ให้ได้ก่อนฟ้าจะมืดจริง ๆ และในที่สุดผมก็มาถึงเป็นกลุ่มเกือบสุดท้ายในเวลา 1 ทุ่ม

ผมรวบรวมแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดผูกเปลและรีบไปอาบน้ำ วันนี้จุดอาบน้ำใหญ่แบบลงไปแช่ได้สบาย แต่สภาพผมคือหมดแรงแบบหมดเลย อาบได้ไม่นานก็ต้องรีบมาทำกับข้าว ผมกับพี่บาสนั่งกินข้าวอยู่ใต้เปลตัวเอง เพราะลุกไปไหนไม่ไหวแล้ว แล้วค่อยคุยกันข้ามเปล ก็ถือว่าไม่ได้นั่งกินข้าวคนเดียวเหงา ๆ แล้วกัน 

วันสุดท้าย

วันสุดท้ายตามแผนที่แล้วเป็นทางลงเขาอย่างเดียว ไม่มีเดินขึ้น สบายละ ผมคิดไว้แบบนั้นตอนแรก แต่ในความเป็นจริงไม่เหมือนกับที่คิดไว้ มันเป็นทางลงแบบชัน ๆ มองไม่เห็นปลายทาง ยาวแบบไร้ที่สิ้นสุด และเป็นทางลงแบบที่เราต้องจิกเท้าจนนิ้วแทบทะลุออกมา เพื่อประคองตัวเองไม่ให้ลื่นไถลอยู่หลายชั่วโมง เกร็งจนกล้ามเนื้อขากรีดร้องว่าขอเดินขึ้นยังดีกว่า

ขอบคุณอีกครั้ง ปลายทางของทางลาดคือลำธารสายใหญ่ที่แค่เห็นก็อยากไถลก้นลงไปให้ถึงเร็วที่สุด เราทุกคนโยนเป้ลงทันที และแทบจะโยนตัวเองลงไปในน้ำเย็น ๆ นั้น เรานั่งพักกันที่จุดนี้ยาวนาน เพื่อเตรียมใจสำหรับ 10 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนพิชิตเส้นชัยที่ใจกลางเมืองเบตง

จากพื้นดินมาถึงพื้นถนน เราเห็นเมืองเบตงอยู่ตรงหน้าแล้ว ป่ากับเมืองอยู่ใกล้กันจนผมอิจฉา จะมีกี่เมืองที่เราเดินป่าแล้วเดินกลับเข้าเมืองได้ง่าย ๆ แบบนี้อีก

ช่วงสุดท้ายเรียกว่าผมลากขาไปข้างหน้าเรื่อย ๆ น่าจะถูกต้องกว่าบอกว่าเดิน แต่เสียงเชียร์และรอยยิ้มให้กำลังใจจากชาวเมืองตลอดทางช่วยผลักดันให้ผมยังเดินต่อ จนในที่สุดเราก็มาถึงเส้นชัย พร้อม ๆ กับพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า เปลี่ยนท้องฟ้าให้เป็นสีน้ำเงินปนชมพู เหมือนความรู้สึกที่ปนเปอยู่ในใจผมตอนนี้ที่มันทั้งเหนื่อย ภูมิใจ โล่งใจ และเสียดาย 

ระหว่างเดินกลับที่พัก ผมนึกขึ้นได้ว่าพี่งบยังไม่ได้บอกเหตุผลข้อที่ 2 เลย แต่ผมคิดว่ามันคือการได้พบเจอผู้คน ได้เจอเพื่อนทั้งใหม่และเก่า ไม่ใช่แค่คนที่เดินด้วยกัน แต่เป็นทุกคนที่ผ่านเข้ามาเจอกันในเส้นทาง

เบตงอาจจะเป็นเมืองที่ผู้คนหวาดกลัวจากชื่อเสียงที่ได้ยินมาโดยไม่เคยได้มาเห็น เพราะเบตงเป็นเมืองในม่านหมอก เป็นหมอกที่อาจจะบดบังจนคนนอกมองไม่เห็นความสวยงามของเมืองนี้ แต่ถ้าคุณมีโอกาสได้ลองเดินเข้ามา คุณอาจจะกำลังยิ้มเหมือนผมที่กำลังยืนยิ้มพร้อมถือเหรียญผู้พิชิตเส้นทาง Betong Hike อยู่ตอนนี้

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟและกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที (ถ้า IG: @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า)