“มีเรื่องราวมากมายอยากเล่าให้คุณฟัง” เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นชัดเจนในใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินทางออกจากร้านอาหาร The Artisans Ayutthaya
ตึกสถาปัตยกรรมรูปทรงสามเหลี่ยม 5 หลัง รายล้อมด้วยหญ้าเขียวขจีและความร่มรื่นของไม้ใหญ่ในบรรยากาศหลังฝนตก เย็นสบาย เราได้รับรอยยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่นตั้งแต่เปิดประตู เดินผ่านกำแพงบล็อกแก้วเข้ามาจะพบกับ ป้าอี่ ที่กำลังตั้งใจจัดเตรียมเตาถ่านเพื่อรังสรรค์เมนูให้เราทานในวันนี้


เมื่อได้สนทนาด้วย เราพบว่าป้าอี่เป็นคนในชุมชนบ้านรุน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อดีตประกอบอาชีพแม่ค้าน้ำชง แต่ฝีมือการทำอาหารไม่เป็นสองรองใคร จนถูกตาต้องใจ คุณแม่สรวีย์ วิศิษฏ์โสพา เจ้าของพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้มีความฝันอยากสร้างศูนย์รวมใจชาวเมืองเก่าไว้ด้วยกัน จึงเกิดเป็น ‘The Artisans Ayutthaya’ ร้านอาหารไทยต้นตำรับที่ชวนคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านมาเป็นเชฟ

สร้าง
แรกเริ่มเดิมทีที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงนี้จะใช้สร้างโรงแรม แต่ร้าน The Artisans ก่อกำเนิดขึ้นแทน ด้วยเหตุผลเพียงหนึ่งประการแต่หนักแน่นพอ คืออยากให้คนในชุมชนบ้านรุนกลับมามีความหวังอีกครั้ง จากคำบอกเล่าของคุณแม่ว่า “หมู่บ้านนี้มีแต่ผู้หญิงที่ไม่แต่งงานและแม่หม้าย ทุกคนต้องดูแลตัวเอง”
ป้า ๆ ในชุมชนบ้านรุนส่วนมากทำอาชีพค้าขายทั่วไปและทำนา เงินทองไม่ได้มีมากจนเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง แต่ก็ด้วยความเป็นคนท้องถิ่นอีกเช่นกันที่ทำให้พวกเขามีภูมิปัญญาติดตัว
“ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง เพียงแต่ไม่ได้รับโอกาส The Artisans เป็นเหมือนพื้นที่สร้างโอกาสให้คนได้รู้ถึงคุณค่าของเขา แล้วเอาคุณค่านั้นกลับมาเลี้ยงดูตัวเขาเอง”


การได้เห็นกำแพงบล็อกแก้วสลับกับโครงไม้ ชวนให้เราคิดว่าวัสดุที่พบเจอบ่อยตามห้องน้ำแต่น้อยครั้งจะได้เฉิดฉายภายนอกอย่างบล็อกแก้ว ไม่ต่างอะไรกับคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ค่อยมีใครเหลียวแลแต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า ประกอบกับโครงไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนไทยในชุมชนบ้านรุน ยิ่งทำให้ตัวตึกมีสีทองอร่ามยามโพล้เพล้
การก่อสร้าง The Artisans ไม่ได้มีผู้รับเหมาแต่เป็นช่างท้องถิ่นมาช่วยกัน โดยใช้เวลานานถึง 2 ปี ออกแบบโดย ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา สถาปนิกแห่ง Bangkok Project Studio งดงามจนได้รับรางวัล THE DESIGN PRIZE 2021 สาขา Social Impact จาก designboom ประเทศอิตาลี แต่ละตึกเชื่อมกันด้วยสะพานไม้ ตั้งชื่อห้องอาหารต่าง ๆ เป็นชื่อป้าอี่ ป้าขันทอง ป้าเสงี่ยม ป้าแตน และป้ารี ซึ่งเป็นแม่ครัวยุคก่อตั้ง บ้างรับหน้าที่หุงข้าวหม้อดิน บ้างกวนขนม แวะเวียนเข้ามาพูดคุยหรือทักทายกับป้า ๆ ได้เสมอ

คุณแม่เล่าการพบกันของโชคชะตาให้ฟังว่า “เราเจอป้าอี่เข็นรถขายโอเลี้ยง ชาดำเย็น แก้วละ 10 บาท ถ้าเป็นลมกลางทางจะทำยังไง เราก็ดูงานที่ป้าพอทำไหวแล้วชวนมาทำงานด้วยกัน เริ่มจากการมาช่วยเด็ดผัก ใช้ชีวิตเหมือนตอนไปทำอาหารที่วัด แต่เรามีอีกทีมที่เป็นวัยหนุ่มสาวในชุมชนที่จะเข้ามาช่วยเรื่องจัดจาน สร้างความสวยงาม ยกระดับอาหารท้องถิ่นมากขึ้น”
สรรค์
“อยุธยาเป็นเมืองหลวงไทยถึง 417 ปี มีอะไรดี ๆ ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เราอยากใช้ของท้องถิ่น อยากส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้เห็น เพราะกลัวมันจะหายไป”
ถ้าคุณได้เข้ามาใน The Artisans คำบอกเล่าข้างต้นไม่เกินจริงเลยสักนิด
เริ่มตั้งแต่ Welcome Drink อย่างน้ำกระเจี๊ยบสกัดเย็นรสชาติหวานอมเปรี้ยวเสิร์ฟในถ้วยดินเผา เป็นผลงานของ ป้ายอ ครูช่างศิลป์จากชุมชนคลองสระบัวเพียงคนเดียวที่ยังอยู่ ใช้วิธีปั้นมือแบบโบราณ ไม่ผสมสารเคมี
“ปกติป้ายอปั้นแต่หม้อ ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครใช้หม้อที่แกปั้นแล้ว แต่ก็ยังทำอยู่แม้จะขายไม่ได้ ลึก ๆ แกคงกลัวมันหายไปเหมือนกัน” The Artisans นำวิชาของป้ายอมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทสังคมมากขึ้น โดยคุณแม่ไปลงมือเรียนรู้วิธีการปั้นดินเผารูปทรงอื่น ๆ ด้วยตัวเองเพื่อนำกลับมาต่องานกับป้ายอ จนกลายเป็นภาชนะใส่อาหารให้ผู้มาเยี่ยมชมได้ลิ้มรส อีกทั้งยังไปสืบเสาะของดี OTOP แต่ละชุมชนในอยุธยา เพื่อนำมาใช้ในส่วนอื่น ๆ อย่างเครื่องเบญจรงค์จากอำเภอบางซ้ายและมีดอรัญญิกจากอำเภอนครหลวง
เรามีโอกาสเดินสำรวจโดยรอบร้านจนเกิดความสงสัยว่าต้นไม้ที่เลือกปลูกในบริเวณนี้คือต้นอะไร คุณแม่บอกว่าหนึ่งในนั้นคือต้นมะดัน หลาย ๆ เมนูจึงมีมะดันเป็นส่วนประกอบ เช่น ต้มกะทิปลาสลิด แกงส้มดอกโสนกุ้งแม่น้ำ ถ้าลูกค้าสั่งก็เด็ดสด ๆ จากต้นไปปรุงอาหารได้เลย รวมถึงพืชผักสวนครัวในแต่ละเมนูก็มีมาจากคนในชุมชนช่วยกันเพาะปลูกนำส่งตรงมาที่ร้าน นับเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน

เสพ
เมนูอาหารที่ The Artisans มี 2 รูปแบบ คืออาหารจานเดียวและสำรับไทย โดยแบบสำรับต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ประกอบด้วย สำรับป้าอี่ เรียกกันง่าย ๆ ว่าสำรับชาวบ้าน เนื้อสัตว์ที่ใช้ส่วนมากคือเนื้อวัว เพราะคนสมัยก่อนที่ไม่มีอันจะกินมากนัก ก็ไม่ได้มีกำลังทรัพย์จะซื้อเนื้อชนิดอื่นมาปรุงอาหาร และสำรับป้าขันทอง เรียกกันง่าย ๆ ว่าสำรับเศรษฐี ใช้เนื้อไก่เป็นหลัก เพราะคนที่ซื้อเนื้อไก่ได้นับว่าเป็นเศรษฐีในสมัยก่อน
ทุกคนที่สั่งสำรับจะได้ลองทำเวิร์กช็อปเล็ก ๆ อย่างการทำข้าวต้มมัดก่อนเสิร์ฟ ซึ่งจุดเริ่มต้นของเวิร์กช็อปนี้ก็ทำเอาคนฟังอย่างเรายิ้มตามคุณแม่ไปด้วย


“ช่วงน้ำท่วม หลายคนในหมู่บ้านขาดรายได้ เราเจอป้าคนหนึ่งพายเรือมา แกบอกว่าถ้าน้ำลงแล้วขอมาทำงานด้วยได้ไหม พอดีเห็นว่าป้าแกทำข้าวต้มมัดอร่อย เลยเพิ่มเวิร์กช็อปเข้าไปก่อนทานสำรับ ถือว่าลูกค้าได้ประสบการณ์ ป้ามีรายได้ และเราได้สืบทอดวัฒนธรรม”
หลังจากนั้น สำรับที่มีป้าอี่เป็นเจ้าของสูตรจะค่อย ๆ เสิร์ฟตามลำดับ เริ่มเปิดต่อมรับรสด้วยเมนูบาร์ชนบทอย่างสาโทและยาดองที่ดื่มง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ต่อด้วยส้มโอคลุกพริกเกลือเพิ่มความสดชื่น ก่อนที่อาหารคาวจะเรียงรายเข้ามา นำโดยแกงเขียวหวานเนื้อวากิว กุ้งแม่น้ำเผาเตาถ่านทานกับข้าวหอมมะลิหุงหม้อดิน ต่อด้วยอาหารคาวโบราณที่ไม่คุ้นตาอีกมากมาย และปิดท้ายด้วยความสดชื่นของน้ำสับปะรดสกัดเย็น
หลายคนคงคิดว่าอาหารไทยราคาไม่แพง ทำง่าย แต่ความจริงแล้วมีกรรมวิธีมากมายกว่าจะได้แกงสักถ้วย อย่างที่เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจปรุง ความใส่ใจในการร้อยเรียงแต่ละเมนู หวานสลับเผ็ด เปรี้ยวสลับเค็ม ช่วยชูความหลากหลายทางรสชาติได้ดีเยี่ยม


คุณแม่เล่าที่มาของแต่ละเมนูว่าได้จากการพูดคุยกับผู้สูงวัยในชุมชนตามงานวัดต่าง ๆ และจดลง Local Cookbook ซึ่งเป็นชื่อสมุดที่แม่ใช้ในการจดสูตรอาหารดั้งเดิมของชาวอยุธยา (ไม่เคยมีใครได้เห็นแม้กระทั่งลูกสาว) เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เมนูของ The Artisans มีการผลัดเปลี่ยนอยู่เสมอ ให้ผู้มาเยือนได้เลือกทานตามความชอบของตัวเอง
ระหว่างเสพรสมือชาวอยุธยาแท้ อีกจุดเด่นของ The Artisans อยู่ที่การแสดงของน้อง ๆ จากวัดสระแก้วในช่วงเย็น บ้างแต่งหน้าสวยในชุดไทยดั้งเดิม บ้างใส่หัวโขนเหมือนตัวละครในวรรณคดีไทย หมุนเวียนกันมาสืบสานศิลปะวัฒนธรรมไทย เช่น ลิเก โขน รำไทย
“เด็กพวกนี้ซ้อมไปก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปแสดงที่ไหน แต่ทุกคนเป็นเด็กใฝ่ดีมาก การให้มาเล่นที่นี่ไม่ใช่เพราะเราสงสาร แต่เพราะเราเห็นคุณค่าในตัวพวกเขา”


นอกจากนี้ เราขอแนะนำให้คุณใช้เวลา 1 วันเต็ม ๆ ดื่มด่ำความเป็นอยุธยาในทุกมิติที่นี่ โดยล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาได้ 2 เส้นทาง คือล่องเรือรอบเกาะเมือง ให้อาหารช้าง เอาใจสายคอนเทนต์ และล่องเรือรอบเกาะพระ ชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมแม่น้ำ สำหรับคนชอบสโลว์ไลฟ์
แม้เราจะมาเยี่ยมเยือนที่นี่เป็นครั้งแรกยังรู้สึกเต็มอิ่ม แต่ที่มากไปกว่านั้นคือการได้สัมผัสความอบอุ่นและความสุขในแววตาของพนักงานทุกคน


สุข
ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน The Wine Ayutthaya ร้านอาหารในเครือที่อยู่ติดกันกับ The Artisans เกิดเหตุไฟไหม้ทั้งหลัง
แน่นอนว่าเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ทุกคนเสียใจมาก ป้า ๆ ร้องไห้ พยายามรวบรวมเงินคนละเล็กคนละน้อยเพื่อมอบให้คุณแม่เท่าที่พอช่วยได้ ทั้งยังคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง หวังจะพาให้ครอบครัวนี้กลับมามีกำลังใจผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ แต่คุณแม่ตอบทุกคนอย่างหนักแน่นว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะสร้างขึ้นมาใหม่
เราฟังแล้วได้แต่ชื่นชมในความผูกพันแน่นแฟ้นของคนที่ในอดีตเป็นเพียงคนแปลกหน้าในชุมชน แต่วันนี้เปรียบเสมือนครอบครัวที่พร้อมช่วยเหลือกันทั้งยามทุกข์และยามสุข
“แต่ก่อนป้า ๆ เป็นเสือยิ้มยาก เดี๋ยวนี้เขาหัวเราะชอบใจ ชอบคุยกับลูกค้า พอได้เห็นว่าเขามีความสุขขึ้น แข็งแกร่งพอจะเลี้ยงชีพตัวเองได้ เราก็มีความสุขตามไปด้วย” คุณแม่ยิ้ม
พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้จำกัดว่าลูกค้าเข้ามาแล้วจะได้รับอะไรกลับไป บ้างก็มาทานอาหารอร่อย ๆ บ้างก็มาเสพบรรยากาศ หรือถ้าต้องการสถานที่เยียวยาจิตใจ ป้า ๆ ทุกคนที่นี่ก็ทำให้ได้
“The Artisans เป็นสถานที่แบ่งปันและประคับประครองซึ่งกันและกัน ลูกค้ามาก็เป็นการประคับประครองเรา แล้วพวกเขาก็ได้รับการประคับประคองจากเรากลับไป เพราะที่นี่เป็นมากกว่าร้านอาหาร มันคือผู้คน คือความหวังของชุมชนชายขอบอยุธยา”

