24 มิถุนายน 2024
4 K

“เรียนจบสหรัฐอเมริกาจะมาขายรถบรรทุกทำไม” เป็นคำถามที่ วัน-นาลิวัน คุวานันท์ ต้องตอบอยู่บ่อยครั้ง เพราะภาพจำของนักบรรทุกที่ติดอยู่ในหัวของหลาย ๆ คนนั้น อยู่คนละขั้วกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ และสถานะ ‘เด็กนอก’ ของเธอ

แม้ครอบครัวของวันจะเป็นครอบครัวคนจีนที่ทำธุรกิจ และมักจะคุยกันแต่เรื่องธุรกิจตลอดเวลา แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะปลูกฝังความหลงใหลให้กับเธอ เพราะคุณปู่ผู้ก่อตั้งกิจการและคุณพ่อของเธอเดินทางไปต่างจังหวัดตลอดเวลา เพื่อดูแลกิจการซึ่งมีฐานทัพอยู่ทั่วภาคอีสาน ในขณะที่วันเติบโตในกรุงเทพฯ เธอจึงไม่ได้มีความเข้าใจลึกซึ้งเรื่องธุรกิจครอบครัวมากนัก 

“เรารู้เสมอว่าจะโตมาเป็นนักธุรกิจ แต่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวเลย คิดว่าเดี๋ยวเรียนจบค่อยมาช่วย เพราะธุรกิจนี้ทำให้เราได้มีโอกาสที่ดีในชีวิต”

เมื่อเริ่มขายไปได้สักพัก วันก็เริ่มเรียนรู้ว่ารถยนต์ที่เธอขายนั้น ผู้ซื้อไม่ได้ซื้อแค่เพราะอยากได้อยากมี 

“ลูกค้าของเราซื้อไปประกอบอาชีพ ไปสร้างชีวิต พอเข้าใจในแก่นตรงนั้น ทำให้เราเข้าใจทุกอย่างมากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราขายอยู่ไม่ใช่แค่รถ แต่เป็นสิ่งที่จะไปเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับชีวิตของคนคนหนึ่ง”

ซึ่งวันมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะเมื่อคนส่วนใหญ่มีภาพจำที่ไม่ดีมากมายเกี่ยวกับนักบรรทุก บ้างมองว่าการเป็นสิงรถบรรทุกหรือเป็นคนขับกระบะแต่งซิ่ง คือคนชนชั้นแรงงาน บ้างมองว่าเป็นอาชีพที่อันตราย บ้างมองไปถึงขั้นว่าจะต้องเป็นกลุ่มคนที่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ทายาทรุ่นสามคนนี้เถียงขาดใจ 

“ที่จริงการเป็น Trucker หรือนักบรรทุกไม่จำเป็นต้องเป็นชนชั้นแรงงาน วันก็เป็น Trucker นะ วันอยู่ในวงการนี้ เติบโตมาได้จากวงการนี้ เลยอยากสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ เพื่อให้โลกได้เห็นว่าวงการบรรทุกในประเทศไทยมีความสร้างสรรค์ มีความเป็นศิลปะ และมีความเก๋ เราอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์ตรงนั้น อยากสร้างมุมมองที่แปลกใหม่ให้กับวงการด้วยว่ามีมากกว่าแค่การขายรถแล้วจบไป”

Trucker Culture จึงถือกำเนิดขึ้น

ธุรกิจ : ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2502

ผู้ก่อตั้ง : ดร.วิญญู คุวานันท์

ทายาทรุ่นสอง : ดร.จิรวุฒิ คุวานันท์

ทายาทรุ่นสาม : นาลิวัน คุวานันท์ และ นันทิกร คุวานันท์

Trucker Culture

Trucker Culture คือวัฒนธรรมของการเป็นนักบรรทุก ซึ่งวัน ผู้อยู่ในธุรกิจการบรรทุกของหนัก การขนส่ง และการทำไร่ทำนามาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ มองว่าวัฒนธรรมการบรรทุกอยู่คู่กับชีวิตคนไทยมายาวนาน และเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจเรา 

“การบรรทุกเป็นส่วนสำคัญของเกษตรกร คนที่สร้างเนื้อสร้างตัว และคนที่สร้างประเทศเรา วันคิดว่าการอยู่ในอุตสาหกรรมนี้น่าสนใจ เพราะเราข้องเกี่ยวกับชีวิตของคนเป็นหลัก”

วันจึงมีแนวคิดว่าการบรรทุกนั้นไม่ใช่แค่การบรรทุกสินค้า พืช ผัก หรือผลไม้เพียงอย่างเดียว แต่คือการบรรทุกเรื่องราว บรรทุกประสบการณ์ และบรรทุกความฝันของคนคนหนึ่งหรือครอบครัวหนึ่ง วันจึงอยากรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้เพื่อแชร์ให้ทั้งโลกได้เห็นว่ายังมีอะไรที่น่าสนใจและน่าค้นหาอีกมากมาย

“เราอยากรวบรวมกลุ่มนักบรรทุก โดยนิยามว่านักบรรทุกคือคนที่มีรถสำหรับบรรทุกอะไรสักอย่าง บางคนอาจจะเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์มาเพื่อซื้อรถคันนี้ หรืออาจเป็นรถที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากครอบครัว แต่ที่สำคัญเลยคือต้องเป็นกลุ่มคนที่นอกเหนือจากจะกิน อยู่ นอน ทำงาน และใช้ชีวิตบนรถแล้ว พวกเขายังชอบทำอะไรด้วยน้ำมือของตัวเอง เช่น ประกอบรถเอง ซ่อมรถเอง ดัดแปลงรถเอง เพราะนั่นคือความชอบและการได้แสดงตัวตนในเชิงสร้างสรรค์”

หากพูดถึงการบรรทุกในประเทศไทย ถือว่าเรามีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร วันจึงอยากนำลูกเล่นและความโดดเด่นเหล่านี้มาแบ่งปันเรื่องราวให้โลกรู้ว่านี่คือความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยล้วน ๆ 

“คนไทยเราเวลาเห็นความคิดสร้างสรรค์ของนักบรรทุก อาจจะชินชาหรือไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงเอาสติกเกอร์ พี่เสก โลโซ มาติดท้ายรถ ทำไมถึงมีสติกเกอร์คำคม เช่น กูรักแม่ ทำเพื่อเมีย อยู่เพื่อลูก หรือฟังเพลงเพื่อชีวิต หรือการที่มีตุ๊กตาโดราเอมอน วินนี่เดอะพูห์ มิชลินแมน ผูกหลังรถ และต้องมาเปลี่ยนหมวก เปลี่ยนผ้าพันคอ การมีความเชื่ออย่างเช่นเวลาออกรถต้องเหยียบมะนาว หรือการตกแต่งรถด้วยลำโพงใหญ่ ๆ ทั้งหมดล้วนเป็นวัฒนธรรมย่อยที่แค่มีเงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องผ่านการสะสมและการแลกเปลี่ยน ของพวกนี้บ่งบอกถึงตัวตนเจ้าของรถ เหมือนเป็นแฟชั่นที่พบได้ในประเทศไทย”

วันมองว่าความแตกต่างและวัฒนธรรมย่อยเหล่านี้คือการบ่งบอกถึงความใจถึง พึ่งได้ และแสดงให้เห็นว่านักบรรทุกไม่ได้มองรถเป็นแค่ยานพาหนะที่จะพาเขาจากจุด A ไปถึงจุด B

“นี่คือสิ่งที่เขาถึงกับต้องบูชายัญ เพราะมันไม่ใช่แค่สินค้าหรือวัสดุ แต่คือเครื่องมือในการสร้างชีวิต สร้างครอบครัว สร้างอนาคตให้กับเขา เขาถึงต้องดูแลเป็นพิเศษ บางคนถ้าตัวเองบาดเจ็บหรือไม่สบายยังพอทนได้ แต่ถ้ารถเสีย ต้องรีบเอาเข้าศูนย์ ต้องได้รับการดูแลก่อน บางคนใช้เงินดูแลรถมากกว่าดูแลตัวเองด้วยซ้ำ”

วันจึงสร้าง Trucker Culture เพื่อนำลูกเล่นและเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดในรูปแบบใหม่ ๆ ให้คนได้สัมผัสและเห็นถึงวิถีชีวิตของการเป็นนักบรรทุก โดยจะมีกิจกรรมหลัก 3 อย่าง 

หนึ่ง คือ Road Trip เกิดมาจากความเชื่อว่าทุกคนที่เป็นนักบรรทุก นักเดินทาง หรือนักผจญภัย มักมีความคล้ายคลึงกับนักปีนเขา วันหนึ่งเขาอยากจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ได้ หรือไปที่ที่ไม่ใช่แค่มีเงินก็ไปได้ แต่ต้องเตรียมตัว เตรียมร่างกาย เตรียมความรู้ทั้งชีวิต ส่วนนักบรรทุกเองก็จะมีเส้นทางพิเศษที่เขาอยากไปครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ว่าในทริปเหล่านี้อาจต้องเสี่ยงตาย หรือต้องมีความรู้เพื่อที่ว่า หากไปติดป่าหรือติดเกาะแล้วจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้ 

นำมาซึ่งกิจกรรมที่ 2 คือ Workshop วันจะรวบรวมกลุ่มคนที่มีความรู้และทักษะการเอาชีวิตรอด การดูแลตัวเอง และการซ่อมแซม เช่น เปลี่ยนยางหรือซ่อมเครื่องยนต์ได้ด้วยตัวเอง และชวนคนที่สนใจมาร่วมกิจกรรม

ส่วนสุดท้าย คือ Community Event เป็นการจัดงานปีละ 1 – 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้ร่วมอีเวนต์ได้มาเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน อยากเรียนรู้และพร้อมจะแบ่งปันความรู้ “คล้ายกับเราพาคนที่มีความฝันสุดโต่งและความบ้ามาเจอกัน พวกเขาจะดึงดูดกันและทำให้รู้ว่าจริง ๆ คุณไม่ได้บ้า ยังมีคนที่ชอบอะไรเหมือนกันอีกมากมาย คุณแค่ต้องหาคนพวกนั้นให้เจอ”

โดยในทุกกิจกรรมจะมีธีมที่แตกต่างกันไป เช่น Trucker Land, Truck and Camp หรือ Trucker Daughter แต่แกนหลักของทุกกิจกรรมคือการบ่งบอกถึงตัวตนและเรื่องราวของนักบรรทุกให้คนที่เขามาร่วมกิจกรรมสัมผัสสิ่งเหล่านี้อย่างใกล้ชิด จนไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว 

“อย่างในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เราจัดอีเวนต์จำลองสถานการณ์ว่า ถ้าโลกกำลังจะแตก ระบบคมนาคมล่ม ระบบการสื่อสารล่ม ทุกอย่างปิดไปหมด แล้วทุกคนต้องอพยพมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย จะทำอย่างไร สิ่งเดียวที่มีเหลือคือพันธมิตร ทุกคนก็จะแชร์ความรู้และทักษะต่าง ๆ เช่น การสร้างกับดัก การสร้างที่หลบภัยใต้ดิน หรือการถนอมอาหาร เพื่อช่วยให้อยู่รอดในสถานการณ์แบบนั้น วันนั้นมี Workshop แข่งเปลี่ยนยางรถด้วย วันชอบกิจกรรมนี้มาก เพราะให้กลุ่มคนที่ไม่เคยลองทำได้มาเรียนรู้ภายใน 5 – 10 นาที เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์และสนุกมาก”

“อีกหนึ่งจุดประสงค์ของอีเวนต์นี้คือการนำเสนอไอเดียของ Utility Car ซึ่งเป็นรถเซอร์วิส ทำอาหารได้ นอนได้ ทำทุกอย่างได้ ซึ่งแต่ละคันจะแต่งให้เข้ากับตัวตนของเจ้าของ และเอา Utility Car ของตัวเองมาแชร์กับเพื่อน ๆ ได้ด้วยว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง และเราแต่งรถให้ตอบโจทย์เหล่านั้นอย่างไร ไม่ใช่แค่ Work ไม่ใช่แค่ Play แต่คือ Work, Life และทุกอย่างอยู่ในคันเดียว ซึ่งบ่งบอกถึงตัวตนของเจ้าของรถ” วันอธิบายด้วยแพสชันและแววตาเป็นประกาย

 Passion VS Business

Trucker Culture ไม่ใช่ธุรกิจที่มีรายได้ ฉะนั้น ทุกครั้งที่จัดกิจกรรม วันจึงอาศัยพาร์ตเนอร์ที่มีความหลงใหลในสิ่งเดียวกับที่เธอทำ นั่นคือวิธีเดียวที่จะทำให้กิจกรรมมากมายเกิดขึ้นได้ 

“ธุรกิจครอบครัวของวันเกี่ยวกับการตลาด การขายในส่วน Trucker Culture วันทำขึ้นมาเหมือนเป็นที่พักใจ เหมือนการท่องเที่ยวของเรา ดังนั้น ถ้าวันทำให้เป็นธุรกิจ มันก็จะไปปนกับงานหลัก และอาจจะไม่ใช่ที่พักใจของเราอีกต่อไป”

“ถึงแม้ธุรกิจเราจะทำเกี่ยวกับยานยนต์ แต่จริง ๆ เป็นเรื่องคนล้วน ๆ วันเลยเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร จะขายสินค้าหรือบริการอะไร สุดท้ายสิ่งสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์กับคน การดูแลคน และสร้างคุณค่าให้ชีวิตคน”

“หน้าที่ของวันในฐานะผู้นำหรือเจ้าของธุรกิจ อยากสร้างธุรกิจที่เราเองไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปหาที่พักใจที่ไหน เพราะการเป็นเจ้าของกิจการเหมือนทำงาน 8 วันต่อสัปดาห์ 25 ชั่วโมงต่อวัน เราจึงต้องมีความสุขกับงาน พยายามทำให้การทำงานมีความสุขและตื่นเต้นมากที่สุด จะได้ไม่หมดแรงไปกับยอดขายหรือตัวชี้วัดต่าง ๆ และวันเชื่อว่าสิ่งนี้จะดึงดูดคนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเข้ามาทำงานกับเราได้

“ดังนั้น สำหรับวัน ผลลัพธ์จาก Trucker Culture ที่เห็น คือการสร้างมูลค่าให้กับชีวิตของคนผ่านรถที่เราขายจริง ๆ”

Website : www.truckerculture.com

Writer

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน ออกกำลังกาย และกำลังตามหางานอดิเรกใหม่ ๆ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน