21 มิถุนายน 2024
1 K

เมื่อพูดถึงออสเตรเลีย เชื่อว่าแต่ละคนคงมีภาพจำที่แตกต่างกันไป 

ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีสารพัดสัตว์ป่า อย่างจิงโจ้สุดล่ำพอจะท้าต่อยกับคนได้ หรือโคอาลาที่เอาแต่นอนหลับบนต้นไม้ มีสถาปัตยกรรมสวย ๆ มีทัวร์คอนเสิร์ตของนักร้องระดับโลกมากมาย มีชั้นโอโซนบางจนต้องผลิตกันแดดเป็นแกลลอนมาขาย มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีการศึกษาที่ดี และมีค่าตอบแทนที่เพียงพอจะให้มนุษย์คนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้

ออสเตรเลียจึงเป็นประเทศยอดฮิตที่คนไทยมักจะมาเรียนภาษาบ้าง เรียนปริญญาโทบ้าง เพื่อต่อยอดโอกาสไปทำงานและวางแผนโยกย้ายถิ่นฐานทั้งครอบครัว

แต่ใช่ว่าการไปเรียนต่อจะง่ายเหมือนสมัครเรียนพิเศษที่สยาม เพราะมีทั้งเรื่องเอกสารต่าง ๆ ปัจจัยทางการเงิน ไปจนถึงความเข้มงวดของวีซ่าที่ดูท่าจะผ่านยากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หลายคนคิดว่าช่างเป็นหนทางที่ยากลำบากนัก

ช้าก่อน! อย่าเพิ่งหมดหวังไป เพราะท่ามกลางสมรภูมิรบนี้ยังมีอีกโครงการหนึ่งที่ชื่อว่า ‘Work and Holiday (WAH)’ ที่เปิดโอกาสให้เยาวรุ่นชาวไทยอายุ 18 – 30 ปีไปลองใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียได้ 1 ปีเต็ม โดยจะไปเรียนก็ได้ ทำงานก็ดี หรือจะเที่ยวแบบจัดเต็มก็ยังได้ 

โครงการนี้เริ่มขึ้นด้วยข้อตกลงทวิภาคี (Bilateral Agreement) ระหว่างรัฐบาลไทยและออสเตรเลียในปี 2005 โดยเป็นโครงการที่ให้สิทธิ์เยาวชนของประเทศคู่สัญญาไปลองใช้ชีวิตในอีกประเทศได้ในจำนวนที่เท่ากัน (โควตาต่อปี) สำหรับเยาวชนไทยก็ได้โควตาเริ่มต้นที่ 100 คน ก่อนจะเพิ่มเป็น 200, 500 และล่าสุดที่ 2,000 คนในปี 2019

แน่นอนว่าด้วยเงื่อนไขที่ไม่ยากจนเกินไปอย่างการมีอายุอยู่ในเกณฑ์ มีผลสอบภาษาในระดับพอใช้ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีเงินจำนวน 5,000 AUD (ราว 120,000 บาท) ในวันขอวีซ่า ทำให้โครงการ WAH เป็นที่นิยมในหมู่คนที่อยากไปลองใช้ชีวิตต่างแดนมานาน ก่อนจะบูมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่กระแสย้ายประเทศกลายเป็นเทรนด์ เพราะถือเป็นหนึ่งในวิธีการไปทำงานต่างประเทศที่ใช้เงินไม่มาก พอเป็นความหวังให้คนที่ต้นทุนไม่สูงนักได้

ทุก ๆ ปีก็มีการโปรโมตตัวโครงการตามช่องทางต่าง ๆ แต่ที่ได้รับความนิยมและเชื่อถือจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเหล่าผู้สมัครก็ต้องเป็นเพจ ‘Thaiwahclub’ นำโดย เกม-วิทวัส บุษราคัมวงษ์ เท่านั้น

เกมเรียนจบด้านไฟแนนซ์ และเข้าทำงานใน Media Agency อยู่ประมาณ 3 ปี ก่อนจะเผชิญกับภาวะหมดไฟ เขาจึงถือโอกาสนี้พักด้วยการไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 6 เดือน ในช่วงนั้นเกมก็ได้รู้ว่ามีโครงการ WAH อยู่บนโลกใบนี้ และเข้าร่วมในปี 2008 

เมื่อกลับมาไทยและเห็นว่าคนไทยยังไม่ค่อยรู้เรื่องหรือรายละเอียดของโครงการนี้ เกมจึงตัดสินใจทำเว็บไซต์ thaiwahclub.com ขึ้นมาในปี 2009 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์เท่าที่รู้ ติดต่อประสานงานกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) แล้วจึงขยายต่อเป็นช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่างเพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามถึง 1.9 แสนคน

นอกจากตำแหน่งแอดมินเพจ ปัจจุบันเกมทำธุรกิจด้าน Education Agent ในชื่อว่า Beyond Study Center ให้ข้อมูลเรื่องการเรียนต่อออสเตรเลีย และพำนักอยู่ในเมืองเมลเบิร์นเป็นหลัก ในโอกาสที่เกมกลับมาไทยในช่วงสั้น ๆ เราเลยชวนเขามาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นในการทำเพจที่กลายเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ WAH ที่ใหญ่ที่สุดในไทย รายละเอียดโครงการ ความเป็นอยู่ในออสเตรเลียทุกวันนี้ และความยากง่ายของการโยกย้ายไปอยู่ออสเตรเลียแบบถาวร

โครงการ Work and Holiday มีที่มาจากอะไร

ในมุมของออสเตรเลียน่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนของเขาไปลองใช้ชีวิตที่ต่างประเทศยาว ๆ มากกว่า เพราะพาสปอร์ตของเขาแข็งแรงมากอยู่แล้ว ตัวโครงการจะเป็นการแลกเปลี่ยนกันว่า ถ้าเยาวชนของออสเตรเลียไปในประเทศเหล่านั้นได้ เยาวชนของประเทศที่ทำข้อตกลงกันก็มาที่ออสเตรเลียได้ในข้อจำกัดเดียวกัน

ในช่วงแรก ๆ ออสเตรเลียก็ทำข้อตกลงกับหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี ในชื่อว่า Working Holiday Visa (Subclass 417) ตั้งแต่ปี 1985 ซึ่งเกณฑ์ของวีซ่านี้คือไม่จำกัดจำนวนคน ไม่ต้องสอบวัดระดับภาษา ไม่ต้องจบปริญญาตรี เด็กจากประเทศเหล่านั้นจึงเข้าออสเตรเลียมาเป็นหมื่นคนก็ได้

พอปี 2005 ออสเตรเลียก็ทำข้อตกลงกับไทย และใช้ชื่อ Work and Holiday (Subclass 462) โดยจะต้องทำเรื่องผ่านทางตัวแทนของรัฐบาลไทยด้วย มีกติกาเรื่องต้องจบปริญญาตรี มีผลสอบวัดระดับภาษา และจำกัดจำนวนคน หลังจากนั้นก็มีการให้วีซ่านี้กับอีกหลายประเทศในเงื่อนไขเดียวกันกับเรา

จุดประสงค์ของโครงการนี้นอกจากให้โอกาสเยาวชนอายุ 18 – 30 ปีไปค้นหาตัวเอง เก็บประสบการณ์ สำหรับทางออสเตรเลียเองก็จะเป็นเรื่องปัญหาขาดแคลนแรงงานด้วย โดยเฉพาะงานในบริเวณภูมิภาครอบนอกของประเทศ โดยจากที่ให้วีซ่าแค่ 1 ปี แต่ถ้าไปเก็บชั่วโมงในพื้นที่ที่กำหนด 88 วันก็ยื่นเรื่องขออยู่ต่อปีที่ 2 หรือกระทั่งปีที่ 3 (เก็บ 179 วัน) ได้อีกด้วย โดยของ Subclass 462 ก็มาได้สิทธิ์ปีที่ 2 และปีที่ 3 ในช่วงไม่กี่ปีมานี้

บรรยากาศตอนที่คุณไป Work and Holiday เหมือนหรือต่างจากยุคนี้แค่ไหน

เราไปปี 2008 ตอนนั้นโครงการนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ใช้ระบบการสมัครทางโทรศัพท์ ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีคนสมัครเต็มโควตาไหมในปีนั้น

ช่วงแรก ๆ เราลองไปทำงานฟาร์ม เพราะหาข้อมูลมาแล้วดูน่าสนุกและได้เงินดี ซึ่งก็มีคนที่ทำงานสนุกและได้เงินโอเคจริง ๆ แต่คนนั้นไม่ใช่เรา (หัวเราะ) เราเลยกลับเข้าเมือง ทำงานออฟฟิศบ้าง คาเฟ่บ้าง รู้สึกแฮปปี้กว่า ก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ของโครงการที่ทำให้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร

ตอนอยู่ที่นู่นมีเรื่องสนุก ๆ หรือลืมไม่ลงบ้างไหม

ถ้านึกย้อนไปก็คงเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวเยอะ ต้องหางาน ต้องฝึกภาษาอังกฤษ และต้องคุมค่าใช้จ่ายให้ได้ 

การจะประหยัดในตอนนั้นนอกจากทำอาหารเอง ก็น่าจะเป็นเรื่องการแชร์ห้องกับคนเยอะ ๆ ในชีวิตก่อนไป WAH เราย้ายบ้านมาไม่เกิน 3 ครั้ง แต่ในเดือนแรกที่ไปนั้น เราย้ายบ้านมากกว่า 3 ครั้ง เป็นช่วงที่ได้เรียนรู้ว่าโลกใบนี้มันมีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วย

ถ้าในแง่เรื่องดี ๆ ที่ลืมไม่ลงในปีแรก มีช่วงที่เรากำลังไปลองงานใหม่ ๆ ระหว่างที่เครียดว่าเงินจะหมดมั้ย เราก็ดันไปทำมือถือหายอีก โชคดีที่ตอนนั้นมีคนออสซี่เก็บได้ แล้วเขาพยายามไล่โทรหาคนในคอนแทกต์ สุดท้ายเจอเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่ง แล้วยังพยายามนัดมาคืนให้ ยังรู้สึกขอบคุณถึงทุกวันนี้

เหตุผลอะไรที่ทำให้กลับมาทำเว็บไซต์ thaiwahclub.com

ประมาณปี 2009 เริ่มมีเว็บไซต์ของคนไทยในออสเตรเลียบ้างแล้ว เราก็อยากทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะทำอะไรที่จะเชื่อมกับคอมมูนิตี้ เลยนึกถึงโครงการ WAH ขึ้นมา

เรารู้จักโครงการนี้เพราะไปเรียนภาษา เลยพอมีเพื่อน มีคนให้ปรึกษาที่โรงเรียน ได้ทำงานในออสเตรเลียมาก่อน เรียกว่าก็พอจะคล่องตัว แล้วพอกลับมาไทยก็สงสัยว่าคนอื่นเขาไปโครงการนี้กันยังไง เลยคิดว่าตรงนี้แหละที่เราน่าจะช่วยสร้างคอมมูนิตี้ได้ เลยทำให้ตัดสินใจทำ thaiwahclub ขึ้นมา เริ่มจากทำเว็บไซต์ก่อน ซึ่งพอไม่ได้มีทุนเยอะก็ต้องบริหารทรัพยากรเท่าที่มีให้ดีที่สุด ตอนนั้นเว็บนี้เลยกลายเป็นสื่อกลางให้ข้อมูลที่รวบรวมจากสถานทูตฯ และสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและ พิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและ ผู้สูงอายุ (สท. หรือ ดย. ในปัจจุบัน) มีเว็บบอร์ดให้ผู้สมัครมาคุยกัน จัดอีเวนต์ให้คนที่เคยไปมาแชร์ประสบการณ์ 

แล้วพอวันเวลาเปลี่ยนไป เว็บไซต์ได้รับความนิยมน้อยลง เราก็เปลี่ยนไปช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่างเพจเฟซบุ๊ก Thaiwahclub หรือ LINE OpenChat โดยยังคงคอนเซปต์เดิม คือเป็นพื้นที่ให้คนมาสอบถามหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

หลังจากที่เรากลับมาโครงการ WAH ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เขาเปลี่ยนวิธีรับสมัครจากโทรศัพท์เป็นการยื่นเอกสาร สมมติเปิดรับสมัคร 9 โมง ก็จะมีคนไปรอตั้งแต่เที่ยงคืน เอารองเท้าไปจอง โดนยุงกัด ทะเลาะกัน วุ่นวายไปหมด เขาเลยเปลี่ยนมาเป็นระบบออนไลน์ ซึ่งหน้าตาเว็บไซต์ก็จะคล้าย ๆ กับปัจจุบันนี้แหละ 

เริ่มทำเว็บไซต์นานแค่ไหนถึงติดต่อประสานงานกับ ดย.

พอทำเว็บไซต์จริงจังไม่นาน เราก็มีโอกาสคุยกับทางพี่ ๆ ที่รับผิดชอบโครงการ ได้คุยเรื่องทิศทางการทำงานร่วมกัน ด้วยความที่หน่วยงานรัฐจะชอบอะไรที่เป็นทางการ เราเลยไปจดทะเบียนเป็นสมาคม Work and Holiday แล้วก็คุยประสานงานกับเขามาตลอด

อย่างที่บอกไปว่าพอเปลี่ยนการรับสมัครเป็นออนไลน์ ก็จะมีคนโวยวายเรื่องเว็บล่มทุกปี ในฐานะที่เราทำงานร่วมกับเขามานาน เราเห็นว่าเขามีทรัพยากรจำกัดมาก ๆ และด้วยโครงสร้างขององค์กรที่เน้นเรื่องการช่วยเหลือกลุ่มเด็กด้อยโอกาสมากกว่า การจะของบเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์เลยเป็นไปได้ยาก

เราเห็นเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่มาตลอด สิ่งที่เราพอจะช่วยเหลือได้คือรวบรวมคำถามที่อาจจะยังไม่มีคำตอบชัดเจนในใบประกาศให้เขาตอบในนาม Official อีกครั้ง เพื่อน้อง ๆ ที่สมัครจะได้เตรียมเอกสารได้ถูกต้อง ลดภาระในด้านการตอบคำถาม และช่วยให้ผู้สมัครมีความมั่นใจมากขึ้น

ช่วงปีหลัง ๆ เราว่า ดย. ก็พยายามพัฒนาตัวเองเหมือนกัน ที่เห็นได้ชัดคือมีการสื่อสารที่เป็นมิตรมากขึ้น ใช้อินสตาแกรม ใส่เพลงแมวเหมียว ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะสื่อสารอะไรต้องมีตราครุฑเสมอ

ตัวโครงการนี้เปิดรับสมัครทุกปี ในเพจ Thaiwahclub ก็มักเจอคำถามเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา คุณจัดการกับส่วนนี้ยังไง

มันจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดในแต่ละปี เราพยายามทำทุกอย่างให้เป็น Format ย่อยข้อมูล ทำเป็นภาพให้เข้าใจง่าย แล้วก็มี OpenChat ที่มีรุ่นพี่ปีก่อน ๆ หรือคนที่สมัครในรุ่นนั้น ๆ มาช่วยตอบคำถามด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณมาก ๆ เลย

แต่ปีหลัง ๆ ความเครียดพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมันต้องสู้หลายด่าน กดจนได้แล้วยังต้องมาสู้เรื่องเอกสารอีก เข้าใจว่าไม่มีใครอยากพลาดด้วยเรื่องที่ควบคุมได้ เป็นช่วงที่ใช้ความอดทนและแรงใจเยอะ

เราชอบพูดกับเพื่อน ๆ ว่า บางทีก็โชคดีที่แก่เนาะ (หัวเราะ) เพราะมันต้องแข่งเยอะมาก แถมยังมีความยากในหลาย ๆ มิติ ไปแล้วจะชอบไหม ถ้าไม่ชอบจะบอกใครได้รึเปล่า เพราะทุกคนคิดว่าถ้าได้ไปแล้วมันต้องดีสิ เพราะจะมีความกดดันจากสังคมที่บอกถ้าได้ไปแล้วมันน่าจะต้องดีสิ ทำไมยอมแพ้ง่าย ๆ ล่ะ 

ส่วนใหญ่คนไป WAH คาดหวังอะไรกัน

เวลาที่ทำโพลให้โหวตกัน น้อง ๆ ตอบตรงกันทุกปีว่าสิ่งที่อยากได้คือเงิน (หัวเราะ) แต่เงินก็สำคัญจริง ๆ เพราะไม่ว่าจะทำอะไร เรียน เที่ยว หาประสบการณ์ต่าง ๆ ต้องใช้เงินหมด 

หรือบางคนมองเรื่องการย้ายถิ่นฐาน อยากขอ PR (Permanent Residence) ยิ่งเครียดหนักกว่าเงินอีก มันมีรายละเอียดเยอะมาก ๆ 

เดิมทีโครงการนี้ก็แมสมากอยู่แล้ว พอหลังสถานการณ์ช่วงหลังโควิด-19 ยิ่งแมสกว่าเดิมไหม

เราขอใช้คำว่าคนเรากระหายในการเดินทางออกนอกประเทศ บวกกับเทรนด์ย้ายประเทศในช่วงนั้นด้วย คือวีซ่า WAH มันค่อนข้างยืดหยุ่น จะเรียน ทำงาน หรือเที่ยวก็ได้ และเป็นโครงการที่ใช้งบที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันแลกมาอย่างเดียวคือใช้ดวงและเตรียมตัวเยอะ ดังนั้นก็เห็นได้ชัดว่าแมสขึ้น ซึ่งก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ถ้าเทียบกับรุ่นก่อนโควิด-19 

ทำไมออสเตรเลียถึงได้รับความสนใจทั้งในเรื่องการเรียนต่อและการย้ายถิ่นฐาน

สำหรับคนที่ไปเรียนที่ไหนก็ได้แต่ตัดสินใจเลือกออสเตรเลีย เราคิดว่าเป็นเพราะตัวเลือก Post-study Visa หลังเรียนจบ ประเทศอยู่ไม่ไกลจากไทย และอากาศไม่แตกต่างจากความคุ้นเคย ไม่หนาวเกิน ไม่ร้อนเกิน มีสมดุลที่ดี

มีโปรแกรม Gap Year อย่าง WAH ซึ่งถ้าไปแล้วไม่ชอบก็กลับได้ตลอด ถ้าชอบก็ต่อ 2nd Visa หรือ 3rd Visa ได้ หรือถ้ามีประสบการณ์ทำงานในสายงานที่ประเทศต้องการก็มีสิทธิยื่นขอ PR ได้ เราว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีทิศทางชัดเจนให้คนเลือกไปต่อได้

แล้วรัฐบาลออสเตรเลียก็ค่อนข้างดูแลประชากรของตัวเองดี (Australian Residents : Permanent Residents / Citizens) มีสวัสดิการด้านสุขภาพอย่าง Medicare (Universal Healthcare) หักภาษีเยอะ แต่ก็ดูแลหลาย ๆ เรื่อง มีเบาะรองรับให้ประมาณหนึ่ง เราเลยอาจจะเห็นภาพชาวออสซี่ดูชิลล์ ๆ ไม่เครียดมากไป มีชีวิตที่เฮลตี้ได้

สถานการณ์ปัจุบันในออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งด้านการใช้ชีวิตและค่าครองชีพ

ในปัจจุบันออสเตรเลียเจอวิกฤตเรื่องที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ อย่างค่าบ้านเป็นค่าใช้จ่ายหลักและหนักที่สุดของคนที่นั่น โดยทั่วไปเขาจะพูดกันว่านี่เป็นยุคที่ซื้อบ้านเองยากที่สุดยุคหนึ่งแล้ว กระทั่งชาวออสซี่เอง การที่เด็กจบใหม่จะมีบ้านเป็นของตัวเองยังเป็นเรื่องยาก ถ้าไม่มีแรงสนับสนุนจากทางบ้าน

ดังนั้นคนที่มาในฐานะประชากรชั่วคราวก็จะเจอกับความยากตรงนี้เช่นกัน ปัจจัยหลักขั้นหนึ่งคือดอกเบี้ยแพง เมื่อกู้มาแพง เจ้าของบ้านที่ผ่อนอยู่ต้องผลักภาระให้ผู้เช่าไปโดยการคิดค่าเช่าสูง ส่วนผู้เช่า ถ้าจ่ายไม่ไหวก็ต้องหาคนมาหาร รับผลทางเศรษฐกิจต่อ ๆ กันไป

ส่วนในแง่การใช้ชีวิต เรานิยามว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่สะดวก ประเทศไทยเป็นประเทศที่สบาย สะดวกในที่นี้หมายความว่ามีขนส่งสาธารณะ เดินทางง่าย ทุกอย่างถูกควบคุม ดูแล และออกแบบไว้ดี ถ้าอยู่นอกเมือง มีโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงเรียน โรงพยาบาล สวนสาธารณะ และห้างสรรพสินค้าที่ไม่ได้แฟนซีมาก แต่ค่อนข้างครบครันเท่าที่คนคนหนึ่งต้องการ 

เทียบในมุมที่เป็นประชากรของประเทศนั้นเหมือน ๆ กัน ในแง่ความสบาย ถ้าเงินมากพอในไทย เช่น โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลเอกชน จ่ายเงินเอง หรือมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุม พบหมอได้แทบทุกเวลา รวดเร็ว บริการดี ในขณะที่ออสเตรเลียอาจไม่สบายเท่าที่ไทยในมุมนั้น หาหมอก็ต้องจองล่วงหน้า 

แต่ในแง่ความสะดวกที่รัฐบาลออสเตรเลียดูแล มีอันหนึ่งที่เราว่าดีและล้ำมาก ๆ เรียกว่า Reciprocal Health Care Agreements เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศคู่สัญญาอีก 11 ประเทศ ถ้าคุณไปป่วยในประเทศนั้น ๆ คุณใช้ Medicare Card ได้เลย เสมือนป่วยในประเทศบ้านเกิด คือต่อให้ป่วยหนักก็แทบไม่เสียเงิน

ออสเตรเลียเองก็เหมือนประเทศอื่น ๆ มีปัญหาของตัวเอง และไม่ได้ดีไปซะหมดทุกเรื่อง ดังนั้นเราว่าไม่แปลกที่คนที่มาจะมีทั้งชอบและไม่ชอบแหละ

พักหลังมานี้เริ่มเห็นโพสต์ของคนที่มาเล่าประสบการณ์ย้ายประเทศแล้วไม่เป็นดังหวัง คุณคิดว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น

เราว่าความคาดหวังกับสิ่งที่เขาไปเจอจริง ๆ มันต่างกัน

มีช่วงหนึ่งหลังเปิดประเทศที่รัฐบาลออสเตรเลียใจดีมาก ๆ วีซ่านักเรียนทำงานได้เต็มเวลา มีการให้วีซ่าหลังเรียนจบได้ยาวขึ้น ให้ WAH ทำงานได้แบบไม่มีข้อจำกัด พอสถานการณ์โควิด-19 จบลง เขาก็กลับลำเลย ไม่ใจดีแล้วนะ แถมเข้มกว่าก่อนโควิด-19 ด้วย

อย่างเช่นกลับมาจำกัดเวลาทำงานวีซ่านักเรียน เพิ่มเงื่อนไขการต่อวีซ่ายากขึ้น (เช่น การเงินที่สูงขึ้น ผลภาษาที่สูงขึ้น Restriction สำหรับบางวีซ่าที่กลับมาต่อเป็นนักเรียนไม่ได้) 

เราว่าเป็นเรื่องจังหวะด้วย บางทีตอนที่มีคนรีวิว เขาเล่าในช่วงที่มันดี มันได้เยอะ ก็ทำให้คนที่หวังว่าจะไปเจออะไรแบบนั้นบ้าง แต่มาแล้วกลับเจอกำแพงสูงแบบที่ไม่ได้คาดไว้เข้า

อีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากนี้ คือการเปลี่ยนแปลงของวีซ่า 485 ซึ่งเป็นวีซ่าทำงานหลังเรียนจบ โดยทางรัฐจะกำหนดไว้ว่าวีซ่านี้ผู้สมัครต้องอายุยังไม่ถึง 50 ปี เรียนจบตามที่กำหนดก็สมัครได้ถ้าคุณสมบัติครบ แทบจะทุกคนที่จะมาเรียนก็สบายใจ เพราะยังไงส่วนมากถ้าอายุเกิน 50 ปีก็คงไม่ได้ตัดสินใจไปเรียนยาว ๆ กันเท่าไหร่ 

แต่กฎใหม่ที่ทางรัฐบาลจะเริ่มใช้วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เขากำหนดไว้คือให้ไม่เกิน 35 ปี มันลดเยอะมาก ๆ ถ้าไปอ่านรายงานต่าง ๆ จะเห็นว่าทางรัฐก็มีเหตุผลแหละ เช่น คนที่ได้ PR ในวัย 30 ต้น ๆ จะมีส่วนช่วยทางเศรษฐกิจได้เยอะสุด ต้องการลดคนที่มีความเสี่ยงจะอยู่แบบชั่วคราวแบบถาวร (Permanently Temporary) และมีข้อมูลสถิติบอกว่า คนที่ได้วีซ่า 485 ในช่วง 5 ปีหลังส่วนใหญ่หรือเกิน 90% ก็อยู่ในกลุ่มนี้ เป็นต้น

ทั้งนี้ มันไปทำให้แผนของบางคนเปลี่ยนไปหมดเลย สมมติ เรียนโทไปแล้วกำลังจะจบ แต่ตอนที่จบจะอายุเกินไปแล้ว ก็เคว้ง เสียเงินไปหลายล้าน แต่ Pathway ที่ตั้งใจล่มสลายลงไปต่อหน้า ก็ต้องไปดูว่าทำอะไรต่อได้มั้ย

คนที่ไปโครงการ WAH มีใครไปสุดทางถึงระดับ PR ไหม

ยุคหลัง ๆ เราไม่ค่อยรู้จักผู้สมัครเป็นการส่วนตัว เพราะมีจำนวนเยอะขึ้น แต่เท่าที่เห็นก็มีอยู่บ้างนะ ด้วยความที่การเดินทางของ PR ยาวนานมาก เขาเลยอาจไม่ได้มาเล่าอะไรให้ฟังเท่าไหร่ แต่ก็พอพูดได้ว่าโครงการนี้เป็นประตูสำหรับคนที่พร้อมและอดทนมากพอจริง ๆ 

ก่อนจากกันอยากให้ฝากถึงผู้สมัครที่สนใจในโครงการนี้สักหน่อย

สำหรับคนที่สนใจอยากจะกดโควตาในปีหน้า เราคิดว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์มาก ๆ และพึ่งพาคนอื่นน้อยที่สุด ก็อยากให้ศึกษาข้อมูล เตรียมตัวดี ๆ ไม่ต้องวางแผนให้แน่นมาก ที่สำคัญคือดูแลสภาพจิตใจให้ดี เพราะมันเครียดทุกขั้นตอน อยากให้เอนจอยกับ Small Wins ระหว่างทางไปด้วย

อีกอย่างคือถ้าเตรียมเรื่องภาษาได้ดีจะเป็นใบเบิกทางที่ดีมาก เราชอบยกตัวอย่างเป็น IELTS เทียบเท่า 6 เพราะเป็นเลเวลที่พูดได้ สื่อสารรู้เรื่อง เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตไม่ลำบาก ถ้าได้น้อยกว่านี้ก็ไปได้เหมือนกัน แต่แค่ต้องพยายามนิดหนึ่ง และอาจจะมีทางเลือกน้อยกว่า

และอยากแนะนำให้เตรียมเรื่องเงินให้หลวม ๆ ไว้หน่อย มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินให้เข้าถึงได้ จะได้ไม่เครียดเกินไปเวลาอะไรไม่เป็นไปตามแผน

ถ้าใครอยากไปเราขอให้โชคดีกัน และหากมีโอกาสได้ไปจริง ๆ ไม่ต้องชอบออสเตรเลียก็ได้ แต่จุดหลัก ๆ คือไปสำรวจว่าเรารู้สึกยังไง การที่เราจะรู้สึกชอบหรือไม่ชอบเป็นเรื่อง Subjective ไม่ต้องสนใจว่าสังคมจะตัดสินยังไง คนเราไม่ต้องชอบเหมือนกันก็ได้ สุดท้ายแค่ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง

คำถามหนึ่งที่ทุกคนอาจจะมีโอกาสได้ถามตัวเองคือ มาทำอะไรที่นี่วะ ตอนมาออสเตรเลียใหม่ ๆ เราก็เคยถามตัวเองเหมือนกัน (หลายรอบด้วย) สุดท้ายไม่ได้ตอบได้ทันทีหรอก แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ได้คำตอบว่าชอบออสเตรเลียในระดับที่เรานับเป็นบ้านอีกหลัง 

สำหรับเรา อยู่ที่ไหนแล้วมีความสุข ก็อยู่ที่นั่นแค่นั้นเอง ถ้าอยู่ในออสเตรเลียได้ แปลว่าคุณมีตัวเลือกมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะชนะหรือแพ้ ยังไงการได้ไปเปิดประสบการณ์ก็เป็นการเปิดประตูความเป็นไปได้มากมายในชีวิตแล้ว

Facebook : Thaiwahclub 

Writer

สุชานาถ กิตติสุรินทร์

นักเขียนผู้ชื่นชอบการนอน พิซซ่า และสีเหลือง (บางครั้งก็สีเขียว)

Photographer

ภรัณยู วรรณศรีพิศุทธิ์

นักศึกษาเอกญี่ปุ่นจากมหาสารคาม สนใจภาพถ่าย ชีวิตขับเคลื่อนด้วยเสียงเพลง อยากมีเงินไปมิวสิกเฟสติวัลเยอะๆ