ถึงจะชื่อว่าเป็นบ้านอี๊ แต่ EE House จาก WOS Architects ไม่ได้เป็นบ้านของอาอี๊คนเดียว หากแต่เป็นบ้านส่วนกลางของทุกคนในครอบครัว
หากตัดสิน ‘EE House’ จากเพียงหน้าตา เราว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เท่ไม่เบา
EE House เป็นบ้านชั้นเดียวในอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ออกแบบโดย ฝ้าย-อรไพลิน ลีลาศิริวงศ์ และ พฤกษ์-พฤกษคุณ กรอุดม สถาปนิกจาก WOS Architects
บ้านขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวหลังกรอบกำแพงสีขาวโพลน เผยให้คนภายนอกเห็นหน้าตาเพียงเล็กน้อย กำแพงรอบนอกเจาะช่องโล่งขนาดใหญ่ที่ทลายความทึบตันให้หายไป และมีบานประตูเหล็กที่ฉาบทาด้วยสีแดงอันเตะตา
เช่นเดียวกันกับบานประตู คานเหล็กในบ้านก็ทาด้วยสีแดง แถมยังวิ่งทะลุทะลวงไปในบ้านและนอกบ้านอย่างซุกซน ถึงพื้นที่บ้านจะเล็กกะทัดรัด แต่ฝ้าและกำแพงภายในสีขาวก็ทำให้บ้านดูกว้างขวางขึ้นมา
แม้จะเป็นบ้านหลังเล็ก แต่เต็มไปด้วยลูกเล่นและลีลาอันแยบคาย
อ่านเพียงเท่านี้ คงคิดว่าสถาปนิกตั้งใจออกแบบบ้านมาให้ ‘คูล’ แตกต่างจากบ้านอื่น ๆ แต่หลังจากเราได้พูดคุยกับฝ้าย ผู้เป็นสถาปนิกและเป็นคนที่ใช้งานบ้านหลังนี้เอง เราก็พบว่าความคิดนี้ห่างไกลจากความจริงเสียมาก
เพราะลักษณะที่เฉพาะตัวของบ้าน คลี่คลายมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในบ้านที่เฉพาะตัวไม่แพ้กัน

ในวิดีโอคอล เราไม่ได้คุยกับฝ้ายเพียงคนเดียว เพราะฝ้ายพา จุฑามาศ พงศ์ทิพากร คุณแม่ของเธอมานั่งคุยด้วย
ก่อนที่ลูกจะเล่าที่มาที่ไปของการออกแบบบ้าน คุณแม่ก็พาเท้าความถึงครอบครัวของตัวเองก่อน
“บ้านแม่มีพี่น้อง 7 คน ที่อยู่ในลำปลายมาศมี 5 คน พี่น้องแต่ละคนมีครอบครัวของตัวเอง มีลูกมีหลาน อยู่กันเป็นครอบครัวขยาย แต่ละครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในตึกแถวละแวกตลาด เปิดร้านค้าของตัวเอง มีร้านขายยา ขายทอง อะไหล่รถ เปิดคลินิก อยู่บ้านใครบ้านมัน”
“แม่ก็อยู่กับป้าอีก 2 คน” ฝ้ายเสริม “อยู่ในตึกแถวเดียวกัน ร้านเดียวกัน คราวนี้ทุกคนเริ่มแก่ตัวแล้ว คุณป้าสาวโสดที่อยู่ด้วยก็มีแผนจะเกษียณตัวแล้วไปอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ คนเดียว”
แนวคิดการทำบ้านหลังใหม่จึงเกิดขึ้นมา
แม้โจทย์ตั้งต้นของการทำบ้านตอนแรกจะเป็นบ้านหลังเล็กของสาวโสด แต่การอยู่เงียบ ๆ เหงา ๆ คนเดียว ผิดไปจากวิถีชีวิตคนบ้านหลังนี้เป็นอย่างมาก
“คนในครอบครัวเราสนิทกันมาก ชอบทำกิจกรรมร่วมกันบ่อย ๆ อยู่ตึกแถวบางทีก็ไปมาหาสู่กัน ทำกับข้าวกินกัน” ฝ้ายฉายภาพวิถีชีวิตครอบครัวให้เราเห็น “ทุกคนเลยตกลงกันว่า แทนที่จะเป็นบ้านสำหรับ 1 คน เราทำบ้านเป็นพื้นที่ให้คนในครอบครัวมารวมตัวกันได้ดีกว่า”
บ้านหลังใหม่ได้ชื่อว่า EE House ที่ตั้งตามชื่อภาษาไทยว่า บ้านอี๊
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ บ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่บ้านของอาอี๊คนเดียว แต่รวมถึงอาอี๊คนอื่น และลูก และหลาน และญาติๆ
เป็นบ้านของคนในครอบครัวทุกคน


โลเคชันของบ้านหลังใหม่มาลงเอยในหมู่บ้านจัดสรรที่อยู่ไม่ห่างจากตลาดเท่าไหร่
จะพูดว่าเป็นบ้านหลังใหม่ก็ไม่ถูก เพราะเดิมทีที่ตรงนี้เคยเป็นบ้านเดี่ยวที่ครอบครัวซื้อไว้ให้อาม่าผู้ล้มป่วยพักผ่อน ออกจากกรอบห้องแถวที่คับแคบ มาอยู่ในพื้นที่ที่กว้างขวางขึ้นหน่อย
“สัก 20 ปีกว่าได้ คุณแม่ป่วย เริ่มล้างไต ที่บ้านเลยหาที่พักให้ผู้สูงอายุพักผ่อน รับอากาศดี ๆ” เธอหวนความหลัง “เห็นในหมู่บ้านนี้มีคนประกาศขายพอดีเลยซื้อมา หลังจากอาม่าเสียไปบ้านก็ปิดร้าง”
เนื่องจากบ้านหลังเก่ามีขั้นบันไดเยอะ ไม่เหมาะกับคุณแม่และป้า ๆ ที่แก่ตัวลง ทั้งเต็มไปด้วยข้อจำกัดยิบย่อยเยอะแยะมากมาย ฝ้ายจึงตัดสินใจรื้อบ้านหลังเก่าลงจนเหลือที่ดินเปล่า ๆ แล้วสร้างบ้านหลังใหม่แทน
“คิดว่าไหน ๆ ต้องทำบ้านแล้ว เรารื้อแล้วทำใหม่ให้ได้อย่างต้องการเลยดีกว่า ทำให้ตอบโจทย์ที่สุด” ฝ้ายบอก

ขนาดพื้นที่ในบ้านมักสัมพันธ์กับอุปนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคน
‘บ้านที่ห้องนอนกว้างใหญ่’ หมายถึงคนอยู่ชอบพักผ่อนและใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
‘บ้านที่ห้องแต่งตัวมโหฬาร’ หมายถึงคนอยู่รักสวยรักงาม หลงใหลในการแต่งกาย
สำหรับ EE House ที่มีระเบียง สวน และครัวที่ใหญ่เบ้อเริ่มเมื่อเทียบกับห้องนั่งเล่นและห้องนอน นั่นเป็นเพราะคนในบ้านนี้ชอบนั่งเล่น สังสรรค์ ชอบสนุกสนานกับบรรยากาศภายนอก และชอบกิน
“ตอนวางผังบ้าน เราดันบ้านไปชิดฝั่งทิศเหนือ เหลือพื้นที่ทางทิศใต้เปิดเป็นระเบียงโล่งและสวนให้เยอะที่สุด”
“ที่ระเบียงมีครัวใหญ่มากให้ทุกคนมาทำกับข้าว กินข้าวด้วยกัน ครัวนี้เติมเต็มความสุขป้าคนหนึ่งมาก เพราะเขาชอบทำกับข้าวหม้อใหญ่ ๆ ให้ทุกคนกิน”


คนบ้านนี้ไม่ได้มีพิธีรีตองในการใช้ชีวิตเท่าไหร่ ฝ้ายบอก เพราะฉะนั้น การกินข้าวด้วยกันเลยไม่ต้องรอให้ทุกคนมานั่งพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วเริ่มเปิบ ใครใคร่จะกินตอนไหนก็กิน กินตรงไหนก็เชิญ ไปนั่งที่ระเบียงก็ได้ หรือจะโยกย้ายไปห้องนั่งเล่นก็แล้วแต่ กินเสร็จก็ลุก ใครเพิ่งเลิกงานเสร็จก็ตามมากิน ภาพอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ และเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ในบางโอกาส เราอาจเห็นคนนั่งกินนอนกินในบ้านนี้มากเป็นสิบ ๆ คน
“วุ่นวาย ไม่มีเหงา” คุณแม่ว่าพร้อมหัวเราะ
ความยืดหยุ่นของชีวิตไม่ได้อยู่แค่ที่ระเบียง แต่แทรกซึมไปอาณาบริเวณอื่นของบ้านเช่นกัน
“สวนเป็นพื้นที่ให้คุณแม่คุณป้าปลูกต้นไม้ รดน้ำ เป็นกิจกรรมใหม่ที่ตอนอยู่ตึกแถวทำไม่ได้” ฝ้ายพูด “ตอนเย็น ญาติที่เป็นหมอไปเปิดคลินิก เอาลูกตัวเองมาฝากไว้บ้านนี้ เราก็เอาสระว่ายน้ำพลาสติกมากางในสวนให้หลานเล่นน้ำ เวลามีงานรวมตัวคนในครอบครัวเยอะ ๆ ญาติ ๆ เอาเต็นท์มากางนอนที่สวนกันเลย ยืดหยุ่นกว่าที่คิด”
“ผู้สูงอายุนอนในบ้านที่ติดแอร์ คนอื่นก็นอนกันข้างนอก” แม่เสริม
“ไลฟ์สไตล์ครอบครัวนี้เป็นคนสบาย ๆ สเปซที่เห็นในบ้านเลยออกมายืดหยุ่น ใช้งานอะไรก็ได้” ฝ้ายเล่าด้วยมุมมองของสถาปนิก


ในหน้าจอวิดีโอคอล ฉากหลังของฝ้ายและคุณแม่คือกำแพงรั้วสีขาวกับบานประตูเลื่อนเหล็กสีแดงบานใหญ่ที่แปะด้วยแผ่นเหล็กเจาะรู เปิดมุมมองไปหาบ้านข้างเคียง
ระหว่างเราพูดคุยกัน จู่ ๆ มีเสียงคนตะโกนโพล่งมาแต่ไกล
นึกว่าเป็นเสียงแว่วจากที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนบ้านนี้แต่อย่างใด แต่ที่ไหนได้ คุณแม่และพี่ฝ้ายหันขวับไปด้านหลังที่รั้วสีแดง และตะโกนกลับไปหาต้นตอเสียงนั้น
“เสียงหลานบ้านข้าง ๆ น่ะค่ะ” คุณแม่หัวเราะ
หลังรั้วสีแดงคือบ้านของป้าอีกคนที่ซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านนี้เหมือนกัน กำแพงสีขาวที่เจาะช่องขนาดใหญ่ จึงเป็นหน้าต่างที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างบ้านหลังนี้กับบ้านป้าที่อยู่ข้าง ๆ
พื้นที่ระหว่างบ้านนี้กับบ้านป้า มีถนนเล็ก ๆ ที่รกร้าง เป็นซอยตันที่ไม่ได้พาไปไหนต่อ โดยรอบซอย ก็ไม่มีบ้านหลังไหนมาปักหลักนอกจากบ้าน 2 หลังนี้
“ทุกวันนี้เราเลยตะโกนคุยกันได้เป็นเรื่องปกติ” ฝ้ายว่า
ใครว่ารั้วมีไว้แบ่งกันอย่างเดียว รั้วเอาไว้ผูกมิตรก็ได้

“เท่ดีเหมือนกันนะคะ” คุณแม่ตอบ เมื่อเราถามว่ารู้สึกอย่างไรกับคานเหล็กสีแดงนั้น
ความเท่คือส่วนหนึ่ง แต่สาเหตุหลักที่ฝ้ายทำคานเหล็กนี้มาเพื่อเป็นรางสายไฟของดวงโคม เมื่อสายไฟไม่ได้ซ่อนอยู่ใต้ฝ้า ก็ปรับเปลี่ยนซ่อมแซมดวงไฟได้อย่างง่ายดายและยืดหยุ่น
เป็นอีกครั้งที่บ้านแสดงถึงการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่น
“บ้านหลังนี้เราตีฝ้าไปแนบกับแนวความชันของหลังคา เพื่อให้พื้นที่ข้างใต้โปร่งโล่ง แล้วเราอยากโชว์โครงสร้างหลังคาด้วย เลยไม่ค่อยมีที่ให้เดินสายไฟข้างในฝ้า” ฝ้ายเล่า
“ระบบไฟจึงทำเป็นอีกเลเยอร์แยกไปเลย ให้สายไฟเดินไปบนคาน I-Beam สีแดง โดยคานพาดอยู่บนโครงสร้างคานปูนของบ้านอีกที เราจะเห็นคานเป็นวงสี่เหลี่ยมวางแปะอยู่ ทำให้การเดินไฟหรือซ่อมแซมง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องรื้อฝ้า”
“เรายื่นโครงคานออกไปนอกบ้านด้วย กลายเป็นไฟส่องถนน”
ช่างเป็นบ้านที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียจริง

ณ ตอนนี้ คุณป้ายังไม่ได้เกษียณตัวจากการทำงาน บ้านหลังนี้เลยยังไม่ใช่บ้านของคุณป้า แต่เป็นบ้านส่วนกลางที่โอบรับทุกคนในครอบครัว
“รู้สึกรื่นเริงและเบิกบาน” คุณแม่เผยความรู้สึกในฐานะคนคนหนึ่งที่วนเวียนอยู่บ้านหลังนี้ “ชีวิตปกติหลัง 5 โมงเย็นจะปิดร้าน นั่งดูทีวีอยู่ในบ้าน แต่พอมาที่นี่ ได้เคลื่อนตัว ได้อยู่กับเด็ก ได้เดินออกกำลังกายรอบบ้าน ชีวิตดีขึ้น”
“เป็นวิถีชีวิตใหม่ของแม่ พ่อ และป้า” ฝ้ายยืนยัน “ตึกแถวไม่มีพื้นที่เปิด อากาศไม่ถ่ายเท พอมาบ้านหลังนี้เขาได้สูดอากาศข้างนอกบ้าง ขี่จักรยานรอบ ๆ ได้ด้วย”
เมื่อลองเปรียบเทียบกับบ้านเดี่ยวหลังเก่าตอนอาม่าอยู่ บ้านหลังใหม่ก็โปร่งโล่งกว่ามาก เวลาลูกหลานมารวมตัวกินข้าวก็ไม่ต้องอัดกันแน่นอยู่ในบ้าน เพราะกระจายตัวอยู่ตามที่นู่นที่นี่ได้อย่างอิสระ


นอกจากนั้น บ้านหลังใหม่ก็ออกแบบมาให้พื้นระดับเดียวกัน ราบเรียบ ไม่มีขั้นบันได เป็นมิตรกับผู้สูงวัยเป็นที่สุด
อาม่าคงนึกอิจฉาลูกหลานที่ได้ใช้บ้านหลังใหม่เป็นแน่แท้
แสงอาทิตย์เริ่มลับตา บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงท้าย
ก่อนลาจาก เราถามฝ้ายว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้ออกแบบบ้านหลังนี้ที่ตัวเองเป็นผู้ใช้งานเอง
“ตอนทำแบบ ให้คนที่บ้านดูน้อยมาก ดูแล้วก็ไม่ได้แก้อะไรเท่าไหร่” ฝ้ายยิ้ม “คงเพราะเราเห็นวิถีชีวิตของคนในครอบครัวตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงตอนนี้ก็หลายสิบปี เราเลยรู้ความต้องการของคนในครอบครัวดี”
“เราเปิดให้ลูกทำอะไรก็ได้ ทำเลย โอเคเลย” คุณแม่เสริม
และความเชื่อใจก็ไม่ทำให้แม่และคนในครอบครัวผิดหวัง
“อยากอยู่อย่างอยาก ตอบโจทย์ ไม่ต้องอธิบาย” คุณแม่ทิ้งท้าย







