4 มิถุนายน 2024
2 K

ชายหนุ่มเดินเข้าร้านกาแฟ จ่ายเงินค่ากาแฟ 2 แก้ว รับมาเองหนึ่ง อีกหนึ่งเก็บไว้ให้ ‘ใครก็ได้ที่ต้องการแต่ไม่มีเงินซื้อ’ และไม่ใช่การชงทิ้งไว้ เมื่อ ‘ใครก็ได้’ คนนั้นมาแสดงความต้องการ พนักงานจะชงกาแฟให้ใหม่ ๆ ร้อน ๆ 

นั่นคือคอนเซปต์สุดเรียบง่ายและน่ารักของ ‘Caffè Sospeso’ หรือ ‘Suspended Coffee’ ที่มีต้นกำเนิดในเมืองนาโปลี หรือ Naples ประเทศอิตาลีนั่นเองค่ะ 

ภาพ : napolitoday.it

ไม่มีใครยืนยันได้ว่าต้นกำเนิดนั้นคือเมื่อไร บางแหล่งบอกว่า โอ๊ย สิ่งนี้น่ะใน Naples มีปรากฏตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 แล้ว พอใครคนหนึ่งมี ‘โชคดี’ ในชีวิต (เช่นอาจจะเพิ่งถูกลอตเตอรี่มา) ก็จะไปที่ร้าน ซื้อกาแฟ 2 แก้ว แบ่งแก้วหนึ่งให้คนที่ด้อยโอกาส นัยว่าจะได้โชคดีต่อไปอีก 

บางแหล่งบอกว่าสิ่งนี้ถือกำเนิดจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน Naples ที่ปัญหาความยากจนส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่ว แต่เหล่าชนชั้นแรงงานที่ยังพอมีเงินจ่ายค่ากาแฟได้ จะพยายามจ่าย ‘แก้วที่ 2’ ไว้เผื่อมีใครต้องการ เป็นการแบ่งปันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดีต่อใจทั้งผู้ให้และผู้รับ 

ไม่ว่าสิ่งนี้จะเริ่มมีตั้งแต่เมื่อไร ที่แน่ ๆ คือ Caffè Sospeso ถือกำเนิดขึ้นจากจิตวิญญาณของคนอิตาเลียน 2 สิ่ง คือกาแฟและความมีน้ำใจนั่นเองค่ะ

ด้วยความน่ารักของไอเดีย จึงมีหลาย ๆ ประเทศในโลกนำไปทำบ้าง ทั้งประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ทั้งร้านกาแฟรายย่อยและร้านแบรนด์ทั้งใหญ่และเล็กที่พยายามนำไปทำให้เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม คอนเซปต์ ‘กาแฟใจดี’ ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าดีจริงไหม โดยเฉพาะในหมู่คนทำร้านกาแฟและคนทำงานเพื่อสังคม ส่วนหนึ่งบอกว่าไอเดียนี้เป็นไอเดียโลกสวยแต่ทำไม่ได้จริง แต่อีกฝ่ายหนึ่ง (ที่เป็นคนทำร้านกาแฟเหมือนกัน) บอกว่า ฉันไม่ได้โลกสวย เรื่องดี ๆ แบบนี้ต้องดำเนินต่อไป ทุกอย่างมีทางออก คอลัมน์อ่านอร่อยจึงอยากชวนคุยเรื่องนี้กันค่ะ 

มาเริ่มที่ฝ่ายโจมตีกันก่อนค่ะ ประเด็นสำคัญที่เขาชูก็คือ อย่างที่คนทำงานรู้กัน ไอเดียบางอย่างนั้นดี แต่พอเอามาปฏิบัติจริงมันไม่ได้ ไม่เวิร์ก ไม่โอ อย่าทำเลย

ภาพ : cupofgood.com

ชาวเน็ตชื่อ Lucas Lu ระบุในเว็บไซต์ Quora.com ว่า ส่วนตัวเขาชอบไอเดียกาแฟใจดี ทุกอย่างดูเหมือนจะดี เพราะทั้งช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างแบรนด์ไปในตัว ทุกคนน่าจะแฮปปี้ 

แต่ในฐานะเจ้าของร้านกาแฟ เขากังวลว่าพอข่าวแพร่ออกไป ร้านกาแฟเล็ก ๆ ของเขาจะกลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าคนไร้บ้านจนลูกค้าประจำไม่อยากเข้าร้านหรือเปล่า และเขาจะทำอย่างไรถ้ามีคนมาขอกาแฟฟรี แต่ไม่มีใครจ่ายค่ากาแฟไว้ ถ้าร้านปฏิเสธก็จะดูไม่ดี แต่ถ้าร้านออกค่ากาแฟให้ หลาย ๆ แก้วเข้าก็จะเข้าเนื้อแน่นอน

ชาวเน็ตอีกคนที่ไม่ระบุชื่อกล่าวว่า เขาเองก็ไม่อยากจะดูเป็นคนไร้น้ำใจนะ แต่นึกสภาพว่าหากมีคนไร้บ้านสักคนมารับกาแฟฟรี แล้วไปหยิบน้ำตาล หยิบเหยือกมาเติมครีมเพิ่ม แล้วลูกค้าคนถัดไปจะกล้าใช้เหยือกนั้นต่อหรือไม่ เป็นไปได้ไหมถ้าร้านจะส่งพนักงานมาทำความสะอาดเคาน์เตอร์ทุกครั้งที่มีคนไร้บ้าน (หรือลูกค้าที่ดู ‘ไม่ค่อยโอเค’) มารับกาแฟฟรี ไหนจะข้าวของที่คนคนนั้นหิ้วติดตัวมา คงดูไม่ค่อยสะอาด ให้วางกองไว้หน้าร้านก่อนได้หรือเปล่า หรือถ้าคนไหนดูน่าจะมีอาการป่วยทางจิต ความปลอดภัยของลูกค้าปกติล่ะจะทำอย่างไร ฯลฯ

โอ้โห อ่านแล้ว ถ้าซือเป็นคนไร้บ้านก็คงบอกว่า ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้าจะรังเกียจกันขนาดนั้น อย่าลำบากเลย

ชาวเน็ตจากอินเดียบอกว่า คอนเซปต์นี้เป็นไปไม่ได้เลยในอินเดีย ที่นี่กาแฟหรือชาสักแก้วราคาถูกสุดแก้วละ 50 รูปี (ประมาณ 21 บาท) แต่คนที่นี่ แม้แต่เงินสัก 10 รูปียังไม่ให้ขอทานแขนขาขาดตามสี่แยกเลย ใครจะไปซื้อกาแฟให้คนแปลกหน้า ที่สำคัญ ร้านกาแฟและร้านอาหารในอินเดียคงไม่ยินดีแน่นอนที่จะมีเหล่าขอทานแห่กันไปรอหน้าร้านเพื่อขอกาแฟฟรี

ซือไม่เคยไปอินเดีย แต่คนที่ไปมาแล้วยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า อันนี้มีประเด็น ฉันเข้าใจ ๆ

อีกคนเป็นเจ้าของร้านกาแฟในเมืองเล็ก ๆ อย่าง Shepton Mallet บนเกาะอังกฤษ เขียนลงบล็อกส่วนตัวไว้ว่า เขาและหุ้นส่วนร้านมั่นใจว่าตนเองเป็นคนทำร้านกาแฟที่จิตใจดี ช่วยเหลือชุมชน ช่วยโปรโมตศิลปินท้องถิ่น เมื่อมีวิกฤตการณ์อะไร ร้านเล็ก ๆ ของเขาก็ช่วยเท่าที่จะทำได้ และพยายามหาวิธีทำธุรกิจที่ทั้งมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด

ภาพ : italysegreta.com

แต่โดยส่วนตัวเขาไม่เห็นด้วยเลยกับคอนเซปต์นี้ เขาบอกว่า เชื่อว่าคนโดยทั่วไปพร้อมจะแบ่งปันให้คนด้อยโอกาสอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีโครงการอย่าง Caffè Sospeso 

ตัวเขาเองก็เคยทำหลายครั้งเมื่อมีคนท่าทางยากจนหรือหิวโหยผ่านมา (ซึ่งมีคนมาเรื่อย ๆ อยู่แล้ว เพราะร้านของเขาอยู่ในสถานีรถไฟ ใกล้สำนักงานจัดหางาน) เขาจะจัดกาแฟหรือชา น้ำเปล่าเป็นขวด ซุปสักถ้วย พายสักชิ้น ใส่ถุงให้ไป แต่ไม่เห็นด้วยกับการรับเงินจากลูกค้าคนหนึ่ง เพื่อทำกาแฟให้ลูกค้าอีกคนที่ไม่มีเงินจ่าย เขาคิดว่าหากอยากช่วยจริง ๆ เจ้าของร้านกาแฟนั่นแหละก็ควรทำอย่างที่เขาทำ (คือควักกระเป๋าจ่ายเอง) 

สำหรับลูกค้าทั่วไป หากอยากช่วยคนด้อยโอกาสหรือคนไร้บ้านจริง ๆ เจ้าของร้านกาแฟรายนี้บอกว่า ก็ถามเขาเลยว่าชอบกินกาแฟแบบไหน แล้วซื้อไปให้ด้วยตัวเอง

ในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกาแฟอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าคอนเซปต์นี้ทำให้เกิดขึ้นจริงได้ยาก และพากันตั้งคำถาม (ที่ก็ฟังดูมีน้ำหนักอยู่) เช่น ถ้าพนักงานโกง (คือรับค่ากาแฟมาแล้วงุบงิบเข้ากระเป๋าตัวเองไปเลย) จะทำยังไง ถ้ามีแต่คนจ้องจะเอากาแฟฟรีโดยตั้งใจไม่ซื้อเลย จะทำยังไง ถ้าร้านเต็มไปด้วยคนไร้บ้านหรือคนยากคนจน จะทำยังไง บริจาคด้วยวิธีอื่นดีกว่าไหม เช่น บริจาคผ่านองค์กรการกุศล หรือแม้แต่ว่าวิธีนี้อาจจะเป็นภาระกับพนักงานร้านมากเกินไปหรือเปล่า (เพราะต้องคอยบันทึกยอด) แล้วถ้ามีคนบริจาคมามากเกิน แต่ไม่มีคนมารับกาแฟจะทำอย่างไร ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่ต้องรับฟัง

นั่นก็เป็นฝั่งของคนที่ไม่เห็นด้วย (หรือเห็นด้วยในหลักการ แต่ไม่รู้จะทำให้เกิดขึ้นจริงยังไง) นะคะ 

แต่ก็มีกลุ่มคนที่บอกว่า เฮ้ย ทุกอย่างมีทางแก้ไข (หรือมีวิธีคิดเพื่อรับมือ) ขอให้หลักการดีเถอะ

ภาพ : Facebook : Madhusha Lakshan วันที่ 23 พฤษภาคม ปี 2024

มีเจ้าของร้านกาแฟรายหนึ่งแชร์วิธีของเขามาให้เป็นข้อ ๆ ซืออ่านแล้วชอบ จึงขอสรุปมารวมไว้ดังนี้นะคะ

  • เจอข้อครหาว่า การทำ Caffè Sospeso เป็นเพียงแคมเปญการตลาด – ก็ไม่เห็นต้องสนใจ หากรู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งนี้ด้วยเจตนาที่อยากแบ่งปันจริง ๆ 
  • คนไร้บ้านจะรู้ได้อย่างไรว่าร้านไหนมีกาแฟฟรีให้กิน – ไม่ยาก ก็แค่ทำใบปลิว หรือไม่ต้องทำก็ได้ รับรองว่าคนไร้บ้านจะบอกกันปากต่อปากเอง
  • กลัวพนักงานร้านโกง หรือกลัวจะเป็นภาระของพนักงานในการบันทึกยอด – เขาไม่คิดว่าคนจะอยากโกงกันมากนัก เพราะยอดเงินไม่ได้เยอะ เทียบกับความเสี่ยงแล้วไม่น่าคุ้ม แต่ถ้าเป็นห่วงจริง ๆ สมัยนี้มีโปรแกรมที่ช่วยเจ้าของร้านให้แยกการบันทึกเฉพาะรายการกาแฟใจดี (หรือเมนูใจดีอื่น ๆ) ได้ 
  • อาจจะมีคนที่ปกติไม่ได้กินกาแฟ แต่พอมีโปรแกรมกาแฟใจดีก็เปิดโหมดฉันจะกินของฟรีขึ้นมาทันที ทำให้คนด้อยโอกาสคนอื่น ๆ เสียโอกาสไป – อันนี้ต้องทำใจ เพราะยังไงคนพวกนี้ก็มีอยู่ในสังคมอยู่แล้ว ให้คิดเสียว่า ถ้าอยากทำโครงการกาแฟใจดี กาแฟบางแก้วอาจตกไปอยู่ในมือของคนพวกนี้ เป็นเรื่องปกติ แต่จะมีคนบางส่วน (ที่หวังว่าจะมากกว่า) ได้ประโยชน์จริง ๆ
  • ลูกค้าคนอื่น ๆ จะรังเกียจและไม่อยากไปร้านกาแฟที่มีคนไร้บ้านไป เพราะกลัวอันตราย กลัวกลิ่น กลัวคนโรคจิต กลัวโน่นกลัวนี่ – อันนี้เป็นวิธีคิดแบบเหมารวมและเหยียดมนุษย์มากเกินไป มีคนไร้บ้านหลายคนที่มีวิธีทำความสะอาดตัวเองได้ ไม่น่ารังเกียจอย่างที่เราคิด บางคนก็มีบ้านอยู่ เพียงแต่ยากจนเกินกว่าจะซื้อกาแฟกินได้บ่อย ๆ วิธีแก้ของเขาคือระบุไว้ในป้ายหน้าร้าน (ที่บอกว่าร้านนี้มีกาแฟใจดีให้กิน) ว่าร้านอาจปฏิเสธการให้บริการกาแฟฟรี ถ้าลูกค้ามีอาการมึนเมาหรือก่อความวุ่นวายที่อาจทำให้ลูกค้าคนอื่นรู้สึกอึดอัด 
  • ช่วยวิธีอื่นก็ได้ ไม่เห็นต้องเป็นวิธีกาแฟฟรีเลย – ก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Suspended Coffee เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ อย่างน้อย ๆ ก็เป็นช่องทางให้ลูกค้าคนหนึ่งได้มีโอกาสช่วยเหลือคนอื่น แต่ถ้าไม่อยากช่วยวิธีนี้ ทำวิธีอื่นก็ได้ เช่น ซื้อตั๋วรถเมล์ให้คนไร้บ้าน ซื้อของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ หรือบริจาคเงินให้องค์กรการกุศล สะดวกแบบไหนก็เลือกเอาเลย การช่วยนั้นดีหมดแหละ
  • ถ้ามีคนบริจาคเยอะเกินแต่ไม่มีคนมารับจะทำอย่างไร – ไม่ยาก ร้านก็แค่กำหนดเพดานไว้ว่า Suspended Coffee จะมีเพียง X แก้วต่อวัน ถ้าคนบริจาคมาครบแล้วก็แค่ปิดรับเท่านั้นเอง 

นอกจากเจ้าของร้านรายนี้แล้ว ยังมีคนอื่น ๆ อีกมากที่ช่วยกันแชร์วิธีปฏิบัติที่เหมาะกับหน้างาน เช่น บางคนบอกว่าคนยากจนอาจจะเขิน ๆ ไม่กล้าเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อถามว่า ‘มีกาแฟฟรีไหม’ ร้านของเขาจึงใช้วิธีหย่อนใบเสร็จกาแฟใจดีไว้ในโหลแก้ว (บางร้านใช้วิธีติดใบเสร็จหรือเขียนไว้บนกระดานให้เห็นชัด ๆ) ถ้าเห็นใบเสร็จและต้องการกาแฟ (หรืออาหาร) ก็แค่หยิบใบเสร็จจากโหลแก้วไปให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ ไม่ต้องประดักประเดิด เพราะพนักงานจะยินดีบริการเสมอ ไม่มีการมองบนหรือทำสีหน้าดูถูกเด็ดขาด

ภาพ : elansiadevagar.wordpress.com

โดยส่วนตัว ซือชอบไอเดีย Suspended Coffee ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านเจอ และเคยดูสารคดีชื่อ Coffee For All ใน Netflix ที่พูดถึงเรื่องนี้ รู้สึกว่าเป็นวิธีช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ง่าย ๆ แต่ทรงพลัง คิดว่าพ่อค้าแม่ขายในเมืองไทย (หรือในประเทศอื่น ๆ) ก็น่าจะทำกันอยู่บ้างแล้ว อาจจะไม่ใช่กาแฟใจดี แต่เป็นข้าวไข่เจียวใจดี ก๋วยเตี๋ยวใจดี ข้าวเหนียวหมูปิ้งใจดี หรืออะไรก็แล้วแต่ 

10 กว่าปีที่แล้ว ซือเรียนหนังสืออยู่ที่ซานฟรานซิสโก พักอยู่ใจกลางเมืองเรียกว่าย่าน Tenderloin สมัยนั้นเป็นดงคนไร้บ้าน (สมัยนี้ซือไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างแล้ว) ซือเดินไป-กลับโรงเรียนทุกวัน จึงผ่านพี่ ๆ Homeless วันละเป็นสิบคน

บางวันจะซื้อแซนด์วิช Subway หรือแซนด์วิชร้านเวียดนามมากินเอง 1 ชิ้น อีกชิ้นฝากคุณพี่ Homeless คนหนึ่งที่อยู่แถวบ้าน เป็นคนผิวดำ เนื้อตัวมอมแมม แต่หน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา บางวันมีร้องเพลงเสียอีก จำได้ว่าเขาจะมีรถเข็นซูเปอร์ฯ หนึ่งคันไว้ใส่ข้าวของ มีผ้าห่ม และมีหนังสือไว้อ่านหนึ่งเล่มเสมอ 

ถามว่ากลัวไหม ก็ยอมรับว่าถ้าเจอกันมุมตึกมืด ๆ ตอนกลางคืนก็คงตกใจ แต่นี่เจอกันตอนกลางวัน เขาอยู่ของเขา ซือแค่เดินผ่านทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้ซื้อของมาฝาก เขาก็ไม่เคยทวง (เพราะถ้าทวงเมื่อไหร่จะหยุดซื้อให้ทันที) มีแต่คำขอบคุณให้ทุกครั้ง เขาจะเรียกซือว่า Princess แต่ไม่เคยคุยอะไรกันมากกว่านี้ ยิ้มให้แล้วก็ต่างคนต่างไป สบายใจดี 

ช่วงต้น ๆ ของโควิด คือช่วงต้นปี 2020 เป็นอีกช่วงของชีวิตที่เรียนหนังสืออยู่ลอนดอน ช่วงนั้นลอนดอนกำลังใกล้จะถูกสั่งปิดเมืองเต็มที และคนกลัวโรคระบาดจึงไม่ค่อยออกจากบ้าน ซือเองก็เก็บตัวอยู่แต่ที่หอพัก จะออกมาแค่เวลาไปซื้ออาหาร ซือชอบเดินมาซื้อกาแฟจากร้านเล็ก ๆ ทีละ 5 – 6 แก้วพร้อมแซนด์วิชเพื่อเอามาแจกพี่ ๆ รปภ. กับเจ้าหน้าที่ที่หอพัก ด้วยความที่เป็นคนครัวมาก่อน ดังนั้น ซือจึงอยากช่วยคนทำร้านอาหารโดยเฉพาะร้านเล็ก ๆ แม้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็เป็นการแบ่งปันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ช่วยทั้งร้านอาหารและสร้างรอยยิ้มให้คนรับ

ที่เล่าเรื่องเหล่านี้ ไม่ได้จะบอกว่าซือเป็นคนดี แต่อยากสะท้อนให้เจ้าของร้านกาแฟที่อยากทำโครงการกาแฟใจดีเห็นว่า ถ้าคุณทำโครงการอะไรก็ตามที่เป็นแนว Suspended Coffee (หรือเมนูอะไรก็ตามที่ร้านคุณขาย) จะมีกลุ่มลูกค้าอย่างซือที่อยากสนับสนุนมาก ขอแค่หาวิธีปฏิบัติที่เหมาะกับสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมของบ้านเรา เอาวิธีที่ทางร้านสบายใจ 

ไอเดียของ Caffè Sospeso คือการให้ด้วยหัวใจของความเป็นชุมชน กาแฟเป็นเพียงสื่อกลางที่ ‘เหมาะ’ กับความเอื้อเฟื้อของชาวเมือง Naples เพราะกาแฟเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จริง ๆ ในชีวิตประจำวันของคนอิตาลี 

เพื่อนชาวอิตาลีเคยเล่าขำ ๆ ว่ากรีดเลือดคนอิตาลีออกมาจะเป็นสีดำ (เพราะมีแต่กาแฟ) กินกับอาหารเช้าแก้วหนึ่ง เบรกเช้าอีกแก้ว เจอเพื่อนกินอีกแก้ว พักกลางวันอีกแก้ว ช่วงบ่ายถ้าเจอใครก็อาจจะถามกันอีกว่า Vuoi un caffè? กินกาแฟกันไหมจ๊ะ

ร้านกาแฟ Gran Caffè Gambrinus เมือง Naples ที่มีอายุครบ 164 ปีในปีนี้ ยังให้บริการ Caffè Sospeso อยู่ 
ภาพ : www.visitnaples.eu

Caffè Sospeso อาจจะทำได้ที่อิตาลี แต่ไม่เวิร์กที่อินเดียก็ไม่เป็นไร ซือคิดว่าคงไม่ต้องไปพยายามทำให้ได้ถ้าไม่ใช่จริง ๆ ไม่ไหวอย่าฝืน อะไรที่ทำได้ในประเทศหนึ่ง ๆ อาจไม่เหมาะกับอีกที่ ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน 

เราอาจแค่ต้องลำบากหาวิธีปรับให้แก่นแท้ของ Caffè Sospeso มีที่อยู่ในสังคมของเรา (แก่นแท้นั้นคือการแบ่งปันสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามกำลัง เพื่อทำให้อีกคนยิ้มได้ หรืออย่างน้อยก็รู้สึกดีกับชีวิตขึ้นอีกนิด) 

เพราะเชื่อว่ายังมีคนที่พร้อมจะแบ่งปันอยู่อีกมากในสังคมค่ะ : )

ร้านกาแฟในมิลาน
ภาพ : Pinterest.es

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม