1 มิถุนายน 2024
1 K

“นี่คือเวลาเกิดของหนู ขอให้พึงระลึกไว้ว่าหนูมีชื่อเดียวกับละหมาด” 

อั๊สรี่ ลืมตาดูโลกเมื่อเวลา 15.18 น. ซึ่งเป็นเวลาละหมาดอัสรีพอดี พ่อจึงตั้งชื่อลูกน้อยเพศกำเนิดชายไว้แบบนั้น

ฟังแค่นี้ก็คงรู้แล้วว่าอั๊สเกิดมาในครอบครัวมุสลิมเข้มข้นที่ตั้งใจเลี้ยงดูลูกน้อยคนนี้ให้ดำรงตนอย่างถูกทำนองคลองธรรมตามหลักศาสนา

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนั้น ลูกน้อยเองก็เติบโตมาอย่างเชื่อมั่นในพระเจ้า และพูดคุยกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอผ่านการละหมาดที่อั๊สทำไม่เคยขาด

“อั๊สขอแล้วได้พรนั้นจริง พอกำลังจะขอบคุณพระเจ้า เรากลับพุ่งไปได้ไกลกว่าที่ขอไว้อีก นั่นทำให้เชื่อว่าพระเจ้าอยู่กับเราจริง ๆ”

แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายอย่างใจคิด เมื่ออั๊สไม่ได้เป็นอย่างที่ครอบครัวคาดหวัง เพราะเธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศ

อั๊ส-อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ หญิงข้ามเพศ นักขับเคลื่อนสิทธิทางเพศในบริบทของคนที่นับถือศาสนาอิสลาม และนักสื่อสารนโยบายแห่งศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) ของพรรคก้าวไกล

เธอใช้ชีวิตด้วยความมุ่งมาดในการส่งเสริมสิทธิที่เท่าเทียมของคนที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะทางกายภาพ ระบบประสาท ฐานะทางการเงิน หรือเพศ

และนี่คือเรื่องราวชีวิตของเธอที่เล่าไว้ในละครเวที مُخَنَّث Forgive me for I have sinned : โปรดอภัยที่ฉันเป็นคนบาป กำกับโดย แรปเตอร์-สิรภพ อัตโตหิ และเป็นส่วนหนึ่งของ H0M0HAUS เทศกาลศิลปะการแสดงเพื่อความหลากหลาย หรือ Performing Arts Festival for Diversity 2024 ครั้งแรกในประเทศไทย

นอกจาก ‘ผู้ชาย’ ที่มีนบีอาดัมเป็นคนแรกของโลก ‘ผู้หญิง’ ที่เกิดมาจากซี่โครงซีกซ้ายของนบีอาดัม ในศาสนาอิสลามยังบัญญัติศัพท์เรียกเพศอื่น ๆ ไว้ด้วย อย่าง คุนธา خنثى เพศกำกวม และ มูคันนาธ مُخَنَّث ที่หมายถึงชายที่เลือกแต่งอาภรณ์แบบหญิง

เราไม่รู้ว่าอั๊สจัดตัวเองลงในนิยามไหนของศาสนา แต่เธอกล่าวว่าไม่เคยมีวันไหนในชีวิตเลยที่มีสำนึกทางเพศเป็นผู้ชาย

“เราอยากเหมือนแม่ แม่เป็นคนเก่ง ทำงานหนัก” เธอเล่าถึงกิจวัตรประจำวันของแม่ที่ง่วนอยู่กับการดูแลครอบครัวจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง “แม่เป็นฮีโร่ของเรา”

อายุ 12 ปี เป็นช่วงวัยที่เธอควรจะแตกเนื้อหนุ่มแบบคนอื่น แต่เธอกลับไม่สูงขึ้น เสียงไม่แตก และเริ่มมีหน้าอกเหมือนผู้หญิง เธอจึงบอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะเป็นอย่างที่ใจอยากเป็น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

พออายุได้ 14 ปี เธอเริ่มเป็นตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงถูกที่บ้านกดดันถามถึงเพศที่เป็น และกล่าวถึงพระวจนะของศาสดาว่า หากใครเป็นเพศนี้เข้าจริง ๆ แล้วล่ะก็ เขาคนนั้นจำเป็นต้องถูกไล่ออกจากบ้านหรือชุมชน

เพราะมันเป็นบาป

หลังจากนั้นเธอก็ปฏิญาณกับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นเป็นที่ประจักษ์ การเป็นคนข้ามเพศไม่ได้แปลว่าหมดสิ้นคุณงามความดี หรือมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่าคนอื่นแต่อย่างใด

ในสังคมของคนตรงเพศ คนข้ามเพศที่มีอำนาจน้อยกว่า ถูกกดทับมากเป็นพิเศษ

ในสังคมของคนพุทธ มุสลิมที่มีอำนาจน้อยกว่า ก็ถูกกดทับมากเป็นพิเศษ

แต่อั๊สเป็นทั้ง 2 อย่าง เรียกได้ว่าเป็นผู้มีอัตลักษณ์ชายขอบทับซ้อนในสังคมที่ตนอยู่ ทั้งยังต้องต่อกรกับแนวคิดอำนาจนิยมที่ลอยไปลอยมาในอากาศ พอจะจินตนาการได้ไหมว่าเธอเจออะไรมาบ้าง

เราคิดว่าละครเวทีของเธอไม่เหมือนกับละครเวทีเท่าไหร่ เธอเปิดเรื่องมาด้วยการถามผู้ชมว่าใครเป็นมุสลิมบ้าง จากนั้นก็เล่าถึงวิถีชีวิตของมุสลิมแบบเธอและสิ่งที่ต้องเผชิญเมื่อเป็นคนข้ามเพศ เล่าไปเรื่อย ๆ ราวกับนี่เป็น TED Talk ที่มีเวลาพูดชั่วโมงครึ่ง เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์สะเทือนใจ น้ำเสียงเธอก็สั่นสะเทือนเสียจนผู้ชมนั่งไม่ติด

ในสังคมมหาวิทยาลัยที่ควรจะอุดมไปด้วยปัญญาชนผู้ศิวิไลซ์ เธอกลับโดนกระทำหลายอย่าง ทำให้เจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจเสียจนตกใจเมื่อคิดว่าเธออายุไม่ต่างจากเรานัก หมายความว่าการเลือกปฏิบัติในสถานศึกษาอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ฉะนั้น อย่าได้หลงคิดเป็นอันขาดว่าโลกสมัยใหม่โอบรับความหลากหลายเป็นอย่างดี และผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมนั้นเรียกร้องความสนใจเกินจริง

เมื่อเธอเข้ามาอยู่ในแสงมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการเลือกปฏิบัติ อัตลักษณ์ชายขอบทับซ้อนก็ทำให้เธอกลายเป็นกระสอบทรายรองรับคำวิพากษ์รุนแรงของทุกคนอยู่เสมอ 

สิ่งที่แย่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเธอทำงานในองค์กรสิทธิมนุษยชน 

(ในรายละเอียดตรงนี้ จะเป็นการดีกว่า ถ้าคุณซื้อบัตรเข้าไปสัมผัสเรื่องราวด้วยตัวเอง)

หลังเหตุการณ์นั้น เธอเลือกที่จะหยิบ ‘ฮิญาบ’ ขึ้นมาสวมใส่ ท่ามกลางเสียงไม่พอใจจากชุมชนมุสลิม เพราะเธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศ

เธอไม่ได้สรุปชัดเจน (ขนาดนั้น) ว่าทำไมถึงใส่ และบางครั้งก็ยังมีความเห็นที่ย้อนแย้งเกี่ยวกับเครื่องสวมศีรษะชนิดนี้ แต่แน่นอนว่าฮิญาบเกี่ยวข้องกับที่ทางของเธอในสังคม ในศาสนา และความเป็นเพศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เรารู้ทันทีว่านั่นคือเรื่องที่ส่งผลรุนแรงกับใจของอั๊สมากที่สุด เมื่อเธอเดินเข้าไปหลังฉาก และปล่อยให้ตัวอักษรบนจอเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแทนคำพูด

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราไม่คิดว่าเธออยากจะตีอกชกหัวที่บังเอิญเกิดมาเป็นหญิงข้ามเพศมุสลิมแม้แต่นิด อั๊สเพียงแต่ตั้งคำถามกับสังคมรอบตัวว่า เธอสมควรโดนประชาทัณฑ์แบบนี้จริง ๆ หรือ

สำหรับเรา อั๊สรี่เป็นมุสลิมที่โตมาในบรรยากาศของศาสนา เธอจึงมีความรักให้แก่พระเจ้าของเธอ

แม้ชีวิตของอั๊สไม่ง่าย ไม่เคยง่าย แต่ศาสนาก็อยู่กับเธอในวันที่ยากลำบาก จนหา ‘คำตอบ’ ที่เหมาะสมได้ทุกครั้ง

ทุกวันนี้ถึงจะอยู่ในศาสนาอย่างยากเย็น เพราะพี่น้องร่วมศาสนาไม่เห็นด้วยกับวิถีทางของเธอ แต่เธอก็ยังยืนหยัดเป็นมุสลิมต่อไป เธอศึกษาหลักธรรมอย่างหนัก ตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้คนอื่น และเชื่อเสมอว่าพระเจ้าอยู่ข้างกายในทุกลมหายใจ

ทุกคนว่า ‘ศาสนา’ คืออะไร 

ถ้าศาสนาเป็นไปตามนิยามที่ว่า ‘เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ’ หรือ ‘ทำให้คนฝักใฝ่ในความดี’ เราคิดว่าอั๊สรี่ก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ร่วมกับศาสนาได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น แม้ผู้หวังดีเองก็ต้องทบทวนตัวเองว่า การบอกให้เธอออกจากศาสนาไป นั่นเป็นทางออกจริง ๆ หรือ

“ทุกคนควรมีสิทธิ์ในการนับถือศาสนาและเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าของเขา” อั๊สเอ่ย

จากชื่อเรื่อง مُخَنَّث Forgive me for I have sinned : โปรดอภัยที่ฉันเป็นคนบาป การเป็นผู้หญิงข้ามเพศในศาสนาอิสลามจะบาปจริง ๆ หรือไม่ สุดท้ายแล้วก็อย่างที่อั๊สมักจะพูดในสื่อ

“บาปใครก็บาปมัน ขอให้เป็นเรื่องที่อั๊สจะต้องไปคุยกับพระเจ้าเอง”

ให้เกียรติในวิถีชีวิตของคนอื่น แล้วหาทางไปพบพระเจ้าในรูปแบบของตัวเองเถอะ (อันนี้อั๊สไม่ได้กล่าว เรากล่าวเอง)

ภาพ : Wichaya Artamat

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน